วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การใช้ประโยชน์ของมุสลิมจากภาษีสุรา ภาษีสุกรที่เก็บโดยรัฐบาลไทย ในมุมมองของกฎหมายอิสลาม


การใช้ประโยชน์ของมุสลิมจากภาษีสุรา ภาษีสุกรที่เก็บโดยรัฐบาลไทย ในมุมมองของกฎหมายอิสลาม 

เขียนโดย ดร.มะรอนิง สาแลมิง   

ปัญหา ภาษีสุรา ภาษีสุกร ที่เก็บโดยรัฐบาลไทยและเป็นงบพัฒนาประเทศ เป็นปัญหาหนึ่งที่มุสลิมในประเทศไทยให้ความสนใจ และสับสนในเรื่องข้อกำหนดของศาสนาว่าเป็นสิ่งที่อนุมัติ หรือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม สาเหตุจากข้อบัญญัติศาสนาที่ห้ามมุสลิมเกี่ยวข้องกับสุรา สุกรหรือการพนัน ซึ่งในอัลกุรอาน และในสุนนะฮฺของท่านรอซูล ( ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้บัญญัติอย่างชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนสับสนก็คือ ภาษีดังกล่าวทั้งผู้ให้และผู้เก็บไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม และประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอิสลาม 

คำ ถามก็เกิดขึ้นว่าผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมทำธุรกรรมต่าง ๆ ในรัฐหรือประเทศที่มิใช่เป็นรัฐหรือประเทศอิสลาม ระหว่างผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิมด้วยกันจำต้องใช้กฎหมายอิสลามเป็นบรรทัดฐาน ด้วยหรือไม่ ? และความแตกต่างของรัฐมีผลต่อข้อแตกต่างของข้อกำหนดในอิสลามหรือไม่ ? หาก การทำธุรกรรมระหว่างผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วยกันเป็นสิ่งที่ชอบธรรมระหว่างพวก เขา และสิ้นสุดลงแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะมีผลต่อการทำธุรกรรมกับมุสลิมอีกหรือไม่ ? และ สถานภาพของมุสลิมในประเทศไทยอยู่ในสถานภาพอะไร ? และเงิน สสส. ไม่ผิดกฎหมายไทยโดยเอกฉันท์ของนักปกครองและนักกฎหมายไทย แต่มันผิดกฎ ศาสนบัญญัติอิสลามจริงหรือ ?

ที่ จริงข้อสับสนดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นข้อสับสนที่ตรงประเด็น เพราะภาษีสุรา ภาษีสุกร ที่เก็บโดยรัฐบาลในประเทศไทย ที่ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่กฎหมายอิสลาม เป็นปัญหาที่มีลักษณะหลายแง่หลายมุมที่ต้องพิจารณา การชี้ขาดว่าเป็นสิ่งหะรอม เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม หรือเป็นสิ่งที่อนุมัติ ก็ต้องอาศัยการมองในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ใช่มองแค่มุมเดียว หรือมองแค่ในมุมมองที่เป็นหุกมตักลีฟียฺ ( คือหุกม 5 ประเภท นั่นคือ วาญิบ สุนัต อนุมัติ หะรอม มักรูฮฺ ) อย่างเดียว แต่ต้องอาศัย หุกมวัฎอียฺที่เป็นหุกมเชิงวิธีการ หรือเชิงโครงสร้าง (นั้นก็คือ สะบับ ชะรัต รุกุ่น มาแนะ รุคเสาะ อะซีมะฮฺ ศีหะฮฺ และบุฏลาน ) ด้วย ประเภทต่าง ๆ ของหุก่มวัฎอีย์ที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นตัวแปรที่ทำให้หุกมตักลีฟีย์เปลี่ยน ไปก็ได้ และเป็นการมองปัญหาในแง่มุมต่าง ๆ อย่างครบถ้วน หาไม่แล้ว เราอาจเป็นคนที่ให้คำชี้ขาดโดยที่ยังมีข้อบกพร่องในกระบวนการพิจารณาอยู่ และอาจจะอยู่ในกลุ่มที่อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานที่มีความว่า :

