วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สะดุด แล้วหยุดคิด... เดอะสตาร์ 4 บทเรียนที่ต้องเข้าใจเนื้อหาก่อนปิดตัวเองลง


นับจากวันที่ 20 เมษายน 2551 ไปอีกแค่ 7 วันเท่านั้น ประชาชนทั้งประเทศจะได้ทราบแล้วว่า ดาวดวงใหม่ของวงการนักร้องไทย คือใคร แค่ขึ้นต้นมาก็รู้สึกสอิดเสอียนตัวเองแล้ว  ดาวดวงนี้กับประชาชนทั้งประเทศ  ผมว่าผมกำลังใช้ถ้อยคำที่ทำให้แค่นักร้องหน้าใหม่ของวงการกับประชาชนทั้งประเทศ ยึดโยงกัน  มันดูยิ่งใหญ่เกินไป  อย่างกับนักร้องคนนี้จะเป็นบุคคลสำคัญระดับประเทศ  ประมาณท่านผู้แทนทั้งหลายที่อ้างได้ว่า  เป็นคนของประชาชนก็เพราะ  ประชาชนเลือกคุณมา  อันนี้ยอมรับได้  ส่วนคนนี้คนนั้น จะมาขาวหรือเทา ดำ คงต้องคุยกันนอกประเด็น  เพราะประเด็นคือนักร้องคนนี้เป็นคนของประชาชนจริงหรือ  พูดได้เต็มปากไหมว่านักร้องเป็นคนของประชาชน  ผมว่ายากหน่อย  ที่ยืนเต้นโชว์เรือนร่างไปมา  ขายตัวเปลื้องผ้า  นี่มันสร้างประโยชน์อะไรให้กับประชาชนบ้าง  มีแต่ได้เป๋าตุงเข้าตัวเองทั้งนั้น  แต่ก็ไม่ทั้งหมด  ของดียังมีให้เห็นก็นี่ไง นักร้องที่ร้องเพลงช่วยเหลือประชาชน  ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตกับความรู้สึกของตัวเองที่มีทั้ง รัก โลภ โกรธหรือแม้กระทั่งความเลว  มันก็มีอยู่ไม่น้อย  ต้องส่งเสริมและให้กำลังใจกันไปในการทำผลงานดีดีออกมา  ประเภทที่ขายสาระ  ขายความคิดที่ส่งเสริมให้คนเป็นคนดี  เห็นแก่ตัวน้อยลง  อย่างนี้  ถือว่า  พอพูดได้หน่อยว่า  เขาเป็นคนของประชาชน  ส่วนพวกขายตัวเปลื้องผ้า  ขายเพลงสนองกิเลส  ตัณหาคนให้มันเพิ่มขึ้น  มันน่าจะขับไล่ไปให้ไกล  แต่ก็อดสงสารเขาเหล่านั้นในกระบวนการเดียวกันไม่ได้อีกว่า  เขากำลังวางกับดัก  วางหลุมพรางให้ตัวเองและคนฟัง ให้ยิ่งตกต่ำลงไป  แทนที่จะเดินขึ้นมาจากหลุมพบทางสว่าง ที่เป็นของจริงกลับเมินเฉย  สงสารเขาจริง ๆ ถ้ายังจะดื้อด้านอยู่กับความหลงเหล่านั้น  ถามว่าเพื่ออะไรละ ก็เพื่อเงินละมั้ง 

                อัดอั้นมานาน  แต่คิดได้ว่าคงถึงเวลาที่จะเปิดเผยให้คนอ่าน  คนดู  คนชมตลอดถึงคนไม่ดู  ไม่ชม ให้ตาสว่างซะทีกับข้อเท็จจริงที่ผมเองเก็บมันมากับมือและความทรงจำ  เพื่อพิสูจน์ทราบว่าสิ่งที่เราและคุณ ๆ เห็นว่ามันสนุก  แท้จริงแล้วมันคลุกด้วยความไม่เป็นธรรมอะไรบ้าง  ที่เคลือบจนเราลืมคิด  พิจารณากัน  ผมพยายามใช้สติกำกับ เพื่อจะมองให้ดีที่สุดใกล้เจตนาของเจ้าของรายการมากที่สุดว่า  What is it ? อะไรกันแน่ !

