วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาออกไปทำงานบริษัทคู่แข่งผิดจริยธรรมหรือไม่ ? (ตอนที่ 1)


            เนื่องจากผมเขียนบทความลงในคอลัมน์ HR Corner ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  เลยได้รับคำถามข้างต้นจากท่านผู้อ่านท่านหนึ่ง  พร้อมรายละเอียดเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง โดยผู้อ่านท่านนี้ได้ขอให้ผมช่วยวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นว่า การที่พนักงานลาออกไปทำงานกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของนายจ้างเดิม เป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมหรือไม่ ?  

ผมจึงนำเรื่องจริงดังกล่าวมาเขียนเป็นกรณีศึกษา จะได้วิเคราะห์แง่มุมต่าง ๆ และตอบคำถามให้ครอบคลุมมากที่สุด   กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับพนักงานท่านหนึ่งชื่อ พิพัฒน์ (นามสมมติ)  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

พิพัฒน์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเมื่อ 6 ปี ที่ผ่านมา และ ได้เริ่มทำงานกับบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานขาย บริษัทนี้มีสำนักงานและโรงงานในประเทศไทยทำธุรกิจทั้งผลิต และจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มสำหรับจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากเป็นองค์กรที่มุ่งผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม และพัฒนาพนักงานเป็นอย่างมาก แต่ละปีบริษัทจึงจัดสรรงบประมาณเพื่อการอบรม และพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ 40 ล้านบาท

พิพัฒน์ทำงานดีมีผลงานจึงได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ให้ดูแลลูกค้ารายสำคัญของบริษัท และได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหลังจากที่ทำงานได้ 3 ปี โดยได้รับตำแหน่ง รองผู้จัดการฝ่ายการตลาดดูแลเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้และกำไรให้บริษัทดีมากเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร

ตลอดเวลาที่ทำงานกับบริษัทแห่งนี้พิพัฒน์ได้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ที่บริษัทจัดไว้ เช่น การบริหารลูกค้า การจัดการตราสินค้า การแก้ปัญหาและตัดสินใจ และการวิเคราะห์งบการเงิน เป็นต้น พิพัฒน์ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีอีกทั้งผู้บังคับบัญชาก็ให้โอกาส และสนับสนุนในทุกๆด้าน หลังจากทำงานในตำแหน่งรองผู้จัดการได้ 3 ปี พิพัฒน์ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายดูแลลูกค้ารายสำคัญ (Key Account) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งหมด 12 ราย มีผู้ใต้บังคับบัญชา 4 คน โดยแต่ละคนก็จะบริหารลูกค้ารายสำคัญเฉลี่ยคนละ 3 ราย ซึ่งพิพัฒน์ได้รับมอบหมายให้ดูแลบริการลูกค้ากลุ่มนี้ให้ทำยอดขายให้ได้ 100 ล้านบาทในปีนี้ (ปีที่แล้วทำยอดขายได้ 80 ล้าน สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้) และเพื่อให้พิพัฒน์มีทักษะในการบริหารลูกค้ารายสำคัญกลุ่มนี้ซึ่งเป็นลูกค้าที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ผู้บริหารจึงส่งพิพัฒน์เข้าฝึกอบรมและดูงานที่ต่างประเทศเป็นเวลา 15 วัน

            หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ พิพัฒน์ก็มุ่งมั่นพัฒนาทีมงานเพื่อทำยอดขายให้ได้ตามที่ผู้บริหารคาดหวังไว้ พิพัฒน์ต้องออกไปประชุมสรุปผลงานและแผนงานกับลูกค้าทุกๆ ไตรมาส พร้อมกับลูกน้องของตนเองที่ดูแลลูกค้ารายนั้นๆ และพิพัฒน์ได้นำหลักการบริหารลูกค้ารายสำคัญที่ตนเองไปเข้ารับการอบรมมาถ่ายทอดให้ลูกน้องทุกคนทราบซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ เช่น การเก็บข้อมูลของลูกค้าโดยละเอียด (Customer Insight) การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งตลอดจนโอกาสและอุปสรรคของลูกค้าแต่ละราย และของบริษัท (SWOT Analysis) การทำแผนธุรกิจให้ลูกค้า (Business Plan) ตลอดจนเทคนิคการทำ Business Review และการนำเสนอทางธุรกิจกับลูกค้า ซึ่งทำให้ทีมงานของพิพัฒน์พัฒนาความรู้ ความสามารถได้มากขึ้นจนเห็นได้ชัด และผู้บริหารก็พอใจในผลงานของทีมพิพัฒน์เป็นอย่างมาก