และ พวกเจ้าอย่ากล่าวตามที่ลิ้นของพวกเจ้ากล่าวเท็จขึ้นว่า นี่เป็นที่อนุมัติ และนี่เป็นที่ต้องห้าม ( โดยไม่มีหลักฐาน และพยาน ) เพื่อที่พวกเจ้าจะกล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺนั้น พวกเจ้าจะไม่ได้รับความสำเร็จ ” ( อันนะหลฺ โองการที่ 116 )

และ เพื่อเป็นการตอบข้อสับสนในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นนี้ กระผม ใคร่ขอแยกปัญหาต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นข้อ ๆ เพื่อเป็นข้อพิจารณาสำหรับผู้อ่านดังนี้

1. การทำ ธุรกรรม หรือนิติกรรมสัญญาระหว่างผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยกัน ในสิ่งที่พวกเขายอมรับว่าเป็นสิ่งหะลาล หรือที่ถูกต้องตามกฎหมายของพวกเขา เป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่ในมุมมองของกฎหมายอิสลาม ?

ตอบ : การทำธุรกรรม หรือนิติกรรมสัญญาระหว่างผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยกัน เช่น การแต่งงาน การซื้อขายสุรา การซื่อขายสุกร หากสิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับ หรือกฎหมายของพวกเขาให้การรับรองว่าถูกต้อง กฎหมายอิสลามถือว่าการทำธุรกรรมหรือการทำนิติกรรมสัญญาหรือการกระทำของพวก เขาเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ชายหญิงที่แต่งงานตามประเพณีหรือตามพิธีกรรมศาสนาหรือกรอบกฎหมายกำหนดของพวก เขา กฎหมายอิสลามถือว่าทั้งสองเป็นผู้ทรงสิทธิ์ซึ่งกันและกัน สินสอดที่ฝ่ายหญิงได้รับ ก็ถือเป็นทรัพย์สินที่หะลาล ลูกที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นลูกที่ถูกต้อง สามารถนับวงศ์ตระกูลได้โดยชอบธรรม และหากสามี ภรรยาคู่นั้น เข้ารับอิสลามพร้อมกัน ก็ไม่ต้องทำการแต่งงานใหม่ ซึ่งหากพิจารณาตามกฎหมายอิสลามในเรื่องว่าด้วยการแต่งงานอิสลามได้กำหนดรูป แบบ วิธีการ การแต่งงานโดยชัดเจน ซึ่งหากมุสลิมคนหนึ่งคนใดทำการแต่งงานที่ผิดหลักการศาสนาโดยตั้งใจ การกระทำของเขาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เงินสินสอดเป็นเงินที่ไม่บริสุทธิ์ ลูกที่เกิดมาก็เป็นลูกที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มิใช่มุสลิม ที่แน่นอนแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาเหล่านั้นจะทำการแต่งงานตามกฎหมายอิสลาม แต่ขณะเดียวกัน อิสลามยอมรับถึงความชอบธรรมทางการกระทำของพวกเขา หากสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่กฎหมายของพวกเขายอมรับ ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนในแง่กฎหมายอิสลามระหว่างการกระทำที่มีมุสลิม เข้าไปเกี่ยวข้อง กับการกระทำของผู้ที่มิใช่มุสลิม

การ ซื้อขายสุรา หรือการซื้อขายสุกร หากสังคมหรือกฎหมายของผู้ที่มิใช่มุสลิมเห็นว่า สุรา และสุกรเป็นทรัพย์ที่เป็นสินค้า หรือเป็นสิ่งที่สังคมหรือกฎหมายของพวกเขายอมรับว่าเป็นสิ่ง

หะ ลาล หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการทำธุรกรรมซื้อขายระหว่างพวกเขาเป็นเรื่องปกติธรรมดา กฎหมายอิสลามก็ให้การยอมรับถึงการทรงสิทธิ์ของผู้ครอบครองในสุราและสุกร และเมื่อมีการซื้อขายผู้ขายก็ทรงสิทธิ์ในราคา ผู้ซื้อก็ทรงสิทธิ์ในสินค้า ถึงแม้ว่าการค้าขายนั้นจะไปเกิดขึ้นในรัฐของอิสลามก็ตาม และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิมที่จะฆ่าสุกรของพวกเขา

