วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุขภาพพลานามัยในทัศนะของอิสลาม


สุขภาพพลานามัยในทัศนะของอิสลาม


ท่านผู้อ่านที่เคารพ ! นับแต่มนุษย์เราได้มามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มนุษย์เริ่มมีความสนใจที่จะเรียนรู้วิถีทางที่จะช่วยให้เขาเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บ และการบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ กอร์ปกับพระเมตตาแห่งอัลเลาะห์ ซ.บ. เจ้าที่ได้ทรงประทานทางนำแก่มนุษย์ โดยทรงเสนอแนะวิธีการรักษาสุขภาพและโรคร้ายต่าง ๆ มาเป็นหลักการศาสนา และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของมนุษย์พึงปฏิบัติ ดังนั้นวิชาการแพทย์จึงได้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเกิดของมนุษย์ แม้จะไม่มีการเรียนการสอนกันอย่างมีระบบ แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่ามนุษย์รู้จักรักษาโรคภัยไข้เจ็บและสุขภาพมาแต่ดึกดำบรรพ์ จากประวัติศาสตร์เราจะพบว่า บาทหลวงในสมัยก่อนอิสลามจะทำหน้าที่สอนศาสนาและเป็นผู้รักษาพยาบาลประชาชนไปในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะในกรุงโรมอิยิปต์ หรือที่อื่นใดก็ตาม


การให้ความสนใจต่อสุขภาพและการรักษาร่างกายในทัศนะอิสลาม


หลักการอิสลามก็เช่นเดียวกัน มีคำสอนของท่านศาสดามุฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มากมายที่แนะนำตักเตือนให้ประชากรของท่านได้สนใจรักษาร่างกายและสุขภาพ เพราะมันมีผลได้เสียต่อชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งจากคำสอนของท่านก็คือ


ความว่า "แท้จริงท่านมีหน้าที่จะต้องรักษาสุขภาพร่างกายของท่าน”
ความว่า ”ศรัทธาชนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงย่อมดีกว่าศรัทธาชนที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ”
ความว่า "สูเจ้าจงเดินทาง แล้วสูเจ้าจะมีสุขภาพดี”


สุขภาพพลานามัยกับความสะอาด


อิสลามถือว่ารากฐานอันสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เรามีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์และป้องกันโรคภัยได้อย่างจริงจังก็คือ ความสะอาด ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้เน้นในการรักษาความสะอาดดังคำกล่าวของท่านศาสดา   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังต่อไปนี้


ความว่า "ความสะอาดมีคุณค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของความศรัทธา”
ความว่า "ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา”
ความว่า "ศาสนาอิสลามนั้นสะอาดบริสุทธิ์ สูเจ้าทั้งหลาย จงรักษาความสะอาด แท้จริงจะไม่มีผู้ใดได้เข้าสวรรค์เว้นแต่ผู้ที่สะอาดเท่านั้น”


ท่านผู้อ่านที่เคารพ แน่นอนเหลือเกินว่า ความสะอาดนั้นเป็นหนทางไปสู่ความมีสุขภาพพลานามัยดี และสุขภาพพลานามัยที่ดีนั้นเป็นมงกุฎที่สวมอยู่บนศีรษะแห่งสุขภาพของมนุษย์ ดังนั้นก้าวแรกของการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และการรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลานั้น คือการรักษาความสะอาดในร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน


การนมัสการการละหมาด ซึ่งถือว่าเป็นยอดของการภักดีต่อพระองค์อัลเลาะห์ก็ตั้งอยู่บนรากฐานของความสะอาด ให้มุสลิมรักษาความสะอาดทั้งร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม และสถานที่เป็นประจำ เพราะเขาจะต้องกราบไหว้อัลเลาะห์อย่างน้อยวันละห้าครั้ง การกราบไหว้อัลเลาะห์ทุกครั้งจะต้องมีความสะอาด อัลเลาะห์จะไม่ทรงรับการละหมาดของมุสลิมที่ไม่มีความสะอาดในร่างกายเสื้อผ้าและสถานที่ละหมาด


