วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้กำกับคนที่หนึ่ง ตอนหนึ่ง


เรื่องที่หนึ่ง

จันดารา

 

บทความต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์คุณกันต์กวี  ธรรมสุริยะ  ผู้กำกับหนังชื่อดังของเมืองไทย  เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา  คือจันดารา  ซึ่งกำลังเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก  และสร้างกระแสความขัดแย้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  ผู้สื่อข่าวได้ไปถึงบ้านของเขาที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำน่าน  เป็นบ้านเรือนไม้เรียบง่าย  สมัยก่อนคุณดนัยอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  แต่ดังที่เขาออกตัวว่าเขาอายุมากแล้ว  อยากอยู่คนเดียวอย่างสงบเงียบริมแม่น้ำ

 

ด้วยอายุเจ็ดสิบสี่ปี  เขายังมีสุขภาพแข็งแรง  ยิ้มแย้ม  และเป็นธรรมชาติ  ซึ่งเป็นบุคลิกที่แปลกและหาได้ยาก  ขัดแย้งกับความอื้อฉาวของเขา  เขาเดินออกมาต้อนรับผู้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง  เราจะรู้สึกเหมือนได้มาพูดคุยกับพระ มากกว่าผู้กำกับภาพยนตร์ 

 

บทความนี้  ตัดตอนมาจากเทปบันทึกการสัมภาษณ์  ขณะนั่งคุยกันอยู่บนระเบียงริมแม่น้ำ

 

          สลักจิต

 

ผู้สัมภาษณ์      ก่อนอื่น  ผมอยากคุยย้อนความหลังไปถึงภาพยนตร์สองเรื่องแรกของคุณ  เพราะที่จริง  คุณสร้างภาพยนตร์มาเพียงสามเรื่องเท่านั้น 

กันต์กวี           ยินดีครับ

ผู้สัมภาษณ์      ภาพยนตร์เรื่องแรก  สลักจิต  สร้างขึ้นในปีที่คุณอายุห้าสิบกว่าปี  ใช่ไหมครับ

กันต์กวี              ห้าสิบสี่ปีครับ  ห่างจากวันนี้ยี่สิบปีพอดี

ผู้สัมภาษณ์      ก่อนจะหันมาทำหนัง  คุณเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากอยู่แล้ว  เป็นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์คนหนึ่งของเมืองไทย  อะไรทำให้หันมาสร้างภาพยนตร์ละครับ

กันต์กวี              สมัยผมยังเป็นหนุ่ม  ผมเคยเรียนฟันดาบในญี่ปุ่น  กับอาจารย์ท่านหนึ่ง  ท่านอายุมากแล้วก็จริง  แต่ฝีมือดาบสูงมาก  ผมไม่เคยเห็นลูกศิษย์คนไหน  ไม่ว่าแข็งแรงเพียงใด  สามารถรับดาบของท่านได้เลย  มันปลิวกระเด็นลอยไปในอากาศ  มีครั้งหนึ่งมันปลิวขึ้นไปเหมือนว่าว  ผมประทับใจ  แสดงว่าการฟันดาบของท่านหนักหน่วงมาก  แต่นั่นยังไม่ประทับใจเท่า  วันหนึ่งผมไปบ้านท่าน  แล้วท่านทำอาหารเลี้ยง   ผมตกตะลึงตอนเห็นท่านหั่นผักและเนื้อ  ผมยังไม่เคยเห็นใครใช้มีดในครัวได้รวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน  แล้วผมก็เข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า  แม้การทำกับข้าวกับการฟันดาบเป็นคนละศาสตร์กัน  แต่ท่านก็สามารถโยงเข้าหากันได้ 

ผู้สัมภาษณ์      แสดงว่า  การเขียนหนังสือ  และการสร้างภาพยนตร์ก็สามารถโยงเข้าหากันได้  ใช่ไหมครับ 

กันต์กวี              มันเป็นวิญญาณแห่งดาบ  ถ้าใครคนหนึ่งเป็นมือดาบชั้นครู  เขาสามารถเป็นพ่อครัวมือหนึ่งได้ 

ผู้สัมภาษณ์      แต่นักเขียนจำนวนมาก  ก็สร้างภาพยนตร์ไม่ได้นี่ครับ

กันต์กวี              เหตุที่ผมต้องรอจนอายุห้าสิบสี่ปีจึงค่อยมาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก  ก็เพราะในวัยหนุ่ม  ผมยังไม่นิ่งพอ  ตราบใดที่ผมรู้สึกกลัว ผมก็ยังสร้างไม่ได้  คือกลัวไม่ทำ  แต่ถ้าทำก็ไม่กลัว เพราะความกลัวจะทำให้เหนื่อยเกินไป  เหมือนนักวิจารณ์หนังชื่อดังคนหนึ่ง  ที่วันหนึ่งริสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก  แล้วล้มไม่เป็นท่า   นับจากนั้นเขาก็ไม่กล้าวิจารณ์หนังอีกเลย  เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความเชื่อถืออีก