ท่าน เชค อิบนุก็อยยิม อัลเญารซียะฮฺ ได้อ้างคำกล่าวของ ยะอฺกูบ อิบนุบัคตานว่า ท่านได้ถามท่านอิหม่ามอะหฺมัด อิบนุหัมบัล ถึงสุกรและสุราของผู้ที่มิใช่มุสลิมที่อยู่ในอาณาจักรของอิสลาม ท่านอิหม่ามอะหฺมัด อิบนุหัมบัลตอบว่า เจ้า อย่าฆ่าสุกรของพวกเขา เพราะพวกเขาทรงสิทธิ์ในพันธะสัญญา และจงอย่าริบเอาสุราและสุกรจากพวกเขา เพราะพวกเขาทรงสิทธิ์ที่จะทำการซื้อขายระหว่างพวกเขา ” (อิบนุก็อยยิม : อะหฺกามุล อะฮฺลุลซิมมะฮฺ : 1995 : 1: 63)

และ หากพวกเขาอยู่ในรัฐหรือประเทศที่มิใช่เป็นประเทศอิสลาม แน่นอน สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่มีความชอบธรรมสำหรับพวกเขาในเชิงกฎหมายขึ้นมาอีก เพราะพวกเขามิต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของกฎหมายอิสลาม โดยความเห็นตรงกันของนักกฎหมายอิสลาม ( ศ.ดร.อับดุลอาซิซ อิบนุ มับรูก: 2005 : 1 / 327 – 328 )

2. เมื่อ การทำธุรกิจหรือนิติกรรมสัญญาของพวกเขาเป็นสิ่งที่กฎหมายอิสลามให้การยอมรับ ว่าชอบธรรม เงิน ทรัพย์สิน หรือสินค้าที่ได้จากการทำธุรกรรม หรือการทำนิติกรรมสัญญาดังกล่าวของพวกเขา มุสลิมสามารถทำการซื้อ ขาย ในเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายอิสลาม หรือรับในรูปแบบ รับบริจาค รับของขวัญ ได้หรือไม่ ?

ตอบ: เช็คอิบนุก็อยยิม กล่าวว่า เมื่อพวกเขาเหล่านั้น (ผู้ที่มิใช่มุสลิม) ได้ชำระค่าต่าง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของพวกเขา จะเป็นภาษีส่วนตัว (ภาษี คุ้มครอง) ภาษีที่ดิน ค่าปรับ (สินไหม) จ่ายหนี้ หรืออื่น ๆ ที่มาจากสิ่งต้องห้ามในระบบกฎหมายของเรา (มุสลิม) แต่ของพวกเขาไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เช่น เหล้า สุกร ถือว่าเป็นสิ่งอนุมัติสำหรับเราที่จะได้รับจากเขาเหล่านั้น นี้คือทัศนะของอิหม่ามอะหฺมัด (อัล-ฮัมบาลีย์) และนักกฎหมายอิสลามท่านอื่น ๆ ที่เป็นชาวสะลัฟ…… แท้จริงเหล่าปฏิเสธชน เมื่อได้ทำการซื้อขายสิ่งเหล่านั้น (สุรา ,สุกร) ระหว่างพวกเขาแล้ว ถือว่าพวกเขาได้ดำเนินธุระกรรม บนพื้นฐานในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นสินค้า และมูลค่าที่ชอบธรรม และในเมื่อเรารับมูลค่าจากพวกเขา ก็ถือว่าเรารับมูลค่าที่หะลาล (ชอบธรรม) ของพวกเขา ” (อิบนุก็อยยิม : 1995 : 1 : 63)

3. ในรายงานของมุสลิม หะดีษที่ 1,599 ความว่า แท้ จริงสิ่งหะลาลมีความชัดเจน และสิ่งหะรอมก็มีความชัดเจน (เช่นเดียวกัน) และระหว่างหะลาลกับหะรอมจะมีสิ่งคลุมเครือ ซึ่งคนส่วนมากจะไม่รู้ ใครที่สำรวมตนจากข้อคลุมเครือนั้น ก็เสมือนว่าเขาได้ปกป้องศาสนา และเกียรติของเขาให้บริสุทธิ์ และใครที่ตก (กระทำ) ในสิ่งที่มีความคลุมเครือ ก็จะตก (กระทำ) ในสิ่งที่หะรอม