การอาบน้ำละหมาด ก็เพื่อชำระล้างและทำความสะอาดอวัยวะภายนอกอันอาจเปรอะเปื้อนฝุ่นละออง ติดเชื้อโรค หรือสิ่งโสโครกอื่น ๆ ได้ง่าย การบ้วนปากในการอาบน้ำละหมาดถือเป็นซุนนะห์ ทั้งนี้ก็เพื่อทำความสะอาดปาก เหงือกและฟัน การสูดน้ำเข้าจมูกก็เป็นซุนนะห์ ทั้งนี้เพื่อทำความสะอาดจมูกและป้องกันโรคหวัด และการล้างหน้า ล้างมือทั้งสอง เช็ดศีรษะ และสองใบหู ล้างเท้าทั้งสองจนถึงตาตุ่ม หลายครั้งในวันหนึ่ง ๆ นั้น เป็นการทำความสะอาดบรรดาอวัยวะเหล่านั้น และเป็นการป้องกันโรคผิวหวัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความสกปรกที่จับพอกอยู่ตามร่างกาย และเป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนัง


สุขภาพพลานามัยกับการบริโภค


ในการบริโภค พระองค์อัลเลาะห์ ซ.บ. ได้ทรงใช้ให้มุสลิมเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และทรงห้ามบริโภคอาหารที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ พระองค์ทรงมีโองการว่า


ความว่า ”โอ้บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย สูเจ้าจงกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจากสิ่งที่เราได้ประทานมาเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และสูเจ้าจงขอบพระคุณต่ออัลเลาะห์ หากสูเจ้ากราบนมัสการเฉพาะพระองค์เท่านั้น แท้จริงพระองค์ทรงห้ามสูเจ้าบริโภคซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่ผู้เชือดกล่าวนามอื่นจากพระนามของอัลเลาะห์”


การรักษาสุขภาพของประชาชนให้สมบูรณ์และแข็งแรงนั้นเป็นนโยบายของทางราชการ อย่างไรก็ตามวงการแพทย์ได้ลงความเห็นว่า “การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บนั้นดีกว่าการรักษา” อิสลามได้วางมาตรการในการป้องกันโรคภัยเป็นระยะเวลามามากกว่า 1400 ปี ท่านศาสดามุฮำหมัด   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทรงกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า


ความว่า "เราเป็นกลุ่มชนที่จะไม่รับประทานอาหารจนกว่าเราจะหิว และเมื่อเรารับประทานเราจะไม่รับประทานจนอิ่นเกินควร”


ความว่า "ไม่มีภาชนะใดที่มนุษย์บรรจุให้เต็มที่จะเลวไปกว่าการบรรจุให้ท้องของเขาเต็ม โดยการกินจุกกินจิก ทางที่ดีเขาควรแบ่งกระเพาะของเขาเป็นสามส่วน หนึ่งส่วนสามสำหรับอาหารของเขา หนึ่งส่วนสามสำหรับน้ำ และหนึ่งส่วนสามสำหรับการหายใจของเขา”


การที่คนเรากินอาหารแน่นท้องอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน ทำให้สติปัญญาทึบ ทำให้เกิดโรคได้ง่าย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และกรดไขมันในเส้นเลือด ทั้งนี้เพราะอาหารจำนวนที่เกินความต้องการของร่างกายนั้น จะเป็นส่วนเกินร่างกายของเราใช้ไม่หมดและกลายเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายต่า งๆ ดังกล่าวข้างต้นได้


สุขภาพพลานามัยกับการให้นมทารก


ในช่วงเวลาเลี้ยงดูทารกให้เจริญวัย พระองค์อัลเลาะห์ ซ.บ. มีโองการว่า


ความว่า  "มารดาทั้งหลายจะต้องให้นมแก่ลูก ๆ ของนางเป็นเวลาสองปีเต็ม สำหรับผู้ที่ประสงค์จะให้นมอย่างครบถ้วนตามเกณฑ์ของอิสลาม”


อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับปัญหาการให้นมลูกนั้น บรรดาแพทย์สมัยใหม่ได้ยืนยันหลังจากได้ทดลองแล้วว่า การให้นมลูกจะต้องให้มากกว่าหนึ่งปีจึงจะทำให้เด็กมีความสมบูรณ์ทางสมองและร่างกาย และที่ดีที่สุดก็คือต้องให้นมจนเด็กอายุครบสองขวบ เพื่อเด็กจะได้มีสุขภาพที่สมบูรณ์และฟันจะได้แข็งแรง ไม่ประสบกับการป่วยเป็นโรคขาดอาหาร และเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่แม่จะต้องเลี้ยงดูลูกด้วยนมของตนเอง เพราะนมแม่มีคุณค่าทางอาหารดีเยี่ยมกว่าอาหารใด ๆ สำหรับเด็กในวัยนั้น


สุขภาพพลานามัยกับการถือศีลอด


อิสลามกำหนดการถือศีลอดในเดือนร่อมาฎอนให้เป็นหน้าที่พึงปฏิบัติสำหรับมุสลิม ดังโองการของพระองค์อัลเลาะห์ ซ.บ.