       ผมขอย้ำว่า  นี่เป็นเพียงความเห็นประกอบข้อเท็จจริง  จะถูกหรือผิดในความเข้าใจของใคร ๆ ก็เปิดโอกาสให้โต้แย้งกันอย่างมีเหตุผล  เพื่อเกิดประโยชน์ในการมองอะไร ๆ ตามความเป็นจริงมากที่สุด

                ในที่นี้  ผมจะเริ่มจากความไม่ธรรมดาในความคิด  ซึ่งความจริงธรรมดามาก  จากสัดส่วนกรรมการในการตัดสินผู้เข้าแข่งขัน  กว่า  พัน ๆ คน  ที่เป็นผู้ชายทั้งหมดโดยเพศสภาพ  มันแปลกดีนะ ! ถ้าเอาความจริงแล้วมีผู้ชายแท้  1  คน  ผู้ชายเทียม  1 คนและผู้ชายใจหญิงอีก  1 คน  อีกสัดส่วนที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้  คือสัดส่วนของผู้เข้าแข่งขันชายต่อผู้เข้าแข่งขันหญิงเป็นห้าต่อสาม  กรณีนี้โดยดุลพินิจของกรรมการแล้วไม่สามารถก้าวล่วงได้(ด้วยความเคารพ)

                เริ่มกันเลยดีกว่า สำหรับการเข้าแข่งขันร้องเพลงในรอบ  8  คนสุดท้ายที่กรรมการโอนอำนาจในการตัดสินใจให้กับประชาชนผู้มีส่วนร่วม  กรณีนี้สร้างธุรกิจ ผลกำไรอันมหาศาลให้กับไม่กี่บริษัทที่มีส่วนได้ส่วนรวย  ผมเชื่ออย่างนั้นกับครั้งละ 6 บาทที่ประชาชนต้องเสียมันเพื่อโหวตให้กับผู้เข้าแข่งขันที่เขาชื่นชอบ  ซึ่งชื่นชอบรูปร่างหน้าตาหรือคุณภาพเสียง  อันนี้คิดเอาเอง  และถ้าถามว่าเป็นการตัดสินโดยเสียงส่วนมากตามระบอบประชาธิปไตยไหม  อันนี้ใช่  แต่ไม่ทั้งหมด  ถ้าเป็นประชาธิปไตย  ทุกคนมี  1 เสียงเท่ากันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2540  กรณี  One man one vote ไม่ว่าจะมีโทรศัพท์กี่เครื่องก็ตาม เวลาเลือกผู้แทนก็เลือกได้คนเดียว  ต่างกับประชาชนในฐานะที่เป็น One man แต่อาจจะเป็น two or three… vote ก็ได้  โทรศัพท์เครื่องเดียว  แต่ vote  ได้ไม่จำกัดครั้ง ๆ ละตามแต่กำลังทรัพย์ที่มีในระบบ  อย่างนี้เหรอที่เรียกว่า  คนของประชาชนทั้งประเทศ  ผมว่าแค่คนของแฟนคลับก็พองามแล้ว  คนที่เขาไม่มีส่วนร่วม  แต่ถูกอ้างว่าคนคนนี้นะเป็นตัวแทนของเขาด้วย  เขาจะเอือมเอาซะ  และยิ่งไปกว่านั้น  ยังจำกัดประชาชนเจ้าของนักร้องไว้เฉพาะที่มีโทรศัพท์  คนอื่นที่อยากร่วมตัดสิน  แต่ไม่มีโทรศัพท์กดโหวตเสียเงินให้กับบริษัทเหล่านั้น  กลับไม่มีอำนาจดังกล่าวทั้ง  ๆ ที่โฆษก  เขาก็พยายามอ้างว่า  นักร้องคนนี้เป็นคนของประชาชนทั้งประเทศ  อย่าเพิ่งหงุดหงิด แต่ที่เห็นจะยอมรับได้ก็คือ  จำนวนผู้ชม 100  เสียงในห้องส่งที่มีอำนาจตัดสินในสัดส่วนคะแนน  10 % ของคะแนนทั้งหมด  มาจากการส่ง  SMS   เพื่อรับสิทธิตามลำดับ  The first taker โทรก่อน  ดวงดีก่อน  มีสิทธิก่อน  ซึ่งความจริงก็ชอบธรรมอยู่สำหรับคนที่ลงมือทำก่อน  เขาก็ควรจะได้ประโยชน์ตอบแทนตามความสามารถความพยายามในการโทร และก็แน่นอนว่าต้องมีคนใช้สิทธิเหล่านี้มากมาย เนื่องจากเสียเพียงไม่กี่บาทแต่ได้ดูโชว์ร้องเพลงระดับที่ดารายังมาชม  เอาละ ลำดับสุดท้ายที่ไม่รู้จะคิดไปทำไมคือ  การแข่งขันร้องเพลงนั้น  สาระสำคัญอยู่ที่ ทักษะการร้องซึ่งแน่นอนว่า  คนหูหนวก  ย่อมไม่สามารถเป็นผู้ตัดสินให้ผู้เข้าแข่งขันผ่านหรือตกรอบ แต่อาจได้รับสิทธิเป็นกรรมการตัดสินการเดินแบบ  การประกวดแข่งขันรายการที่เน้นหน้าตาหรืออะไรก็แล้วแต่  ซึ่งความจริง  คนเหล่านี้ก็สามารถกดโหวตได้แม้ไม่สนใจเนื้อหาของการแข่งขันก็ตาม  แล้วจะว่าใครละ ถ้าเขาจะกดโหวต  เฮ้อ คิดไปทำไม !

