วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนแต่งงาน


     

...เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนแต่งงาน

            ผมกลับมารับราชการกรมศุลกากรต่อ ที่คลังของกลางที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เก็บของกลาง ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรจับมา ในคลังของกลางจะมีของกลางสารพัดชนิด เรียกได้ว่า “สากเบือยันเรือรบ” ของแท้ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คลังของกลางก็คือ จัดเก็บรักษาของกลางให้เป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อจะค้นหาของกลางจากแฟ้มคดีใดก็สามารถหาได้โดยง่าย แต่นั้นเป็นเพียงทฤษฎีแต่ของจริง เราไม่อาจจะทำได้อย่างนั้นเลย เพราะมีของกลางที่ถูกจับเข้ามาเป็นจำนวนมาก พื้นที่ในการจัดเก็บมีน้อย แรงงานคนไม่มีเราต้องใช้แรงงานของเราเอง คือเมื่อข้าราชการกรมศุลกากร ประจำคลังของกลาง เดินเข้าคลังก็จะพลันแปลงร่างเป็นจับกัง นุ่งกางเกงขาสั้น โพกหัวด้วยผ้าขะม้า แล้วก็ยกของโน้นขนนี่ จนดูสภาพไม่ออกว่านี่คือข้าราชการ

          ส่วนตัวผมไม่ต้องทำหน้าที่ขนาดนั้น เพราะไม่ได้อยู่งานเก็บรักษา ยกเว้นแต่ถ้าแรงงานไม่พอ เขาขอแรงมาก็ต้องช่วยกัน งานของผมเกี่ยวข้องกับการนำของกลาง ไปให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคาเพื่อตีราคาของกลาง แล้วก็นำของกลางบางชนิดไปให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินค้า เพื่อจะดูว่าของกลางชนิดนั้น สามารถจำหน่ายเพื่อบริโภคต่อไปได้หรือไม่ เช่น จานลายดอกกุหลาบซึ่งสมัยนั้นฮิตมาก ผมต้องนำตัวอย่างไปให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์หาสารตะกั่วก่อนจำหน่ายขายทอดตลาด หากมีปริมาณสารตะกั่วเกินกำหนด ก็ไม่สามารถจำหน่ายได้ต้องขออนุมัติเพื่อทำลายอย่างเดียว แล้วสินค้าชนิดนี้ซึ่งทำมาจากจีนแดง ก็ช่างจะไร้มาตรฐานโดยสิ้นเชิง เพราะมักจะปรากฏบ่อยๆว่า ของกลางที่จับมาในคราวเดียวกัน จานบางใบก็มีสารตะกั่วเกินบางใบก็ไม่เกิน ซึ่งในที่สุดก็ต้องทุบทำลายทั้งหมด โชคดีไม่กี่ครั้งหรอกครับ ที่ตัวอย่างที่ผมหยิบส่งไปให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ จะผ่านมาตรฐานสารตะกั่ว จนสามารถนำมาขายทอดตลาดได้

          ลิ้นจี่กระป๋อง ก็อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องนำตัวอย่างมาวิเคราะห์ มีเรื่องตลกอยู่อย่างหนึ่งคือ น้ำหอม ผมนำตัวอย่างไปวิเคราะห์ แล้วก็ขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ด้วยว่าเป็นของแท้หรือไม่ เพื่อที่เจ้าหน้าที่ประเมินราคา จะได้คำนวณราคาได้ถูก สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินค้าบอกได้แต่เพียงว่า สินค้าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นของจริงของปลอม ส่วนผู้ที่จะบอกได้แน่นอนก็คือ “พ่อค้า” ที่เข้ามาประมูลของกลาง ในวันขายทอดตลาดนั้นเอง เพราะถ้าของแท้ก็จะแย่งให้ราคากันอุตลุด แต่พอเป็นของเทียม เจ้าหน้าที่ขายทอดตลาดจะต้องช่วยอ้อนวอนให้ช่วยซื้อไปหน่อย เพื่อจะได้ปิดแฟ้มคดีได้

