วันที่ พุธ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปาย ในฝัน .. สวรรค์ของใคร ?


April 16, 2008

 

ปาย ในฝัน .. สวรรค์ของใคร ?

 

เมื่อเอ่ยถึงอำเภอ “ปาย” จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ เวลานี้คงไม่ต้องสาธยายความใดๆให้มาก เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างดีของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในแอ่งกะทะ เป็นสถานที่ในฝันอันเงียบสงบแสนโรแมนติกของใครหลายๆคน ที่อยากสัมผัสเข้าถึงความเป็นปาย

 

ทว่า ในความเป็นจริง ปาย ในทุกวันนี้ยังเหลือความงดงามชวนฝันอักสักเท่าไหร่กัน จากเมืองเล็กๆซ่อนตัวในหุบเขา ปายกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

 

แน่นอนว่าเม็ดเงินที่ฟูฟ่องย่อมทำให้ผู้ประกอบการแลบะนักท่องเที่ยวพอใจ ทำให้ความเจริญทางวัตถุจากการท่องเที่ยวที่ถาโถมเข่ามาอย่างรวดเร็ว ปายจึงเต็มไปด้วยโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ และคนแปลกหน้าจากต่างถิ่นที่เดินทางเข้ามาที่ปายมากขึ้นทุกที จนบดบังวิถีชีวิตของคนปายเสียสิ้น

 

สำหรับเจ้าของแผ่นดินเดิมอย่างคนปายแท้ๆ ที่เกิดและโตบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ พวกเขามีความคิดเห็นต่อปายยุคใหม่อย่างไร นี่เป็นส่วนหนึ่งของความเห็นจากคนปายแท้ๆ ที่มองปายด้วยสายตาเป็นห่วงต่อบ้านเมืองของพวกเขา

 

อดีต .. ที่ค่อยๆเลือนหาย

 

หากจะฟังเรื่องของปายก็ต้องถามคนปาย อาจารย์เกรียงศักดิ์ คำหอม .. เป็นหนึ่งในคนปายโดยกำเนิด ปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง “คณะกรรมการเสริมสร้างศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน” อาจารย์เกรียงศักดิ์ เล่าถึงปายก่อนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างปัจจุบันให้ฟังว่า ..

 

.. แต่ก่อนคนปายอยู่กันอย่างเงียบสงบมาก ตื่นเช้าจับจอบ เสียม ไปทำไร่ ไถนา ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เกื้อกูลกันและกัน คนที่อยู่ในปายมีอยู่ 7 ชนเผ่า เช้าเข้ามาที่ตลาดตัวเมืองปาย เราจะเห็นชนเผ่าต่างๆใส่ชุดประจำเผ่านำข้าวของมาขาย เป็นภาพที่งดงามเย็นตา เห็นวัฒนธรรมประเพณีสะท้อนออกมาจากการแต่งการ การพูดจา

 

เช่นเดียวกับอีกความคิดเห็นของคนที่มีถิ่นกำเนิดและอยู่ปายมาแต่เกิดอย่าง เสงี่ยม วงศ์หล้า ผู้ใหญ่บ้านน้ำฮู ที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับอาจารย์เกรียงศักดิ์ ว่า ปายในอดีตเคยงดงามสงบเพียงใด “ปาย ก่อนจะเจริญแบบนี้ เราเคยอยู่กันอย่างพอมีพอกินไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ธรรมชาติงดงามไม่มีมลภาวะเป็นพิษ ชาวบ้านมีน้ำใจ ชุมชนของผมเป็นชาวไทใหญ่ ก็นุ่งผ้าถุงไทใหญ่ มีการทำนา ลงแขกเกี่ยวข้าวก็ช่วยกัน คนปายใจเย็นไม่ต่างจากแม่น้ำปายเลย” ผู้ใหญ่เสงี่ยมกล่าวถึงปายในอดีต

 

เมื่อ ปาย แปรเปลี่ยน

 

ในฐานะคนเกิดเมืองปายอย่าง บุญหล่อ อริยะวัฒน์ ผู้นำชาวจีนยูนนานแห่งหมู่บ้านสันติชน ลูกหล่านของชาวกองพล 93 (ทหารจีนคณะชาติ) ที่ถอยร่นจากการสู้รบ วางปืน และเลือกสร้างถิ่นฐานที่บ้านสันติชนในปาย เล่าว่า เขาเกิดที่นี่ หมู่บ้านของเขาเดิมตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาย 4 กิโลเมตร ชื่อบปายมาก ดีใจที่มีโอกาสเกิดเป็นคนปาย

