วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สบตากับลีน่า


                

                ค่ำนี้ผมมีนัดกับสาวสวยคนหนึ่ง…. 

                ผมจำได้ว่าหลงรักเธอตอนที่คุณพ่อท่านหนึ่งนำวีดีทัศน์เรื่องราวของเธอมาให้ผมดู เลน่า เป็นเด็กน่ารัก รอยยิ้มของเธอ ความสดใสในวัยเด็ก และที่สำคัญเธอเป็นชาวต่างชาติ เธอเป็นเกิดที่ประเทศสวีเดน เธอมีชื่อเต็ม ๆ ว่า เลน่า มาเรียน คลิงวัลล์

                ไม่น่าเชื่อว่าเธอทักผมด้วยบทเพลง You Are The Sunshine Of My Life

            ผมแปลความหมายของเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยกระท่อนกระแท่นเพราะมัวแต่ตกตะลึงเมื่อพบตัวจริงของคุณ

                “คุณเป็นดังแสงยามเช้าของชีวิต            ซึ่งมันสาดส่องรายล้อมฉันไว้

                คุณเป็นเหมือนแสงสว่างในสายตา        ซึ่งจะคงอยู่ในดวงใจฉันตราบเท่านิรันดร์

                ฉันรู้สึกได้ว่ามันเหมือนเพิ่งเริ่มต้น       แม้ว่าจริง ๆ ฉันจะหลงรักคุณมาเป็นพันล้านปีแล้วก็ตาม

                และถ้าฉันคิดว่าความรักของเรากำลังจะสิ้นสุด ฉันคงสูญเสียน้ำตาด้วยความอาดูร

                คุณรู้ดีว่าฉันโดดเดี่ยว                              เพราะคุณเข้ามาเยี่ยวยาความรู้สึกของฉัน

                ฉันรู้ว่านี่แหละคือสวรงสวรรค์               ซึ่งมันมากไปกว่านั้นไม่ใช่เหรอ เมื่อเราอยู่เคียงกัน”

                มันชักจะหวานไปแล้ว สำหรับความรู้สึก ผมทักทายแบบไทย ๆ แต่เธอไม่ยอมทักตอบ นั่นนะสิ เธอจะทักตอบได้อย่างไรเธอไม่มีแขน ไม่มีแขนทั้งสองข้าง

                เลน่า มาเรีย คลิงวัลล์ เกิดที่ประเทศสวีเดนในครอบครัวคริสเตียนที่เปี่ยมด้วยความรัก และเต็มใจทนุถนนมทารกแรกเกิดคนนี้ไว้ ที่พูดเช่นนี้เพราะทารกแรกเกิดคนนี้เกิดมาในสภาพพิการอย่างรุนแรง นั่นก็คือ เธอไม่มีแขนทั้งสองข้างและมีขาเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างสั้นเพียงครึ่งเดียว คำพูดที่สร้างให้เลน่ามีวันนี้ก็คือ “เธอจะมีแขนหรือไม่มี เธอก็ต้องมีครอบครัวอยู่ดี”

                เธอไม่ใช่เด็กที่ครอบครัวจำต้องเลี้ยงเพราะเยื้อใยของการเป็นลูกในใส้เท่านั้น แต่ความรักและความอบอุ่นในครอบครัวทำให้เธอทำอะไรได้มากไปกว่านั้นอีก

                เธอเป็นคนไม่มีแขนทั้งสองข้าง แต่เธอเป็นนักว่ายน้ำระดับทีมชาติของสวีเดน และเคยได้รับเหรียญทอง 4  เหรียญจากการแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์ยุโรปที่ฝรั่งเศส เมื่อปี 1987 และ 2 เหรียญทองในการแข่งขันระดับโลก

                เธอไม่มีแขน แต่เธอสร้างสรรค์งานศิลป์ ด้วยภาพวาด ที่สวยงาม ทั้งปากและเท้าและทำได้ดีจนจัดนิทรรศการนับครั้งไม่ถ้วน และได้รับทุนตั้งแต่ปี 1990

                เธอไม่มีแขน แต่เธอช่วยเหลือตัวเอง และไม่เป็นภาระของใครด้วยการขับรถ ดูแลตัวเอง และอยู่ในสังคมได้ในแบบของเธอ