          ของกลางที่จะต้องทำลาย นอกจากของที่ไม่ผ่านการวิเคราะห์สินค้าแล้ว ของกลางบางอย่างที่เก็บรอคดีไว้นานเกินไป จนสิ้นสภาพของ เช่น เสื้อผ้า ร่ม รองเท้า จิปาถะ บางทีถูกหนูแทะจนกระจุยกระจาย เราก็จะขออนุมัติทำลายของกลางต่อ ผู้อำนวยการกอง แต่ทีนี้ความสับเพร่าเผอเรอของคน มันก็มีมาทุกยุคทุกสมัย เจ้าหน้าที่ก็จะพิมพ์ขออนุมัติทำลายด้วยพิมพ์ดีด ว่าของกลางรายการที่ 1.เสื้อผ้า ขออนุมัติทำลายเพราะหนูแทะ 2.ร่ม แล้วก็ละในส่วนของเหตุผลลงมาเรื่อยๆ รายการของที่จับมาจากด่านศุลกากรบางทีก็มีมากเป็นร้อยรายการ แต่เหตุผลที่ขออนุมัติทำลายมีเหตุผลเดียวคือ “หนูแทะ” ก็เลยปรากฏผลออกมาว่า มีอยู่รายการหนึ่งที่โดน “หนูแทะ” ไปด้วยนั่นก็คือ “ครกหิน” เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นโจ๊กระดับตำนานของคลังของกลาง กรมศุลกากรไป ว่าหนูที่คลังของกลางนี้ฟันคมมากขนาดแทะครกหินได้

          ของกลางที่เข้าเก็บในคลังสินค้า ถ้าหากเป็นของที่มีค่าเช่น ธนบัตร ทองคำหรืออัญมณี เราจะเอาไปฝากที่กองเก็บอากร ซึ่งอยู่ภายในตึกใหญ่ เป็นห้องเซฟใหญ่ของกรมศุลกากร ที่ใช้เก็บค่าภาษีอากรก่อนที่จะนำไปส่งธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันรุ่งขึ้น ห้องนี้จะตั้งอยู่ในห้องของผู้อำนวยการกองเก็บอากร วิธีการที่เราจะเอาไปเก็บก็คือ เราจะเอาของกลางใส่กล่องแล้วก็ซีล (Seal) ด้วยดวงตราตะกั่ว มีหลายเลขกำกับ แล้วก็บันทึกใส่สมุดไปเก็บที่กองเก็บอากรโดยให้ ผอ.กองเก็บอากรเซ็นชื่อรับในสมุดว่าได้รับของกลางกล่องนี้ไว้เก็บรักษาแล้ว

          แต่ ผอ.กองเก็บอากรคนใหม่ ท่านไม่ได้เซ็นชื่อรับในสมุด ท่านเซ็นคำว่ากองเก็บอากรลงไปแทน ผมก็แย้งว่าท่าน ผอ.ต้องเซ็นชื่อรับมอบของกลางในสมุดด้วยครับ ท่านก็มองหน้าทำนองว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร เพราะท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในสมัยโบราณที่ดุมาก ส่วนไอ้กระผมข้าราชการชั้นผู้น้อยมาก เพราะเพิ่งเข้ารับราชการในกรมศุลกากรเพิ่งเข้าปีที่ 3 แถมยังไปเป็นทหารเสียอีกปีหนึ่ง ท่านก็อ้างว่าที่ท่านไม่เซ็นชื่อก็เพราะว่า ท่านไม่รู้ว่าของข้างในเป็นอะไร เป็นธนบัตร เป็นทอง เป็นเพชร ของจริงตามที่แจ้งหรือไม่ ผมก็แจ้งว่าท่านไม่จำต้องพิสูจน์ทราบว่าของข้างใน เป็นจริงตามที่แจ้งไว้ อันนั้นเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่คลังของกลางเอง ท่านรับผิดชอบเพียงแต่ว่าซีลที่มัดไว้นั้นไม่ขาด ก็พอแล้ว เท่านั้นแหละผมก็ได้เห็นควันออกจากหูของท่านโขมงใหญ่ หน้าของท่านก็แดงเหมือนยืนกลางแดดมาทั้งวัน ท่านตะเพิดผมออกจากห้องอย่างเสียงดัง ผมก็เดินกลับคลังของกลางอย่างสบายใจ