หะ ดีษบทนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้มุสลิมทำในสิ่งที่หะรอมชัดเจนเท่านั้น แต่ยังห้ามไม่ให้มุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งที่คลุมเครืออีกด้วย และเป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่า สุรา สุกร เป็นสิ่งหะรอมในกฎหมายอิสลาม โดยอัลกุรอาน ซุนนะฮฺ ของท่านรอซูล และเป็นสิ่งที่อุละมาอฺให้ความเห็นโดยมติเอกฉันท์ ซึ่งมุสลิมไม่ว่าใคร ไม่สามารถปฏิเสธถึงข้อกฎหมายนี้ได้ แล้วการที่มุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาษีสุรา ภาษีสุกร หรือภาษีการพนัน เป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งหะรอมที่ชัดเจน หรืออย่างน้อย ก็เข้าไปเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นชุบหาต (คลุมเครือ) หรือไม่ ?

ตอบ: ที่จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะหะดีษที่กล่าวมาข้างต้นที่เราต้องมาพิจารณา แต่ยังมีอีกสองหะดีษที่ควรพิจารณาด้วย นั่นคือ

1. หะดีษรายงานโดยอัล-บุคอรี หะดีษลำดับที่ 2,236 และรายงานโดยมุสลิม หะดีษลำดับที่ 1,581 ที่มีความว่า อัล ลอฮฺได้ประณามญะฮูด แท้จริงหลังจากที่อัลลอฮฺได้ทำการห้ามบริโภคมันสัตว์ที่ตายเอง แต่พวกเขาได้ทำการละลายมันด้วยการลนไฟ และจัดการขาย และพวกเขาได้เอามูลค่ามาใช้จ่าย

2. หะดีษรายงานโดย อันนะซาสาอีย์ และอัลหากิม (ซึ่งท่านกล่าวว่า หะดีษนี้มีความสมบูรณ์ (ถูกต้อง) ในเชิงสายรายงาน) มีความว่า จงละทิ้งสิ่งที่สูเจ้ามีความลังเล ไม่แน่ใจ สู่สิ่งที่สูเจ้าไม่มีความลังเล

การ ตอบคำถามนี้ต้องอาศัยการพิจารณาด้วยการตั้งข้อสังเกตต่อความเป็นจริงและความ หมายของหะดีษต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นด้วยข้อสังเกตต่อไปนี้

ข้อสังเกตที่หนึ่ง : สำหรับมุสลิมสุรา สุกร เป็นสิ่งหะรอมที่ชัดเจน

สุรา สุกร เป็นสิ่งต้องห้ามที่ชัดเจน และหะรอมสำหรับมุสลิมในทุกบริบท โดยที่กฎหมายอิสลามห้ามไม้ให้เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบการผลิต การขาย การทำงานในโรงงาน การโฆษณา การขับรถบรรทุกหากเป็นสุรา หรือการเลี้ยงสุกร รับเลี้ยง (ด้วย การเอาเงินเดือน) ขาย รับจ้างบรรทุก หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุกร และหากใครเข้าไปเกี่ยวก็ถือว่าผิดกฎหมายอิสลาม เงินที่ได้มาก็เป็นเงินที่ไม่ชอบธรรม และหากใครปฏิเสธข้อกฎหมายที่ว่าสุกร สุราเป็นสิ่งหะรอม โดยตั้งใจ เขาก็อาจจะตกศาสนาก็ได้ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อขัดแย้งกันระหว่างนักกฎหมายอิสลามหากมุสลิมอยู่ในรัฐอิส ลาม

ข้อสังเกตที่สอง : สุรา สุกร เป็นสิ่งหะลาล และชอบธรรมที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มิใช่มุสลิม

การ ทำธุระกรรม เช่น การซื้อขาย การเก็บภาษี หรืออื่น ๆ หรือการทำนิติกรรมสัญญา เช่น การแต่งงาน ระหว่างผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วนกันในรัฐของเขา ไม่สามารถนำกฎหมายอิสลามมาเป็นบรรทัดฐานได้ และกฎหมายอิสลามให้การยอมรับว่า การกระทำของพวกเขาในสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งชอบธรรม ตราบใดที่การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายในสังคมของพวกเขายอมรับว่าถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมายของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักกฎหมายอิสลามมีความเห็นตรงกันในประเด็นนี้ ( ศ.ดร.อับดุลอาซีว อิยนุ มับรูก : อิคติลาฟูด ดา ไรดฺ: 1/327 – 328 )