                เธอไม่มีแขน แต่เธอเขียนเรื่องราวชีวิตเหล่านั้น ด้วยอวัยวะที่เราไว้ทำอย่างอื่น เรื่องราวที่เธอเขียนถูกแปลหลากหลายภาษาทั่วโลก และมากไปกว่านั้นคือ มันสร้างแรงบันดาลใจ

                เธอเป็นคนพิการที่ร้องเพลงไพเราะถึงขนาดออกเทปร่วม 5 ชุด และมีคอนเสริต์เยอะมาก เช่น เดือนที่แล้วอยู่สิงค์โปร์ เดือนนี้อยู่เมืองไทย ส่วนเดือนหน่าจะอยู่ที่เกาหลี เดือนสิงหาคมอยู่ที่บราซิลและญีปุ่น ตามลำดับ

                และวันนี้ต่อหน้าผมและผู้ชมอีกมากมาย เธออยู่ต่อหน้าพวกเรา ขับร้องบทเพลง ในคอนเสริต์ที่ชือว่า “กำลังใจ” เพื่อสมทบทุนเพื่อเด็กพิการ

                “ในยามเช้า เมื่อฉันตื่นขึ้น                     คุณทักทายฉันด้วยรอยยิ้ม

                ในยามเย็นเมื่อฉันล้มตัวลงนอน            อ้อมแขนของคุณโอบฉันไว้

                ในระหว่างวัน                                         เมื่อฉันวุ่นวาย สับสน

                คุณอยู่รอบ ๆ ฉัน

                แม้ยามค่ำคืนที่ฉันหลับใหล                   คุณอยู่ในความฝันของฉัน

                เมื่อชีวิตฉันมีปัญหา และหัวใจของฉันอัดแน่ไปด้วยความกลัว

                คุณเตือนย้ำถึงคำสัญญา ว่าจะอยู่ใกล้ ๆ เมื่อฉันสับสน หรือกังวลว่าจะหันไปทางใด

                คุณจะอยู่เพื่อช่วยเหลือฉันเสมอ และมอบพระหรรษทานให้แก่ฉัน” (ส่วนหนึ่งของบทเพลง ฉันมีความสุข I am so happy เพลงที่เลน่า ขับร้องกับนักร้องประสานเสียงจากโรงเรียนกรุงเทพฯคริสเตียน ได้น่ารักมา ก ๆ)

                เลน่า พูดถึงประเทศไทยว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตร ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุข ฉันพิสูจน์คำพูดนี้เพราะฉันสามารถพบเห็นรอยยิ้มได้ทั่วไป บางทีเขาก็ส่งมือมาเพื่อจะทักทายฉัน ในแบบสากล แต่เขาก็ต้องหดมือกลับเมื่อรู้ว่าฉันไม่มีแขน ฉันจึงตอบการทักทายของพวกเขาไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ตราบใดที่คนไทย ยังยิ้มอยู่ได้แบบนี้ ดิฉันคิดว่า พวกเขาคงมีความสุข”

                ค่ำนั้นผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ทั้งเกิดคำตอบ และได้คำถาม…

                ครอบครัวเป็นฐานแรกที่เข้มแข็งที่สุด มันเปลี่ยนความพิการเป็นความปกติ และทำให้ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นด้วยจิตใจที่แน่วแน่ และความเชื่อศรัทธาในสิ่งที่ดีกว่า แต่จะมีกี่ครอบครัวที่เป็นแบบนี้

                คนพิการที่มีความหวัง ทำให้เรามีกำลังใจ แต่จะมีคนพิการกี่คนที่ล้มลุกคลุกคลานและเลิกหวังไปแล้ว

                เธอพูดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุข เพราะทุกคนยังยิ้มอยู่ เราลองถามตัวเราเองสิว่า เรายิ้มครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ?

            แม้ว่าจะมีคำถามและคำตอบมากมาย แต่การได้ฟังบทเพลงไพเราะ บวกกับน้ำเสียงคุณภาพ ที่ไม่ได้ร้องแค่เสียงที่เปล่งออกมา แต่เธอร้องด้วยหัวใจและชีวิต ชีวิตที่หวังให้เป็น “กำลังใจแก่ทุกคน”

  

    

   ยิ้มสิครับ คุณเห็นโลกยิ้มให้คุณไหม?

 

โดย ชาคริส

 

กลับไปที่ www.oknation.net