ความว่า "โอ้บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้า ดังที่ได้ถูกกำหนดกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายในอดีต หวังว่าสูเจ้าจะยำเกรงอัลเลาะห์”


ท่านผู้อ่านที่เคารพ การถือศีลอดในเชิงพลานามัยนั้นเป็นเครื่องป้องกันผู้ถือศีลให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ การถือศีลอดมีประโยชน์อย่างเอนกอนันต์ต่อผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น


สุขภาพพลานามัยกับสุราและการพนัน


เหตุผลที่อิสลามห้ามดื่มสุราก็เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ เพราะสุรากระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วทำให้หัวใจอ่อนเพลีย พิษสุรามีผลทำลายระบบประสาท เป็นสาเหตุทำให้เป็นโรคตับแข็งบั่นทอนความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี เมื่อสุราที่ดื่มเข้าไปออกฤทธิ์ ตามที่เคยมีนิสัยดีก็ถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน เสียบุคลิก สามารถนอนได้แม้กระทั่งใต้โต๊ะอาหารหรือตามทางเดิน พระองค์อัลเลาะห์ ซ.บ. มีโองการว่า


ความว่า "เขาทั้งหลายจะมาถามท่านโอ้มุฮำหมัดเกี่ยวกับสุราและการพนัน ท่านจงกล่าวว่า ทั้งสุราและการพนันนั้นมีโทษอันยิ่งใหญ่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อยู่บ้าง แต่โทษของมันมากกว่าคุณของมัน”


อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์เราจะทราบอยู่เต็มอกว่าโทษของสุราและการพนันมีอยู่อย่างมหันต์ แต่มนุษย์ผู้เจริญแล้วทั้งหลายก็ถือว่าน้ำสุราเป็นน้ำเชื่อมความสัมพันธ์ และว่าการพนันนั้นเป็นการละเล่นของชนชั้นสูง ใครดื่มสุราไม่เป็น เล่นการพนันไม่เป็น ถือว่าเป็นมนุษย์ไดโนเสาร์ แต่อันที่จริงแล้วการละเว้นการดื่มสุรา และเล่นการพนันนั้นถือว่าเป็นการถือศีลดำรงตนให้อยู่ในคุณธรรม ตามหลักการศาสนา แต่สังคมส่วนหนึ่งกลับไปตีค่าว่าสุราเป็นน้ำเชื่อความสัมพันธ์ไมตรี มิน่าเล่าความสัมพันธ์ไม่ตรีที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของสุราและการพนันจึงไม่มั่นคง มีการหักหลัง บิดพลิ้ว และตะบัดสัตย์กันอยู่เป็นประจำ ในสังคมปัจุบันถึงกับฆ่าแกงกันด้วยฤทธิ์ของสุราและการพนันก็เยอะแยะไป


ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า การหลีกเลี่ยงการดื่มสุราและเล่นการพนันจึงถือว่าเป็นการเสริมเกียรติภูมิของตนเอง และเป็นการรักษาสุขภาพของตนเองตลอดจนเป็นการป้องกันอาชญากรรมด้วย


ครั้งหนึ่งท่านคอลีฟะห์อุมัร อิบนิค๊อตต๊อบ ไปตรวจราชการ ณ ประเทศซาม (ซีเรีย) ขณะนั้นอหิวาตกโรคกำลังระบาดยังผลให้ผู้คนล้มเจ็บและตายเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นชาวเมืองซามและที่เป็นทหารมุสลิม ซึ่งถูกส่งไปประจำการณ์ ท่านคอลีฟะห์อุมัรพิจารณาเห็นว่า บรรดาทหารของมุสลิมได้ไปตั้งค่ายพักอยู่ในพื้นที่ลุ่ม น้ำขังเฉอะแฉะ ชานเมืองดามัสคัส ท่านได้มีคำสั่งด่วนให้ย้ายค่ายทหารเพราะที่นั่นไม่ถูกสุขลักษณะที่จะพักอาศัย โดยให้ย้ายไปตั้งค่ายอยู่ ณ ที่ราบสูงใกล้ตัวเมือง