สรุป จากสองข้อสังเกตข้างต้น สุรา สุกร เป็นสิ่งต้องห้าม หะรอมสำหรับมุสลิมที่จะไปเกี่ยวข้องในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม จะเป็นในรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายอิสลาม หรือในรัฐปฏิเสธชนก็ตาม (ใน ทัศนะส่วนมากของนักกฎหมายอิสลาม) ซึ่งเป็นสิ่งหะรอมที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่มิใช่มุสลิม สุรา สุกร หากอยู่ในรัฐของพวกเขา และกฎหมายของพวกเขาให้การยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้อง และชอบธรรมด้วยกฎหมายของพวกเขา กฎหมายอิสลามให้การรับรองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรมสำหรับพวกเขา และเป็นสิ่งหะลาลโดยชัดเจนสำหรับพวกเขา (ในเชิงกฎหมาย)

ข้อสังเกตที่สาม : ภาษีสุรา ภาษีสุกร เป็นชุบหาตสำหรับมุสลิมหรือไม่ ? โรง งานสุรา ผู้ดื่มสุรา ผู้ซื้อสุรา ผู้เก็บภาษีสุรา ทุกฝ่ายล้วนเป็นคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม และรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีตามพระราชบัญญัติให้การเก็บภาษีเป็น สิ่งที่ชอบธรรมและถูกด้วยกฎหมายของประเทศ การเก็บภาษีต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เมื่อผู้จ่ายโดยเจ้าของโรงงาน หรือผู้ค้า (มิใช่ มุสลิม) ให้กับผู้เก็บซึ่งเป็นรัฐ (มิใช่มุสลิม) การดำเนินการจ่ายภาษี และการเก็บภาษีก็ได้สิ้นสุดลงระหว่างพวกเขา (ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม) การกระทำของพวกเขาถือว่าเป็นสิ่งชอบธรรมด้วยกฎหมาย โดยที่มุสลิมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ การกระทำของผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ชอบธรรมในเชิงกฎหมายที่กฎหมายอิสลามให้การรับรอง (สำหรับพวกเขา) และถือว่ากระบวนการเก็บภาษีได้สิ้นสุดลงแล้ว

การ ได้มาซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ของมุสลิมในประเทศไทย ในรูปแบบโครงการ ความช่วยเหลือ ทุนการศึกษา หรืออื่น ๆ ที่รัฐจัดสรรจากภาษีที่มาจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการรับในสถานะพลเมืองของประเทศ การจัดสรรดังกล่าว ไม่ได้เจาะจงกับพลเมืองที่เป็นมุสลิมเท่านั้น แต่เป็นนโยบายของรัฐที่จัดสรรให้กับพลเมืองทั้งประเทศ ซึ่งกระบวนการเก็บภาษีระหว่างรัฐกับผู้เกี่ยวข้องได้สิ้นสุดแล้ว และเป็นสิ่งชอบธรรม การได้มาของมุสลิมจึงเป็นการได้มาในรูปงบ หรือค่าใช้จ่ายของรัฐที่พึงมีต่อพลเมือง ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในบริบทของภาษี หรืออยู่ในกระบวนการเก็บภาษีอีกแล้ว แต่มันอยู่ในบริบท หรือในรูปของงบประมาณของรัฐ ซึ่งระหว่างการเก็บภาษี กับการเป็นงบประมาณ จะเป็นงบพัฒนาหรืออะไรก็ตาม ถือว่าเป็นคนละประเด็นกัน และการที่จะถือว่าภาษีเหล่านี้เป็นสิ่งชุบหาตสำหรับมุสลิมหรือไม่ การที่จะตอบคำถามนี้ สิ่งสำคัญอันดับแรก ต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของชุบหาตก่อนว่ามันคืออะไร?