          วันรุ่งขึ้นหัวหน้าผมก็เรียกผมเข้าพบอย่างทันใด ผมก็เล่าให้ฟัง ท่านก็ส่ายหน้าด้วยไม่รู้ว่าจะทำประการใด เพราะแม้รู้ว่าลูกน้องของตนจะไม่ผิด แต่การไปอธิบายแบบเถียงๆกับข้าราชการระดับนั้น เป็นเรื่องใหญ่แน่ ท่านก็มีทางเลือกให้ผมสองข้อก็คือไปขอโทษท่านซะหรือไม่ก็ไม่ต้องไปทำงานทางด้านนี้อีก มอบงานเอาของกลางไปเก็บที่กองเก็บอากรให้กับผู้อื่นซะ ผมเลือกข้อสองอย่างไม่ลังเล แต่ท่านส่ายหน้าอย่างระอาต่อ

          อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีคำสั่งย้ายให้ผมไปปฏิบัติงานที่ “ด่านที่ทอดเรือภายนอกเกาะสีชัง” ท่ามกลางความยินดีของ พรรคพวกเพื่อนฝูงและตัวกระผมเอง ยินดีจริงๆไม่ได้ประชด เกาะสีชังสมัยนั้นมีงานเยอะ โดยเฉพาะเรือลำใหญ่ๆที่เข้ามาจอด เพราะไม่สามารถจะเข้ามาเทียบท่าเรือคลองเตยได้ ส่วนท่าเรือแหลมฉบังสมัยนั้นยังไม่เกิด สมัยนั้นที่ว่านั้นคือปี พ.ศ.2526 ยังไงๆก็ดีกว่างานที่คลังของกลางนี้แน่นอน

          สาเหตุของการได้ย้ายครั้งนี้ เป็นเพราะว่า ผอ.กองป้องกันและปราบปราม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผม คงได้เล็งเห็นแล้วว่าถ้าหากให้ผมยังอยู่ในรั้วกรมศุลกากรที่คลองเตยแห่งนี้ เดี๋ยวก็คงได้พบเจอกับ ผอ.กองเก็บอากรท่านนั้นอยู่อีก ก็เลยย้ายให้ออกนอกพื้นที่เสียไปอยู่ที่ เกาะสีชังโน่น ก็ถือได้ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตาท่านหนึ่ง ให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยไม่ถือเอาคำฟ้องของเพื่อน คือ ผอ.กองเก็บอากรท่านนั้นแต่ฝ่ายเดียว ผอ.กองป้องกันและปราบปรามท่านนี้ ท่านมีชื่อว่า นายโกวิท โชติรส ท่านมีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่ง ท่านผู้อ่านคงจะรู้จักเธอดี เธอชื่อว่า “ลลิตา ปัญโญภาส”

          ผมทำงานอยู่ที่เกาะสีชังด้วยความสุขและสนุกสนาน กลางวันก็ออกไป “โบ๊ทเรือ” หรือไปตรวจค้นเรือสินค้าลำใหญ่ที่เข้ามาจอดอยู่รอบเกาะ เพื่อรอขนถ่ายสินค้าลงเรือโป๊ะ กัปตันเรือจะต้อนรับเราอย่างดี ถ้าไปช่วงเช้า ก็จะจัด Breakfast ไว้ให้เรา ถ้าไปช่วงเที่ยงก็จะจัด Lunch ไปช่วงเย็นก็จะจัด Dinner แต่ทั้งนี้ก็จะเป็นไปตามสัญชาติของเรือ เรือฝรั่งเราก็ได้อาหารแบบฝรั่ง เรือจีนเราก็ได้อาหารจีน เรืออินเดียแย่หน่อยอาหารกินลำบาก หลังจากนั้นก็จะเอาเอกสารอันเกี่ยวกับเรือมาให้เรา เราก็จะตรวจดูแล้วก็สุ่มตรวจค้นตามสโตร์ต่างๆ ว่าตรงตามที่แจ้งหรือไม่ จนสุดท้ายก็จะทำการตรวจ Bonded Store หรือสโตร์ที่เก็บเหล้า เบียร์ บุหรี่ เสร็จแล้วก็จะซีลกระดาษแปะไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีนี้เล็ดลอดออกจากเรือ จากนั้นกัปตันก็จะ Souvenir เราด้วย บุหรี่ เหล้าหรือเบียร์ แล้วแต่ละลำที่จะให้