       อย่างไรก็ตาม  ในความธรรมดาทั้งหลายข้างต้น  ผมก็พยายามที่จะมองเห็นความไม่เป็นธรรมอยู่บ้าง  กรณีแรกคือ  การเปิดโอกาสให้ผู้แข่งขันที่เคยสมัครในโควตาภาคหนึ่ง  สามารถใช้สิทธิสมัครในโควตาของอีกภาคหนึ่ง หาก Audition แล้วเสียงไม่ผ่านมาตรฐานหูกรรมการทั้งสาม  ซึ่งก็อาจจะคิดไปได้ว่า  ผู้สมัครแข่งขันที่ไม่มีทุน  ไปสมัครข้ามภาคเพื่อใช้สิทธิอีกโควตา  หมดสิทธิแสดงความสามารถ  ทั้ง  ๆที่เขาเองก็อยากไปต่อ  อันนี้พอเป็นธรรมกับเขาเหล่านั้นหรือไม่  กรณีที่สอง  การเปิดรับสมัคร  ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละภาค  เฉพาะสถานที่เดียวในภาคนั้น    อย่างเช่นภาคใต้  มี  14 จังหวัด  ก็รับสมัครแต่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเพียงที่เดียวหรือภาคอีสานมี 22 จังหวัด ก็รับสมัครที่จังหวัดใหญ่ ๆ จังหวัดเดียวซึ่งถ้าหากถามว่า  คนอื่นที่อยากสมัครแต่บ้านอยู่ไกล  ประสงค์ที่จะสมัครก็เป็นการลำบาก ต้องเดินทางไปเพื่อสมัครในอีกจังหวัดหนึ่ง  ทั้ง  ๆที่ความเป็นจริงน่าจะขยายสถานที่รับสมัครเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดให้โอกาสผู้สมัครแข่งขันทุกจังหวัดในแต่ละภาคเดินทางมาในระยะทางไล่เลี่ยกันเพื่อไม่ให้ผู้สมัครที่อยู่ไกลพลาดโอกาสเหล่านี้  เพราะห่างไกลจากพื้นที่จังหวัดที่ไม่ใหญ่โตเท่าไรหนัก  อีกกรณีที่น่าสนใจ คือ ระยะเวลาในการรับคะแนนโหวตก่อนแข่งขันร้องเพลงในแต่ละรอบ(หลังจากแข่งขันรอบที่แล้วเสร็จ) และระยะเวลาหลังแข่งขันเสร็จจนถึงปิดรับคะแนนโหวตในวันอาทิตย์  อยู่ในสัดส่วน  ประมาณ 9:1  กล่าวคือ ระยะเวลา 23.30น.ของวันอาทิตย์ - 21.00น. ของวันเสาร์ (6 วัน 21.30 ชั่วโมง ) ต่อระยะเวลา  23.30น.ของวันเสาร์ – 18.00น. ของวันอาทิตย์ (18.30 ชั่วโมง) ซึ่งถามว่า สัดส่วนไหนควรมีน้ำหนักมากกว่ากัน ที่เห็นอยู่ก็คือ เจตนาให้เวลารับคะแนนโหวต หลังจากแข่งขันรอบที่แล้วจนถึงรอบที่จะวัดกันที่คะแนนโหวตจริง ๆ มากกว่า เพื่อเปิดรับจำนวนเงินครั้งละ 6 บาทในระยะเวลาที่เป็น 9 เท่าของระยะเวลาหลังแข่งขันเสร็จจนปิดรับคะแนนโหวต (ซึ่งควรจะเป็นระยะเวลารับคะแนนโหวตในอัตราที่สูงกว่า) เอ้า ! เห็นกันหรือยังว่าเจตนาแข่งขันร้องเพลงหรือเจตนาหาผลกำไรจากการแข่งขันที่ดูดีครั้งนี้กันแน่