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ดี พิพัฒน์ได้ยื่นใบลาออกกับผู้บังคับบัญชา โดยให้เหตุผลไว้ในใบลาออกว่าได้งานใหม่ในตำแหน่ง ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาด แต่อย่างไรก็ดีเขาจะทำงานจนครบ 1 เดือนแล้วค่อยออกอย่างเป็นทางการ ตามระเบียบของบริษัทที่ต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้า 1 เดือน

            ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าพิพัฒน์มีความสามารถเป็นมันสมองคนหนึ่งของบริษัท อีกทั้งบริษัทได้ลงทุนไปมากกับการพัฒนาพิพัฒน์ จึงได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้พิพัฒน์อยู่ทำงานต่อ รวมทั้งบอกว่ากำลังมีแผนที่จะส่งพิพัฒน์ไปดูงานที่ต่างประเทศ  แต่พิพัฒน์แจ้งว่าได้ตัดสินใจและเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัทใหม่แล้ว ผู้บังคับบัญชาจึงส่งใบลาไปยังฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ตามขั้นตอน เพื่อทำการสัมภาษณ์ก่อนออกจากงาน (Exit Interview)

            เนื่องจากตำแหน่งของพิพัฒน์เป็นพนักงานในระดับผู้บริหาร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จึงทำ Exit Interview ด้วยตนเอง พิพัฒน์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะได้ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น อัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% พร้อมทั้งได้รถประจำตำแหน่งด้วย และขณะสัมภาษณ์ HR ได้ทราบความจริงว่าพิพัฒน์ได้รับการทาบทามจากบริษัทจัดหางาน (Head Hunter) และกำลังจะลาออกไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับบริษัทเดิมเหมือนกัน

HR จึงประสานงานกับผู้บังคับบัญชาว่ากรณีนี้จะต้องให้พิพัฒน์ออกจากบริษัททันทีไม่ต้องรอจนครบ 1 เดือน แต่อย่างไรก็ดีพิพัฒน์จะได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายครบ พิพัฒน์ตกใจมากเพราะคิดว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไร ตัวเขาเองก็ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าหากออกไปทำงานบริษัทคู่แข่งต้องออกจากบริษัททันที จึงเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี และไม่พอใจกับการกระทำของ HR และข่าวแพร่กระจายออกไปว่าพิพัฒน์ถูกให้ออกทันที

            ผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานของพิพัฒน์ตกใจมาก หลายคนบอกว่า HR ทำเกินกว่าเหตุ พิพัฒน์บอกกับคนอื่นๆ ว่าตัวเขาเองตกใจมากที่ต้องออกแบบนี้ไม่มีเวลาได้บอกกล่าวลาใครๆ เลย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าบริษัททำถูกต้องหรือไม่ HR ทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่า  พิพัฒน์ทำถูกหรือไม่ แต่มีพนักงานขายของบริษัทหลายคนลาออกไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งก่อนหน้านี้หลายรายแต่ก็ไม่ถูกให้ออกทันที เหตุการณ์ในลักษณะนี้เพิ่งเกิดขึ้นในบริษัทนี้เป็นครั้งแรก

            อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ผู้บังคับบัญชาคนเดิมของพิพัฒน์ได้พบว่าบริษัทใหม่ที่พิพัฒน์ทำงานอยู่ได้ออกรายการส่งเสริมการขาย (Promotion) ที่มี Concept และวิธีการเดียวกันกับบริษัทเดิม  ผู้บังคับบัญชารู้สึกว่าการที่พิพัฒน์นำรูปแบบการทำรายการส่งเสริมการขายของบริษัทไปใช้กับบริษัทคู่แข่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และผิดจริยธรรม

            ผมอยากให้ผู้อ่าน ลองคิดดูนะครับว่า การกระทำของพนักงานอย่างพิพัฒน์ผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะอะไร ?       

           (ส่วนผมเองก็มีคำตอบเอามาแลกเปลี่ยนมุมมองกันในตอนหน้าครับ)

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net