ท่าน อัลคูตอบีย์ ได้นิยามชุบหาตว่า ทุกสิ่งที่มีความคล้ายกับหะลาล ในมุมหนึ่ง และคล้ายกับหะรอมในอีกมุมหนึ่ง จาก นิยามนี้ แสดงให้เห็นถึง การนิยามบนพื้นฐานของการตั้งชื่อชุบหาตนั้น ก็คือสิ่งที่คล้ายกับหะลาลในอีกมุมหนึ่ง และคล้ายกับหะรอมในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งนักกฎหมายเท่านั้นที่สามารถโยงได้ว่าอันไหนมันชัดเจนกว่า (ระหว่าง สองมุมที่กล่าวถึง) ความคลุมเครือเกิดขึ้นจากความขัดแย้งของนักกฎหมาย หรือความขัดแย้งของหลักฐานทางกฎหมาย หรือเพราะกฎหมายไม่ได้ระบุ (บัดรุดดีน อัลไอนีย์ : อุมดะตุลกอรี : 1/334)

ในขณะที่ อัลอิซซู อินบนุ อับดุลสะลาม ได้นิยามชุบหาตว่า หากหลักฐานทางกฎหมายมีความใกล้เคียงกันในเรื่องของหะลาล หะรอม ถือว่าเป็นชุบหาต

และได้กล่าวว่า และ การเลี่ยงมัน เป็นการละทิ้งชุบหาต เพราะว่า มันคล้ายกับว่ามันหะลาล เพราะมีหลักฐานทางกฎหมายที่ชี้ว่ามันหะลาล และคล้าย ๆ กับว่ามันเป็นสิ่งหะรอมเพราะมีหลักฐานทางกฎหมายว่ามันหะรอม ซึ่งหากใครห่างไกลจากกรณีอย่างนี้ คือผู้ที่ปกป้องศาสนาและเกียรติของตัวเอง ” (กอวาอิดุลอะหฺกาม ฟี มะศอลิหุลอะนาม : 2 / 92 – 93)

จาก การพิจารณาคำนิยามของท่านอิหม่ามอิซซุดดีนข้างต้น จะเห็นได้ว่า ชุบหาตเกิดขึ้นจากความคลุมเครือของหลักฐานทางกฎหมาย ที่ชี้ถึงหะลาล และหะรอมในสิ่งหรือกรณีเดียวกัน 

สรุปข้อสังเกตข้อที่สาม

ปัญหา ที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือ ภาษีสุรา ภาษีสุกร หากพิจารณาจากคำนิยามของชุบหาต ของนักกฎหมายอิสลามทั้งสอง จะเห็นได้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกัน หากเป็นกรณีที่มุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง และเป็นกรณีเดียวกันที่กระบวนการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด แต่ถ้าหากเป็นคนละกรณี กรณีการเก็บภาษีสุรา ภาษีสุกร ได้สิ้นสุดระหว่างคู่กรณีนั้น ก็คือเจ้าของสุรา หรือสุกร กับรัฐที่ไม่ใช่มุสลิมทั้งคู่ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้บรรทัดฐานกฎหมายอิสลามได้ และมันได้จบสิ้นตามกระบวนการ การดำเนินการที่ชอบธรรมของคู่กรณีแล้ว ส่วนการได้มาของงบต่าง ๆ ที่มุสลิมได้รับมาจากรัฐบาล เป็นกรณีสัมพันธภาพ ระหว่างรัฐกับมุสลิม ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการเก็บภาษีสุรา ภาษีสุกร ฉะนั้น การรับประโยชน์ของมุสลิมจากรัฐบาล จึงไม่ใช่อยู่ในขอบเขตความหมายของชุบหาต ถึงแม้ว่า สุรา สุกร จะเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิมก็ตาม และถึงแม้ว่าความรู้สึกของเราอาจจะขยะแขยงกับที่มาของงบดังกล่าวก็ตาม เพราะชุบหาตไม่ใช่สิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก ซึ่งมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ใครก็ได้ จะรู้สึกอย่างไร ฉะนั้น ความรู้สึกจะแตกต่างตามมุมมองของแต่ละคน แต่ชุบหาตอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางกฎหมายที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ดังนั้นชุบหาตที่ต้องเลี่ยงและมีผลคือ ชุบหาตที่มีความชัดเจน