ผู้สัมภาษณ์      ฟังคุณพูดอย่างนี้แล้ว  เห็นชัดว่ามันเสี่ยงมากเลยนะครับ   อะไรทำให้คุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงถึงขณะนั้น 

กันต์กวี              หนังสามเรื่องนี้  ผมเขียนบทล่วงหน้าหลายสิบปี  กล่าวคือผมเริ่มเขียนบทตั้งแต่ตอนอายุสามสิบกว่า   แล้วค่อยๆขัดเกลารายละเอียด  มีการแก้ไขหลายครั้ง  จนถึงวันลงมือทำงาน  มันมีการเตรียมการมาเนิ่นนานมาก   สำหรับจันดารา  ผมเตรียมการมานานถึงสี่สิบปี  แต่ความนานนี้เกิดจากธรรมชาติการทำงานของผม  ตัวเองจึงไม่รู้สึกว่านาน

 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมถึงรอได้

กันต์กวี              ผมไม่รีบร้อน  และไม่ได้แข่งกับใคร   

ผู้สัมภาษณ์      ก่อนลงมือสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก  คุณหาประสบการณ์จากไหน

กันต์กวี              ผมเคยเป็นผู้ช่วยเขียนบทภาพยนตร์  และช่วยกำกับหนังหลายเรื่อง

ผู้สัมภาษณ์      เรื่องอะไรบ้าง

กันต์กวี              ผมไม่อยากเอ่ยถึง  คุณจะหาเครดิตผมไม่ได้เลยในหนังเหล่านั้น  เพราะผมถือว่าเป็นเพียงการเข้าไปหาความรู้  ประสบการณ์บางอย่างเท่านั้น  ผมเริ่มเอาจริงในหนังเรื่องแรกที่ผมเขียนบทเอง  กำกับเอง  มันเป็นงานที่เสี่ยงมากนะครับ 

ผู้สัมภาษณ์      เพราะอะไรครับ

กันต์กวี              เพราะมันเป็นหนังที่สร้างจากนิยายประโลมโลก  มันแตกต่างกับหนังสือที่ผมเขียนจนเป็นตรงกันข้าม  งานวรรณกรรมของผมเป็นเรื่องหนัก  เป็นปรัชญา   แต่เวลาสร้างหนัง  ผมกลับเลือกสร้างหนังจากนวนิยายประโลมโลก  เน้นที่ความบันเทิง  ความขัดแย้งนี้เกิดจากเจตนา  เกิดจากการครุ่นคิดอย่างยาวนาน 

ผู้สัมภาษณ์      ช่วยอธิบายด้วย

กันต์กวี              คนส่วนใหญ่คิดว่า  หากผมสร้างหนัง  จะต้องสร้างหนังหนัก  ใช่ไหมครับ  แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม  เพราะหากผมสร้างหนังหนัก  สู้ไม่สร้างจะดีกว่า  ผมก็เพียงเขียนหนังสืออีกเล่มก็พอ  สื่อต่างกัน  หมายถึงมีเรื่องราวแตกต่างบางอย่างที่เราต้องการแสดงออก   พูดง่ายๆ  กันต์กวีคนสร้างหนังจะต้องแตกต่างกับกันต์กวีคนสร้างงานวรรณกรรม  ผมโอนพลังงาน  ความรู้  ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีเข้าไปในนั้นก็จริง  แต่เราเป็นคนละคนกัน  สื่อสองสื่อนี้จึงเกิดความหมาย 

 

ผู้สัมภาษณ์      คุณกันต์กวีผู้กำกับภาพยนตร์  เป็นคนละคนกับคุณกันต์กวีผู้สร้างงานวรรณกรรมใช่ไหมครับ

กันต์กวี              เป็นคนคนเดียวกัน  แต่ต่างมิติกัน  มันเป็นกฎข้อแรกของการสร้างภาพยนตร์ของผม  ผมต้องทำให้เห็นประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม  ผมคิดอย่างนี้   ผมจึงกล้าทำ  หากล้มเหลว  ผมถือว่ากันต์กวีผู้กำกับล้มเหลว  ซึ่งไม่เป็นไร  มันเป็นธรรมดาของชีวิตที่อาจล้มได้  แล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่  นักวิจารณ์หนังชื่อดังที่สร้างหนังแล้วล้มเหลว  แล้วไม่กล้าวิจารณ์หนังอีกเลยนั้น  เพราะเขาไม่สามารถแยกตัวเองออกเป็นสองได้  คุณต้องแยกออกให้ได้ก่อน  จึงค่อยลงมือทำ 