 

ที่หมู่บ้านสันติชนของเขาไม่ค่อยมีปัญหาใหญ่อะไรนัก เพราะนักท่องเที่ยวยังควบคุมได้ และมีกฎของหมู่บ้านที่เชื่อว่ามั่นคงเข้มแข็งพอ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเขตในเขตเทศบาลเมืองมากกว่า ไปทีไรใจหายทุกครั้ง ความวุ่นวายมีมาก การคมนาคมไม่สะดวก รถราเยอะ น้ำใจจากชาวบ้านเริ่มหายไป มีความเห็นแก่ตัวเข้ามาแทนที่  .. “เมื่อก่อนที่ปายไม่เคยมีขโมย โจรผู้ร้าย จอดรถทิ้งไว้ยังไงก็ไม่หาย แต่มาวันนี้ ไม่แน่” ผู้นำบุญหล่อกล่าว

 

เดี๋ยวนี้จึงไม่แปลกที่เขาพบว่า คยปายดั้งเดิมที่เป็นคนไทใหญ่ที่อยู่ในตัวเมือง มักหนีความวุ่นวาย ขายบ้านออกมาอยู่สวนนอกเมืองกันหมด บ้านที่ขายคนซื้อก็คือนายทุนคยต่างถิ่น ที่นิยมเอาไปแปลงเป็นเกสต์เฮาส์ ที่ตอนนี้มีมากกว่า 400 แห่ง ในอำเภอเล็กๆที่โอบล้อมด้วยหุบเขาอันกว้างใหญ่ เจอแบบนี้เข้าจะไปอยู่ได้อย่างไรกัน

 

สิ่งที่ผู้นำบุญหล่อเห็น คล้ายคลึงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เสงี่ยมเห็นเช่นกัน ผู้ใหญ่เสงี่ยมบอกกล่าวถึงการรุกคืบของคนต่างถิ่นที่เข้ามาอาศัยอยู่ในปายว่า มีชุมชนแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองปาย ที่ตอนนี้คนในชุมชนจริงๆไม่มีแล้ว มีแต่คนต่างถิ่นเข้ามาอยู่ เป็นเพราะคนเฒ่าคนแก่ที่เขาเคยทำมาหากินอยู่อย่างสงบทนต่อไปไม่ไหว ต้องละทิ้งถิ่นฐานที่ ปู่ ย่าสร้างมา มาแผ้วถางที่ใหม่ ด้สนธรรมชาติก็ถูกคุกคาม ที่ทิ้งขยะก็ไม่มี สุดท้ายก็ต้องทิ้งใกล้ชุมชน ใกล้สนามบิน เป็นปัญหาตามมาอีก

 

ทางอาจารย์เกรียงศักดิ์เอง ก็ได้เฝ้ามองความเปลี่ยนไปของปายไม่ต่างจากอีก 2 ท่าน อาจารย์เกรียงศักดิ์เล่าว่า ตนเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวเข้ามาในปายครั้งแรก เมื่อปี พ.. 25234 ในปีเดียวกันเริ่มมีการสร้างเกสต์เฮาส์ขึ้นมา 2 แห่ง แต่ดูเหมือนคนปายไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ .. “คงไม่มีคนปายคนไหนคิดกันหรอกว่า จะมองเห็นภาพปายเป็นดังทุกวันนี้”

 

อ่าจารย์เกรียงศักดิ์เล่าต่อไป ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปายแผ่นดินเกิดของเขาว่า เมื่อความเจริฐเริ่มเข้ามา แรกๆชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะในเชิงบวกทางเศรษฐกิจชาวบ้านมีอาชีพเสริม แต่พอนานไปคนมามากขึ้น ก็เริ่มรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้น

 

การไหลบ่าของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม เกสต์เฮาส์ เริ่มผุดขึ้น จนในที่สุดสิ่งดีๆที่เคยเป็นปายกลับเสื่อมสลาย ถูกแทนที่ด้วยสิ่งเร้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ล่าสุดอย่าง “เร็กเก้” ดนตรีที่ไม่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายทุนนำเข้ามา .. “ดนตรี เร็กเก้ ในตอนนี้ผมคิดว่าเป็นจุดเปราะบางที่ต้องเร่งแก้ไขของปาย นายทุนที่นำเข้ามาเคยถามกันสักคนไหมว่าคนปายต้องการหรือเปล่า มาดีดกีร์ต้าตามถนนคนเดินบ้าง มาดิ้นตามถนนบ้าง มองแล้วมันทุเรศตา ปายวันนี้ จึงเหมือนกับต้นไม้โดนเร่งปุ๋ย เร่งแลเวจะหยุดชะงัก จนในที่สุดปายจะเสียรูปแบบการวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ดั้งเดิมจนหมดสิ้น” อาจารย์เกรียงศักดิ์กล่าว

