วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จะได้เห็นป้ายแบบนี้ใน กทม.บ้างไหม


ป้ายนี้อยู่ริมถนนในกรุงปารีส บอกว่าเป็นที่เสียบปลั๊กไฟฟ้าให้กับรถยนต์คันเล็กๆที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน รถไฟฟ้าพวกนี้มีใช้งานกันนานแล้วในเมืองใหญ่ๆที่การจราจรคับคั่งและมีมลพิษทางอากาศสูง รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปมีมาตรการมากมายสนับสนุนทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้อย่างมาก เพื่อจุงใจให้มีการใช้รถยนต์ประเภทนี้ให้ได้ในสัดส่วน 10-20% ของจำนวนรถที่วิ่งในเมือง บางเมืองลงทุนโครงการมูลค่าหลายพันล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการใช้รถยนต์ปกติ จนสามารถคุ้มค่ารถได้ภายใน 1-2 ปีเท่านั้น ส่วนประชาชนเองก็ยอมลดความสะดวกสะบาย จอดรถคันใหญ่ๆเครื่องแรงๆไว้ที่บ้าน แล้วควักเงินซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆวิ่งช้าๆขับไปทำงานไปซื้อของในระยะทางใกล้ๆ รถยนต์คันใหญ่ๆก็เอาไว้ใช้วิ่งทางไกลๆหรือออกไปนอกเมือง (ซึ่งในแต่ละเดือนอาจเกือบไม่ได้ใช้เลยก็ได้) ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ลดการใช้น้ำมัน ลดมลพิษ ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แล้วยังลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้ด้วย

แต่สำหรับประเทศไทยคงยากมากที่จะมีผู้บริหารคนไหนในรัฐบาล ที่จะผลักดันเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับใช้ในเมืองแบบนี้ให้สามารถวิ่งได้บนท้องถนนของเมืองไทย ตรงกันข้ามรัฐบาลกลับให้สิ่งจุงใจมากมายให้กับบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่เพื่อผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้น้ำมันและพ่นควันพิษไปแล้ว 7 ยี่ห้อ โดยจะต้องผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงออกมารวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคันต่อปี เพื่อให้ประเทศไทยถึงเป้าการผลิตรถยนต์ให้ได้เกินสองล้านคันต่อปี จะได้อยู่ในสิบอันดับประเทศผู้ผลิตรถยนต์มากที่สุด
ด้วยจำนวนการผลิตขนาดนี้ จะทำให้มีรถยนต์ลงมาวิ่งบนถนนเมืองไทย เพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 5-6 แสนคัน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯภายในอีกสองสามปีนี้ นั่นหมายความว่าเรากำลังจะนำรถยนต์ที่เผาน้ำมันและสร้างมลพิษลงบนถนนในเมืองเพิ่มขึ้นอีกถึง 20-30% นับว่าเป็นเรื่องถอยหลังลงคลองแบบไม่ลืมหูลืมตาดูคนอื่นเลย หรือไม่ก็หมกหมุ่นกับการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจ จนไม่สนใจความสุขจริงๆของประชาชนว่าจะอยู่ยังไงในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันจากไอเสียรถยนต์ (เหมือนปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอีกหลายเมืองใหญ่ในจีน ที่เร่งผลิตรถยนต์ออกมามากมายมหาศาล จนรถติดทั้งเมือง กลายเป็นเมืองในหมอก จนต้องจำกัดการใช้รถยนต์ในเมือง แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิก ยังขอถอนตัวจากการวิ่งมาราธอนเพราะกลัวว่าหมอกควันไอเสียจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ)
แต่ที่แน่ๆมาตราการนี้ของรัฐบาลไทยทำให้บริษัทรถยนต์เหล่านั้นได้เก็บผลกำไรกลับไปบริษัทแม่ในต่างประเทศอีกมากมายมหาศาล ในขณะที่เราต้องซื้อน้ำมันและดมควันพิษมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปอีกนาน จนอาจไม่คุ้มกับรายได้ทางภาษีที่จะได้มากขึ้น หรืออาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยซ้ำ หรือเราอาจต้องลงทุนอีกมหาศาลหรือไปกู้เงินจากประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นกลับมาแก้ปัญหาพวกนี้อีก ถ้าเป็นแบบนี้ก็คล้ายๆกับการตัดต้นไม้ การขายข้าวหรือขายทรัพยากรอื่นๆให้ต่างชาติเพียงเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ประชาชนของประเทศกลับต้องมาเผชิญทุกข์กับอุทกภัย วาตะภัย ข้าวยากหมากแพง แล้วมันจะคุ้มหรือครับ
จนถึงปัจจุบันนี้ ประเทศไทยที่เรียกตัวเองว่าเป็น Detroit of Asia ก็ยังไม่มีการสนับสนุนให้มีการผลิตและใช้รถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆจังๆ ทั้งที่ทำได้สบาย เพราะมีอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถมากมาย แต่รัฐบาลก็ทำได้แค่ออกข้อกำหนดหรือเขียนนโยบายลอยๆไว้อย่างนั้นเอง แต่ไม่สามารถทำตามได้จริง หรือทำไปก็มีแต่เจ๊ง เช่น ลดภาษีให้เล็กๆน้อยๆเหมือนพอเป็นพิธี แต่กลับสูงกว่าภาษีรถกระบะดัดแปลงด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำเมื่อปลายปีที่แล้วยังได้ออกกฏหมายไม่อนุญาตให้รถประเภทนี้วิ่งได้บนท้องถนนอีก โดยอ้างว่ากีดขวางการจราจร (นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางที่ราคาแพงและเราผลิตเองไม่ได้ ซึ่งมีผู้ผลิตแค่ไม่กี่รายในโลก โดยเกือบทั้งหมดเป็นของจีน)
ท่านใดพอจะมีวิธีทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆสามารถเกิดและวิ่งบนถนนของประเทศไทยได้ กรุณาบอกให้ผมทราบบ้างนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

โดย mr.zakkman

 

กลับไปที่ www.oknation.net