 

ผู้สัมภาษณ์      กรุณาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ  สลักจิต  อะไรทำให้คุณเลือกสร้างหนังเรื่องนี้ละครับ  และทำไมทำเป็นหนังเงียบขาวดำ

กันต์กวี              ถ้าจะพูดให้ถูกคือเป็นหนังเงียบเกือบขาวดำ 

ผู้สัมภาษณ์      อะไรคือหนังเงียบเกือบขาวดำ

กันต์กวี              เพราะแม้หนังเรื่องนี้จะออกโทนส่วนใหญ่เป็นขาวดำ  แต่มีหลายฉากที่เราใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์  สร้างสีพิเศษขึ้น  เช่นนางเอกอาจมีแก้มสีชมพูอ่อนๆ  หรือเช้าวันหนึ่งเธอเดินมาตามถนน  พร้อมด้วยกระโปรงสีเหลืองเข้ม  พระเอกวันหนึ่งอาจสวมเสื้อผ้าสีน้ำตาล  มันเป็นสุนทรียภาพแห่งสี  เหมือนผมกำลังเขียนภาพ 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมถึงเลือกทำหนังเงียบ

กันต์กวี              เพราะผมรักความเงียบ  และเพราะผมคิดถึงหนังเงียบสมัยก่อน  ซึ่งเราไม่ได้เห็นมานานแล้ว  เกือบร้อยปีแล้วกระมัง  ผมผสมผสานสิ่งเก่าและใหม่เข้าหากันโดยเจตนา  จนเกิดเป็นอีกรสหนึ่ง  การสร้างหนังเรื่องนี้  หากพลาด  จะกลายเป็นเรื่องโง่เขลา  แต่หากสำเร็จ  ก็เกิดมิติใหม่  หนังเรื่องนี้เกิดความเงียบที่ทำให้เราพบว่าเรากำลังอยู่ในอีกจักรวาลหนึ่ง  ที่ทุกคนเป็นมนุษย์ใบ้  ทำยังไงผมจะสามารถสร้างอารมณ์ที่เราคุ้นเคยกันดี  คือความรัก  ความเหงา  ความหึงหวง  ความริษยา  ฯลฯ  แต่เกิดขึ้นในโลกที่เราไม่คุ้นเคย 

 

ผู้สัมภาษณ์      แต่หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จสูงมากนะครับ 

กันต์กวี              มันโดนใจคนดูหลายคน   และที่สำคัญ  มันเป็นหนังตลก  ที่คนดูหัวเราะกันท้องแข็ง  ผมสร้างหนัง  ไม่ลืมสิ่งที่เป็นความบันเทิงเลย 

ผู้สัมภาษณ์      มีคนเลียนแบบหนังเรื่องนี้  แต่ทำไมทำแล้วไม่เหมือน

กันต์กวี              ความลงตัวของหนังเรื่องนี้  เกิดจากการครุ่นคิดวางแผนอย่างยาวนาน   รายละเอียดในหนังเรื่องนี้มากมายมหาศาล  บวกกับโชคช่วยด้วยครับ  คือผมได้นางเอกใหม่ที่ลงตัว  เข้ากับบทพอดี  หนังเงียบต้องอาศัยฝีมือการแสดงที่ถ่ายทอดความร้สึกได้  เพียงแค่แววตา  หรือรอยยิ้มนิดเดียว 

ผู้สัมภาษณ์      มันเป็นหนังที่แปลกมากนะครับ  ใครดูแล้วไม่รู้ลืม  แม้มันจะเป็นหนังตลก  แต่ก็เป็นความตลกที่ไม่เหมือนหนังที่เคยดู  เพราะอะไร

กันต์กวี              งานศิลปะที่แท้จริงจะมีชีวิตของมันเอง  ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา 

ผู้สัมภาษณ์      หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เมืองคานส์  ชาวต่างประเทศชอบกันมากเลยนะครับ

กันต์กวี              ความเป็นหนังเงียบเกือบขาวดำ ทำให้มันกลายเป็นภาษาที่เป็นสากลอย่างคาดไม่ถึง  คนจำนวนมากดูหนังเรื่องนี้ด้วยความคิดถึงหนังเงียบสมัยบุกเบิก 

 

 

 

โดย ฟ้าพูลวรลักษณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net