อิหม่ามอัสสะยูตีได้กล่าวว่า เงื่อนไขที่จะถือว่าเป็นชุบหาต คือ จะต้องมีความเด่นชัดในรูปของการเป็นชุบหาต หาไม่แล้วมันก็จะไม่มีผล ” (อัล อัซบาหุ วันนาซออิร : 124)

อิหม่ามอัรรอฟิอี ได้กล่าวว่า สิ่ง ที่ทำให้ออกจากแนวชุบหาต เข้าสู่บริบทของ วัสวัส (ลังเล) คือ การคิดไกลนอกเหนือความจริง แท้จริงอันนี้ไม่ใช่เป็นชุบหาตที่สมควรหลีกเลี่ยง ตัวอย่างเช่น ไม่ยอมแต่งงานกับสตรีทั้งประเทศเพราะกลัวว่าจะมีคนที่เป็นมะหฺรอมอยู่ ” (อุมดาตุลกอรี : 1 / 344)

อิหม่ามกุรตุบีกล่าวว่า การ สงวนในเรื่องที่คล้าย ๆ กับกรณีนี้ แท้จริงมันคือ วัสวัส ที่มาจากซาตาน เพราะมันไม่มีความหมายที่ชี้ถึงการเป็นชุบหาตเลย สาเหตุที่ทำให้เขาต้องตกไปอยู่ในวังวนของการลังเลนี้ก็เพราะ ความไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ” (อุมดาตุลกอรี : 1 / 344 )

ข้อสังเกตที่สี่ : หะดีษห้ามไม่ให้ทำการไหละฮฺ

หะ ดีษที่กล่าวเพิ่มเติมหะดีษที่หนึ่ง เป็นหะดีษที่ห้ามไม่ให้ทำการไหละฮฺ ซึ่งชี้ถึงสาเหตุการถูกประณาม นั้นก็คือ จากการกระทำเพื่อทำให้สิ่งหะรอม กลับกลายเป็นสิ่งหะลาล โดยเอาสิ่งต้องห้ามมาแปรเปลี่ยนสภาพ และชื่อ เพื่อให้เป็นสิ่งที่อนุมัติโดยที่ลักษณะนี้ เป็นนิสัยของชาวยะฮูด ซึ่งมุสลิมมิควรเอาเยี่ยงอย่าง

แต่ หากพิจารณาหะดีษนี้กับปัญหาเรื่องภาษีที่เรากำลังพูดถึง จะพบว่ามีสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นคือ สุรา สุกร เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม โดยที่มุสลิมมิสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ กับกิจการ กระบวนการ ที่มีสุรา สุกร เข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นการซื้อขาย การผลิต เป็นคนในโรงงาน หรืออื่น ๆ ที่เป็นเหตุให้ได้มาซึ่งประโยชน์ที่เป็นมูลค่าของสินค้า หาไม่แล้ว มุสลิมคนนั้นก็จะอยู่ในสถานะเหมือนยะฮูด กลุ่มชนที่ถูกประณาม แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ กรณีภาษีที่เรากำลังพูดถึง เกิดจากการกระทำของผู้ที่มิใช่มุสลิม ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและถูกต้องสำหรับพวกเขา โดยไม่สามารถเอากฎหมายอิสลามมาเป็นบรรทัดฐานได้ สำหรับความเกี่ยวข้องของมุสลิมนั้น ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสุรา สุกร แต่การได้มาของงบ เป็นการได้มาในบริบทของสิทธิการเป็นประชากรและพลเมืองของประเทศซึ่งเป็น หน้าที่ของรัฐ ต้องจัดสรรให้ความช่วยเหลือ ฉะนั้น การเก็บภาษีสุรา ภาษีสุกร เกิดขึ้นระหว่างรัฐกับประชากรที่ไม่ใช่มุสลิมทั้งคู่ และกระบวนการการดำเนินการได้จบสิ้นลงระหว่างคู่กรณีแล้ว โดยไม่มีมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างหะดีษกับกรณีภาษีที่เราพูดถึง 