ท่านอบูอุมัยดะห์ อิบนุลญะรอห์ ผู้เป็นแม่ทับ ได้ถามท่านอุมัรว่า “ท่านจะหนีจากกำหนดสภาวะของอัลเลาะห์กระนั้นหรือ ?” ท่านอุมัรตอบว่า “ใช่แล้ว เราจะหนีจากกำหนดสภาวะของอัลเลาะห์หนึ่ง ไปสู่การกำหนดสภาวะของอัลเลาะห์อีกอันหนึ่ง”


ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงวางหลักการในการรักษาสุขภาพ และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนจะต้องปกป้องดูและรักษาสุขภาพและร่างกายของตนให้แข็งแรงสมบูรณ์ ท่านศาสดามุฮำหมัด   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทรงกล่าวว่า


ความว่า "ร่างกายของท่านนั้นเป็นพาหนะของท่าน จงเป็นมิตรกับร่างกายของท่าน”


กล่าวคือ อย่าใช้ให้แบกหามหรือทำงานใด ๆ ที่เกินกำลังร่างกาย จงรักษาเมื่อร่างกายเจ็บป่วย จงให้ร่างกายได้พักผ่อนพอเพียงจนกว่าร่างกายจะกลับสู่สภาพที่แข็งแรงและสมบูรณ์แล้วค่อยทำงานต่อไปใหม่ ไม่ใช่ทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ เจ็ดวันแปดวันติด ๆ กัน เพราะร่างกายของเราไม่ใช่เครื่องจักร เมื่อโหมทำงานมากร่างกายเสื่อมโทรมโรคภัยไข้เจ็บก็จะเข้าเบียดเบียนได้ง่าย


สุขภาพพลานามัยกับการป้องกัน


พระองค์อัลเลาะห์ ซ.บ. ทรงมีโองการว่า


ความว่า "สูเจ้าจงอย่าทำลาย (ฆ่า) ตัวเอง” ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม อิสลามไม่อนุมัติให้มุสลิมฆ่าตัวตาย หรืออาศัยหนทางหนึ่งหนทางใดในการทำลายตัวเอง เป็นต้นว่าสถานที่หนึ่งเกิดโรคระบาดก็เข้าไปปะปนจนกระทั่งติดต่อโรคนั้นตาย ท่านอุซามะห์บุตรของซัยด์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่ามาว่า ท่านศาสดามุฮำหมัด   ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทรงกล่าวว่า


ความว่า "เมื่อท่านทั้งหลายได้ข่าวว่ามีอหิวาตกโรคกำลังระบาดอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ท่านทั้งหลายจงอย่าเข้าไปโดยเด็ดขาด และเมื่อมันกำลังระบาดอยู่ในพื้นที่ที่ท่านพำนักอยู่ก็จงอย่าออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด” ทั้งนี้และทั้งนั้นเพื่อป้องกันการติดต่อลุกลามของโรคร้ายดังกล่าว


ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อยืนยันให้เห็นว่าอิสลามมีหลักการในการรักษาสุขภาพและป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ และถือว่าการรักษาสุขภาพและร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงนั้นเป็นหน้าที่ของมุสลิม เพราะร่างกายของเรานั้นเป็นอมานะห์ที่อัลเลาะห์ ซ.บ. ทรงฝากเราไว้ จะต้องดูแลรักษาให้ดี หากร่างกายของเราสมบูรณ์ดี เราก็จะสามารถประกอบศาสนกิจ และปฏิบัติภารกิจของเราได้โดยครบถ้วนตามสิทธิและหน้าที่ที่เราพึงมี


สุดท้ายนี้กระผมขอวิงวอนต่อเอกองค์อัลเลาะห์ ซ.บ. เจ้าทรงประทานให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายมีสุขภาพสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุมั่นขวัญยืน มุเราะห์ริสกี และอยู่ในฮิดายะห์ของอัลเลาะห์เจ้าตลอดไป


อามีน


เรียบเรียงโดย:: อิหม่ามฮัสบุลลเลาะฮฺ อามินเซ็น                 

โดย katiya

 

กลับไปที่ www.oknation.net