 

“วิถีชีวิตที่ตื่นแต่ตอนเช้า นอนแต่หัวค่ำก็ไม่มีแล้ว ต้องนอนดึกดื่น เนื่องจากอารยธรรมตะวันตกอย่างฝรั่งเข้ามา เราต้องการพักผ่อน เขาเที่ยว พอถึงตอนที่เราทำงาน เขาพักผ่อน ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อเราต้องการพักผ่อน เขาก็สร้างความอึกทึกครึกโครมน่ารำคาญเกิดขึ้น แต่พอถึงกลางวันเขาจะนอนเราทำงาน เขาก็บ่นว่าเรารบกวนเขา เขาไม่ได้พักผ่อน ทั้วงที่เราเป็นคนพื้นที่ บ้านเราแท้ๆยังต้องยอมเขาขนาดนี้”

 

“ที่กระแสเหล่านี้ไหลเข้ามาในปายง่ายๆ เพราะคนไทยระยำบางกลุ่มเห็นแก่เงิน อย่างประเพณีเดือนสิบสอง เราลอยกระทง เพราะเป็นประเพณีเราถึงทำ เราจุดโคมลอยขึ้นฟ้า แต่รู้ไหมเดี๋ยวนี้ถ้าฝรั่งอยากเห็นตอนไหนก็จุดให้เห็น แล้วถามว่าเป็นการทำลายประเพณีไหม” อาจารย์เกรียงศักดิ์กล่าวด้วยความคับแค้นใจ

 

ถึงตอนนี้ ปาย ยังเป็นสวรรรค์ของใครอยู่ไหม?

 

แน่นอน .. เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดื่มด่ำกับกลิ่นอายแห่งปาย และผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีรายได้อย่างงามจากการท่องเที่ยว แต่คงไม่ฝช่สวรรค์ของคนปายที่แท้จริงสักเท่าไหร่

 

นายทุน

นายทุนดูเหมือนจะตกเป็นจำเลยของคนปายไปเสียแล้ว อย่างน้อยก็ในสายตาของอาจารย์เกรียงศักดิ์ นายทุนที่เข้ามาในปายล้วนแต่เป็นคนต่างถิ่นมาจากต่างที่ มั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ ต่างชาติก็มีจำนวนไม่น้อย การเข้ามาของนายทุนต่างชาติคือ การอาศัยแต่งงานกับสาวชาวเขาที่มีสัญชาติไทยเป็นใบเบิกทางเรื่องของการลงทุนข้ามชาติ อย่างที่อาจารย์เกรียงศักดิ์เรียกว่า “เป็นโรคผัวฝรั่ง”

“ตอนนี้เผ่าที่สาหัสกว่าเพื่อน ก็คือเผ่าที่ขึ้นต้นด้วยตัว L ลงท้ายด้วยตัว U เกือบทั้งหมู่บ้านเป็นโรคผัวฝรั่งกันหมด เรียนกันไม่เท่าไหร่ ก็ออกไปแต่งงานกับฝรั่ง แล้วมาสร้างเกสต์เฮาส์อยู่ในปายบ้าง ในหมู่บ้านเขาบ้าง ตอนนี้ไปดูได้เลย เผ้าที่ว่านี้หาบ้านเรือนที่ดป็นแบบดั้งเดิมของเผ่าไม่มีแล้ว มีแต่บ้านทรงยุโรปทันสมัย พวกนี้วันดีคืนดีผีลง ก็มากอดจูบกันกลางถนนคอดส่โก้เก๋ นี่คือผลของการที่เมืองเติบโตอย่างผิดรูปแบบ” อาจารย์เกรียงศักดิ์เล่าให้ฟัง

 

