วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำทานอย่างไรให้เป็นสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ


ทำทานอย่างไรให้เป็นสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ       

  ขัดเกลาจิตใจด้วยการให้ทาน
    - date Thu 11 Oct 2007 10:47:06 AM
    - editor บรรจง บินกาซัน
    - categories หลักการศาสน
า       


 การทำทานเป็นการให้อย่างหนึ่งซึ่งโดยปกติแล้วจะสร้างความสุขให้แก่ผู้ให้และผู้รับ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปหากผู้ให้ไม่รู้จักศิลปะของการทำทานตามหลักการศาสนา ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายครั้งที่การให้ทานหรือการบริจาคไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ให้และผู้รับ   

      ดังนั้น ไหนๆเมื่อชีวิตต้องขึ้นอยู่กับการให้และการรับแล้ว ผู้เขียนก็ขอแนะนำศิลปะของการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ยืม การให้ด้วยความเสน่หาหรือการให้ทานตามหลักการอิสลามแก่ผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดูดังนี้

      1) ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยตระหนักว่าการให้เป็นการแสดงออกถึงคุณสมบัติของพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างแก่มนุษย์และให้โดยมีเจตนาว่าเป็นการทำตามคำบัญชาของพระองค์ อย่าหวังการตอบแทนจากผู้ที่เราให้หรือจากมนุษย์ผู้ใดแม้แต่คำว่าขอบคุณ เพราะการขอบคุณเป็นหน้าที่ของผู้รับอยู่แล้ว

      การมีเจตนาเช่นนี้จะทำให้พระเจ้าทรงรับเจตนา เพราะตามหลักการอิสลาม "การกระทำทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา" ดังนั้น ถ้าเจตนาทำไปเพื่อสนองคำบัญชาของพระเจ้า พระองค์ก็จะตอบแทนรางวัลให้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เจ้านายยังตอบแทนผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำตามคำสั่ง มีหรือที่พระเจ้าจะไม่ตอบแทนบ่าวของพระองค์ที่ทำตามคำบัญชา ? และพระองค์สามารถให้รางวัลตอบแทนได้มากกว่ามนุษย์อย่างไม่อาจเปรียบกันได้ แค่เกลือในท้องทะเลและทรัพยากรต่างๆอีกมากมายใต้ผืนดินโลกใบนี้ก็เป็นหลักฐานเพียงพอแล้วถึงสิ่งที่มีอยู่กับพระองค์ในโลกหน้า

      คนที่ให้โดยมีเจตนาเช่นนี้จะสามารถทำความดีโดยการให้ผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน เพราะเขาไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนจากมนุษย์และเขาจะให้ได้อย่างมีความสุข

      แต่ถ้าการให้มีเจตนาเพื่อหวังชื่อเสียง คำสรรเสริญเยินยอหรือผลประโยชน์อื่นๆในโลกวัตถุ ผู้ให้ก็จะได้รับตามที่ตัวเองเจตนาไว้ เมื่อเจตนาต้องการสิ่งตอบแทนจากมนุษย์ ผู้ให้ก็จะต้องไปเอาจากมนุษย์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับจากพระเจ้าเพราะมิได้ให้โดยมีเจตนาเพื่อเป็นการถวายต่อพระองค์

      การให้ด้วยเจตนาหวังสิ่งตอบแทนจากมนุษย์ด้วยกันนั้น หากมิได้ดังเจตนาหรือดังที่หวัง ผู้ให้ก็จะรู้สึกผิดหวังและป็นทุกข์ และไม่คิดอยากจะให้อีกต่อไป การให้ในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการสูญเสียแทนการได้รับ กล่าวคือ เสียเงินเสียของที่ให้ไปแล้วยังเสียความรู้สึกที่ไม่ได้รับการตอบแทนดังที่ตัวเองหวัง เสียโอกาสที่จะทำดีต่อไป และที่สำคัญก็คือเสียโอกาสที่จะได้รับสิ่งตอบแทนจากพระเจ้า

      การมีพระเจ้าจึงไม่ได้เป็นการขาดทุนแต่ประการใด การไม่มีพระเจ้าต่างหากที่เป็นการขาดทุน 

      2) ให้แต่ของดีๆ เพราะเราเองก็อยากได้ของดีๆเช่นกัน ดังนั้น เมื่อตัวเองได้รับสิ่งดีๆ เมื่อเวลาให้ก็จะต้องให้แต่สิ่งดีๆเช่นกัน ในคัมภีร์กุรอานมีคำสอนว่า "จงทำดีเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงทำดีแก่เจ้า" การให้เช่นนี้ จะทำให้ผู้รับมีความสุข

      เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน ผู้คนหลายพันครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนจากการเสียชีวิตของเครือญาติและทรัพย์สินรวมทั้งที่อยู่อาศัย มีหลายองค์กรและหน่วยงานการกุศลได้ขอรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ไปช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติครั้งนั้น ปรากฏว่ามีหลายสิ่งที่หากผู้รับเห็นแล้วคงต้องสะเทือนใจแทนที่จะสุขใจมากกว่า เช่น เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่สามารถนำไปทำผ้าขี้ริ้วได้เท่านั้น หรือเสื้อผ้าและรองเท้าบู๊ตส้นสูงของนักร้องที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้และสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆที่เก่าโกโรโกโส เป็นต้น

      การให้สิ่งของเช่นนี้มิใช่การบริจาคหรือการทำทาน หากแต่เป็นการฉวยโอกาสโละของเก่าซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นหรือผู้ได้รับเท่านั้น แต่ยังสร้างภาระและความทุกข์ให้แก่ผู้รวบรวมต้องมาเสียเวลานั่งคัดแยกอีกด้วย ดีไม่ดีผู้กำลังประสบเคราะห์กรรมอาจจะก่นด่าหรือสาปแช่งผู้ให้ด้วย            

      3) ให้แล้วอย่าทวงบุญคุณหรือพูดจาระรานดูถูกผู้รับ เพราะการให้เช่นนี้จะทำให้ผลบุญจากกุศลทานที่สะสมมาต้องสูญหายมลายไป

      คัมภีร์กุรอานได้สั่งห้ามบรรดาผู้ศรัทธาในพระเจ้ามิให้ทำทานในลักษณะเช่นนี้โดยกล่าวว่า :

      "จงอย่าทำให้การทำกุศลทานของสูเจ้าไร้ผลด้วยการลำเลิกและพูดจาดูถูกผู้ที่ได้รับเหมือนกับผู้บริจาคเพื่ออวดอ้างแก่มนุษย์....การบริจาคของเขาอาจเปรียบได้กับฝนที่ตกลงมาบนก้อนหินที่มีดินติดอยู่ เมื่อฝนตกลงมา ดินบนหินก้อนนั้นก็ถูกฝนชะจนเกลี้ยง คนเช่นนี้จะไม่ได้รับรางวัลจากการทำทาน" (กุรอาน 2:264)

      ข้อความดังกล่าวต้องการจะเปรียบเทียบว่าผลบุญต่างๆจากการให้หรือการบริจาคทานนั้นเปรียบเหมือนกับดินที่พอกสะสมอยู่บนก้อนหินไปเรื่อยๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่การบริจาคทานตามมาด้วยการลำเลิกบุญคุณ การดูถูกและระรานผู้ที่ได้รับ เงินและสิ่งของที่บริจาคไปก็จะกลายเป็นเสมือนกับฝนที่ตกลงมาชะดินหรือผลบุญที่เคยทำไว้จนหมดไป นั่นคือ นอกจากจะเสียเงินหรือสิ่งของที่บริจาคไปแล้ว ผลบุญเก่าที่สะสมไว้ยังสูญหายไปด้วย

      คัมภีร์กุรอานยังกล่าวอีกว่า "คำพูดที่ไพเราะและการทดทนนั้นดีกว่าการทำทานที่ตามมาด้วยการระรานหรือดูถูก" (กุรอาน 2:263) 

ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ 

ทางนำจากคัมภีร์กุรอาน 

      "การบริจาคของบรรดาผู้ใช้ทรัพย์สินของพวกเขาในหนทางของพระเจ้าอาจเปรียบได้ดังเมล็ดพืชที่งอกออกมาเจ็ดรวง แต่ละรวงมีหนึ่งร้อยเมล็ด พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทบทวีทานของผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงไพบูลย์" (กุรอาน 2:261)

พจนารถศาสดามุฮัมมัด 

       "นบีที่อัลลอฮฺได้ส่งมาก่อนหน้าฉันนั้นมีสานุศิษย์และสาวกผู้อุทิศตนบางคนปฏิบัติตามแบบอย่างคำสอนของเขา แต่หลังจากนั้น ผู้ปฏิบัติตามพวกสานุศิษย์และสาวกเหล่านั้นก็พูดในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการกระทำและทำสิ่งที่พวกเขามิได้ถูกขอให้ทำ ดังนั้น ใครก็ตามที่ต่อสู้คนพวกนี้ด้วยมือของเขาก็เป็นผู้ศรัทธา ใครที่ต่อสู้กับคนพวกนี้ด้วยหัวใจของเขาก็เป็นผู้ศรัทธาและใครที่ต่อสู้พวกเขาด้วยลิ้นของเขาก็เป็นผู้ศรัทธา และนี่มิใช่ความศรัทธาเพียงเล็กน้อย"

 

โดย บินมูซา

 

กลับไปที่ www.oknation.net