                และที่เห็นจะเป็นการชี้นำของกรรมการอย่างเด่นชัด เธอพยายามทุกสัปดาห์ เพื่อต้องการเห็นดาวที่ถูกค้นจากฟ้าเป็นผู้หญิง ถ้าถามว่าเพื่ออะไรเหรอ คำตอบที่ดูดีก็เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของรายการ แสดงให้เห็นว่า คนไทยให้โอกาสผู้หญิงมากขึ้น ให้รายการดูดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า สามซีซันที่แล้ว ได้แต่ผู้ชายออกมาขาย (ซึ่งผมก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้มีทักษะที่ดีในการร้องเพลง)  แต่นั่นแหละที่หลีกหนีไม่พ้น คือ โดยจิตวิทยาแล้ว สันดานผู้ชาย ชอบทำอะไรง่าย ๆ ไม่คิดมาก ไม่ลงทุน รอดูอย่างเดียว ประเภทที่หยิบโทรศัพท์มากดโหวต เห็นจะมีน้อย  มันก็คล้าย ๆ กับว่า เป็นการโอนอำนาจตัดสินในไปให้กับผู้หญิงเราซะงั้น เฮ้อ

                บ่นมาจนจะจบแล้ว ที่จะค้างคาใจถ้าไม่ได้บอกเล่า คือ ผมเป็นคนหนึ่งที่รักในเสียงเพลง  ไม่ได้มีอคติใด ๆ ต่อผู้ชายหรือผู้หญิง แต่อยากเห็นรายการที่สร้างความเท่าเทียมให้กับคนดู คนเชียร์และคนเข้าแข่งขันเพื่อเก็บสิ่งดี ๆ ให้คงอยู่ในสังคมไว้ รายการที่ทำให้ผมสะดุดและ หยุดคิด ว่าที่ผ่านมานี้รายการส่วนใหญ่ ถ้าไม่ทำเพื่อธุรกิจ  แล้วน่าที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมบ้าง

ทุกคนหากได้ทำตามหน้าที่ของตนได้ดีที่สุดแล้ว ผมเข้าใจว่า สังคมเราจะเดินไปได้ไกลกว่านี้ มีวินัยหว่านี้  แต่หากเราส่วนใหญ่กลับคิดทำเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจโดยเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงผลกระทบที่สังคมได้รับ  อันนี้ถือว่าคุณกำลังประกอบอาชีพ  วิชาชีพ ที่ขัดต่อความเป็นตัวตนของอาชีพเหล่านั้น  และไม่รับผิดชอบต่อสังคมเท่ากับเป็นตัวเลียนแบบที่ไม่ดีให้กับเด็ก ๆ ที่จะเป็นหน่อเนื้อของคุณ  ๆ เหล่านั้นเอง คุณ ๆ ว่ากันไหม...กวีไกด์

ขอขอบคุณ พิธีกรทั้งสามจากรายการเดอะสตาร์ 4 ที่บอกเล่าความจริงผ่านเสียงร้องของผู้เข้าแข่งขันทั้งทุกๆคน

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net