ด้สนผู้ใหญ่เสงี่ยมก็เล่าสถึงนายทุนที่เข่ามในปายให้ฟังว่า ณ ตอนนี้ที่บ้านน้ำฮูที่เคยสงบก็อาจกำลังถูกรุกคืบจากนายทุนเช่นกัน ปัญหาของบ้านน้ำฮูมาจากนายทุนชาวไทย ที่เริ่มมาสร้างโรงแรม เกสต์เฮาส์กันบ้างแล้ว .. “มีโรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังสร้างในบ้ายน้ำฮู เป็นคนไทยด้วยกันแท้ๆ แต่แค่ชาวบ้านเดินผ่านเข้าสไปดูเขายังตงวาดเลย คนปายจริงๆ ทุกวันนี้เป็นได้ก็แค่พนักงานเสริฟหรือลูกจ้างเขาเท่านั้น ส่วนเจ้าของกิจการทั้งหลายเป็นใครก็ไม่รู้” ผู้ใหญ่กล่าวอย่างน้อยใจในชะตากรรมของชาวปาย

 

จุดอิ่มตัว

 

สิ่งหนึ่งที่คนปายทั้ง 3 คนเก็นพ้องตรงกัน คือ อีกไม่นานปายจะถึงจุดอิ่มตัว สำหรับคนต่างถิ่นที่เข้ามาย่อมย้ายกลับไปถิ่นเดิมที่จากมาได้ แต่สำหรับคนปายแล้ว พวกเขามีทางเลือกอื่นหรือ ไม่ว่าปายจะเป็ฯอย่างไร พวกเขาจะหนีจากแผ่นดินเกิดได้หรือ ณ วันนี้พวกเขาจึงได้เพียงแต่รักษาสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ให้จางหายไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น

 

“อยากเห็นปายเป็นศูนย์รวมของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ผมเคยบอกหลายครั้งว่า ผู้ที่จะพาปายรอดคือผู้นำแท้ๆฃองถิ่นและชุมชน ไม่ใช่ ผอ. ทั้งหลายที่อยู่แต่ในห้องแอร์ มวลรวมของปายเป็นภาพใหญ่และกว้าง ผมทำได้แค่ปกป้องหมู่บ้านของผมเท่านั้น อย่างตอนนี้เรามีกฎของหมู่บ้านจะไม่ขายที่ดินให้ต่างชาติ” ผู้นำบุญหล่อแห่งบ้านสันติชนกล่าว

 

ในขณะที่ผู้ใหญ่เสงี่ยมเองก็บอกว่า ทุกวันนี้ในเวทีการประชุมของหมู่บ้าน ตนได้พยายามบอกทางผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลาน อย่าเห่อตามสิ่งที่เข้ามาเพราะสถานะ การใช้ชีวิตของเราต้างจากต่างชาติ จะวิ่งตามไม่ไดเ ไม่อยากเห็นภาพหารย้ายบ้านเรือนเกิดขึ้นที่บ้านน้ำฮู

 

ส่วนทางอาจารย์เกรียงศักดิ์เอง ก็ยังยืนยันที่จะร่วมดูแลอนุรักษ์สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในปายต่อไป สิ่งหนึ่วที่อาจารญืเกรียงศักดิ์เรียกร้อง คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ .. “หน่วยงานรัฐควรเร่งจัดตั้งบทบัญญัติขึ้นมา ไม่ใช่ว่าพอโดนม่านสีม่วง ม่านสีเทา ก็ชะงัก ได้แต่บอกว่าทำอะไรไม่ได้ สงสารคนปายเถอะ เกิดที่นี่ก็จะตายที่นี่ ไม่คิดย้ายไปไหน เพียงแต่ว่าอยากให้ทรัพยากรบ้านเราลูกหลานเราได้กินได้ใช้ เรียนรู้สิ่งที่ถูกที่ควร ไม่กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้แบบนี้ ถ้าวันที่ปายอิ่มตัวเต็มที่มาถึงคนที่เดือดร้อน ก็ชาวบ้านนี่เอง” อาจารย์เกรียงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

 

และนี่คือเสียงส่วนหนึ่งจากคนปายแท้ๆ ที่มองเมืองปายถิ่นเกิดของพวกเขาด้วยความเป็นห่วงไปในทิศทางเดียงวกัน (แน่นอนว่าย่อมมีคนอื่นเห็นแตกต่าง) ซึ่งหวังว่าเสียงเหล่านี้จะได้ยินไปถึงนายทุน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว  ภาครัฐ-หน่วยงานทีดูแลการท่องเที่ยวในแม่ฮ่องสอน ให้หันกลับมามองเมืองปาย พร้อมประคองเมืองนี้ให้เดินไปในเส้นทางเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและดีกว่าทุกวันนี้

 

Note : ขอบคุณบทความ “วาไรตี้ท่องเที่ยว” ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net