          Souvenir จากเรือนี่เองที่เป็นรายได้พิเศษของผม เพราะผมไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ผมก็ขายต่อ ตกตอนเย็นหลังเลิกงานแล้ว ผมก็ออกกำลังกายวิ่งรอบเกาะโชว์หุ่นกับสาวๆไป ตอนกลางคืนก็ไปดิสโก้เทค ซึ่งเป็นร้านอาหารเล็กๆชื่อ “ทิวไผ่” ต่อมาก็เปิดเป็นรีสอร์ทด้วย ที่ทิวไผ่นี้เองเจ้าของร้าน เขากั้นห้องเล็กๆแล้วก็ติดเครื่องเสียง ติดไฟกระพริบเข้าไปก็กลายเป็นดิสโก้เทคย่อมๆ ให้เป็นที่กรี๊ดกร๊าดได้แสดงออกกันได้ของบรรดาวัยรุ่นเกาะสีชังในยุคปี 2526 ทีแรกผมก็เป็นเพียงแขกผู้ใช้บริการ ซื้อดริ๊งคือน้ำส้ม 10 บาท ก็เต้นไปทั้งคืน ต่อมาได้คุยกับ “โกตุ่ม” เจ้าของร้านและเป็นผู้เปิดเพลงดิสโก้เทคด้วยว่า ทำไมไม่หาเพลงใหม่ๆมาเปิด มีแต่เพลงเก่าๆทั้งนั้น โกตุ่มก็บอกอย่างเปิดใจว่า ก็ผมไม่รู้จักเพลงใหม่ๆ คุณเป๊ปซี่รู้จักก็หามาเปิดสิ แล้วตั้งแต่นั้นมาผมก็แปลงกายเป็น “ดีเจ” มาเปิดเพลงให้วัยรุ่นเต้นทุกคืนที่ “ทิวไผ่ดิสโก้เทค” ส่วนค่าแรงของผมก็คือน้ำส้มหนึ่งขวด!!!

          อดุลย์ เขียนจดหมายมาหาผมว่าจะมาเที่ยวเกาะสีชัง และจะพาแฟนมาด้วย แฟนอดุลย์ก็เป็นลูกสาวพ่อค้าแม่ค้าอยู่ในตลาดกิมหยงนั้นเอง ขณะที่ร้านของอดุลย์อยู่ตลาดสันติสุข แหล่งขายของหนีภาษีทั้งคู่ แต่คนละแบบกัน ตลาดสันติสุขจะเป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนตลาดกิมหยงจะเป็นของกินของใช้เสียส่วนใหญ่ แฟนอดุลย์เธอชื่อ “นฤมล” แน่นอนว่าเธอก็มีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกับอดุลย์ ผมก็ตอบรับด้วยความยินดี จองห้องพักที่ “ทิวไผ่รีสอร์ท” ที่ผมทำงานไซด์ไลน์เป็นดีเจอยู่ ขอห้องที่ดีที่สุดไว้ให้เพื่อนผม วันที่อดุลย์มาผมก็พาไปเที่ยวรอบเกาะ โดยรถโดยสารของเกาะสีชังในสมัยนั้นจะเป็นรถสามล้อเครื่องเรือ ไม่เหมือนสามล้อที่อื่นที่ใช้เครื่องมอเตอร์ไซด์ ด้วยถนนหนทางบนเกาะสีชัง มีเนินมีเขาลาดชันมากมาย เครื่องเรือจึงเหมาะมากกว่าเครื่องยนต์ชนิดอื่น เพราะมีกำลังแรงและมีผู้เชี่ยวชาญเครื่องยนต์เรืออยู่บนเกาะมากมาย เสียก็ซ่อมได้ง่าย แถมยังมีข้อดีตรงที่มันสามารถใส่เกียร์ถอยหลังได้ ไม่เหมือนสามล้อเครื่องรถมอเตอร์ไซด์ ที่เวลาจะถอยหลังก็ต้องเข็นเอา

          สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตบนเกาะสีชังก็ต้อง “ท่าวัง” คือบริเวณพระราชวังเก่า ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงาม มีต้นลั่นทมที่สวยที่สุดในโลก ปลูกไว้อย่างสวยงาม แต่ท่าวังสมัยนั้นยังไม่ได้ปรับปรุงตบแต่งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว อย่างสมัยนี้สมัยนั้นเป็นเหมือนสถานที่รกร้าง ที่ไม่มีใครดูแล แต่ผมก็ชอบไป “ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่” อยู่บนเขาที่ “ท่าบน” หรือท่าเรือที่อยู่ด้านบน เกาะสีชังจะมีท่าเรืออยู่สองแห่งคือ “ท่าบน” กับ “ท่าล่าง” อีกแห่งติดกับท่าล่าง คือ “ท่าด่าน” ก็คือท่าของ “ที่ทอดเรือภายนอกเกาะสีชัง” ซึ่งใช้เฉพาะเรือของศุลกากร ตลาดท่าบนจะมีของขายมากมาย ที่ฮิตว่าอร่อยมากคือปลาหมึกแก้วหรือปลาหมึกแดดเดียวของสีชัง ที่มีรสชาติหวานจนไม่ต้องใช้น้ำจิ้มก็อร่อย “ช่องเขาขาด” ที่ที่ได้ชมพระอาทิตย์ตกน้ำที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

          ตอนเย็นตอนรับประทานอาหารกัน เราคุยกันก็จับใจความได้ว่า “คุณนฤมล” แฟนอดุลย์เธอจะนอนที่ “ทิวไผ่” นี้คนเดียว ส่วนอดุลย์จะไปนอนกับผมที่บ้านพักข้าราชการ แต่ทานอาหารเสร็จอดุลย์ก็ขยิบตากับผมว่าให้ผมกลับไปบ้านพักก่อน แล้วเดี๋ยวเขาจะเดินตามไป เขาขออยู่เป็นเพื่อนนฤมลก่อน เพราะเป็นห่วงว่าต้องนอนคนเดียว ผมก็นึกรู้ว่าเพื่อนคงมีแผน ก็ลากลับมานอนที่บ้านพัก จนเช้าก็ไปหาเพื่อนที่ทิวไผ่ เจออดุลย์นั่งยิ้มกริ่มอยู่ ส่วนนฤมลก็นั่งหน้าแดงอายม้วนต้วน พูดต่อว่าผมว่าผมกับอดุลย์วางแผนกัน แต่ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2528 เขาทั้งสองก็แต่งงานกันที่หาดใหญ่ สงขลา ผมก็รับอาสาเป็นทั้งเพื่อนเจ้าบ่าวและช่างภาพ ถ่ายรูปให้ตลอดงาน

          อดุลย์อยู่กินกับคุณนฤมลมาจนสิ้นชีวิต มีลูกสาวด้วยกัน 3 คน ขณะที่ผมแต่งงานหลังอดุลย์ไป 5 เดือน อยู่กันไปได้ 7 ปีก็หย่าร้างกัน จนมาแต่งงานใหม่หลังจากนั้น 3 ปี แล้วก็อยู่มาจนอ้วนตุ้ยนุ้ยจนบัดนี้ ชีวิตอดุลย์ผูกพันอยู่กับผมเสมอ มีอะไรที่จะต้องปรึกษาก่อนก็จะโทรหาผมเสมอ และมักเอาชีวิตผมไปเล่าในทางยกย่องให้คนรอบข้างฟัง จนเมื่อเขามาเจอตัวผมก็มักจะพูดเสมอว่า คนนี้นี่เองพี่เป๊ปซี่เห็นอดุลย์พูดถึงเสมอ อดุลย์จะคอยเป็นห่วงเป็นใยผมตลอด เมื่อเห็นผมย้ายที่ทำงานบ่อยหรือมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใหญ่ อดุลย์นี่แหละที่มักจะคอยวิ่งเต้นอยู่เบื้องหลัง ให้ผมรอดพ้นไปได้ แทบจะไม่น่าเชื่อว่าพ่อค้าขนของหนีภาษีเล็กๆผู้นี้ จะมีความสามารถถึงเพียงนี้ อดุลย์รู้จักผู้ใหญ่ในกรมฯผมมากกว่าผมเสียอีก แถมรู้เส้นสายภายในใครมีอะไรควรจะต่อสายถึงใคร ใครจะย้ายไปไหนใครจะขึ้นไปรับตำแหน่งอะไร รู้ดีเสียยิ่งกว่าคนกรมศุลกากรอย่างผม

          อดุลย์เสียชีวิตไปเมื่อปี 2549 เป็นอย่างไรเพราะอะไร....ช่วงหน้ามาติดตามต่อนะครับ

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net