ข้อสังเกตที่ห้า : หะดีษที่ส่งเสริมให้สงวนตัว

หะ ดีษที่สองที่กล่าวเพิ่มเติม เป็นหะดีษหนึ่งที่ส่งเสริมให้มุสลิมสงวนตัวไม่ให้ไปคลุกคลี หรือทำในสิ่งที่จิตใจไม่มีความสบายใจ เพราะความไม่แน่ใจ กลัวว่าจะเป็นสิ่งหะรอม หรือชุบหาต ซึ่งเป็นหลักการใหญ่หลักการหนึ่งที่มุสลิมสมควรจะยึดเป็นลักษณะเฉพาะตัว แต่ถ้าหากพิจารณาหะดีษนี้กับปัญหาภาษีที่เรากำลังพูดถึงในฐานะที่เป็นมุสลิม และปัจเจกบุคคลจะยึดถืออย่างไร?

อิส ลามให้เกียรติกับสิทธิส่วนตัว ฉะนั้นถ้าหากเราคิดว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องไปรับความช่วยเหลือจากรัฐใน กรณีเกี่ยวกับเงินส่วนนี้ ก็เป็นสิทธิส่วนตัวที่คน ๆ นั้นพึงกระทำได้ และเป็นการดี เพราะความมีเกียรติของคนรับย่อมไม่เหมือนกับเกียรติของคนให้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องส่วนรวมก็ควรพิจารณาถึงหลักฐานและหลักการเป็นหลัก ไม่ใช่เอามิติส่วนตัวหรือความรู้สึกของตัวเองเข้าไปตัดสิน ซึ่งมิติส่วนรวม หรือมิติทางสังคม ต้องพึ่งกฎเกณฑ์ ระบบและอะไร ๆ อีกมาก ในเรื่องนี้ ศ.ดร.อับดุลมาญิดอันนัจญาร์ได้กล่าวว่าอาจ จะเป็นฮิกมะฮฺอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงวางฐานกฎเกณฑ์ของสภาพสังคมที่ใช้ กฎหมายอิสลามเป็นศูนย์อำนาจ บนมิติทางสังคม ด้วยการวางกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ถาวร และมั่นคง ฉะนั้นเป็นสิ่งที่อำนวยต่อระบบที่ต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่สภาพสังคมที่คำนึงถึงความอยู่รอดของชนมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่อยู่ภายใต้ของ อำนาจรัฐที่ไม่ใช้กฎหมายอิสลามเป็นศูนย์อำนาจที่มีสภาพทางปัญหาสภาพการเป็น อยู่ สภาพทางสังคมที่หลากหลายนี้ จึงสมควรใช้มิติทางสังคมที่อยู่ในรูปแบบของสภาพกว้าง ๆ ” (นะฮฺฮู ตะศิลฟิกฮี ลิลอะกอลิยาต อัล มุสลิมะฮฺ ฟี อัลฆอรบี : ศ.ดร.อับดุลมาญิด อัล นัจญารฺ : หน้า 2 )

4. การ ที่มีการกล่าวว่าตลอดประวัติศาสตร์สังคมมุสลิม บรรพบุรุษและนักปราชญ์อิสลามได้สร้างชื่อเสียงและจุดยืนต่ออบายมุขต่าง ๆ หากมุสลิมท่านใด (ตามทัศนะนี้) ได้ใช้กองทุน สสส. ปัจจุบันนี้ ก็เปรียบเสมือนกำลังทำลายชื่อเสียง ศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ของมุสลิม คำกล่าวข้างต้นนี้เป็นจริงแค่ไหน ?

ตอบ: การเชิญชวนให้ทำความดีและการห้ามปรามในสิ่งทีชั่วร้ายเป็นหน้าที่ของมุสลิม ชน และเป็นหลักการใหญ่หลักการหนึ่งที่มุสลิมพึงต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะหากอยู่ในรัฐและสังคมที่อยู่บนพื้นฐานการใช้กฎหมายอิสลาม หาไม่แล้วก็ถือว่ามุสลิมคนนั้น ขาดความรับผิดชอบ และไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐอิสลาม แต่กระนั้นก็ตามกฎหมายอิสลามก็ยังวางกรรมสิทธิ์หน้าที่ของบุคคลในเรื่องดัง กล่าวอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิด ฟิตนะฮฺ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มิใช่มุสลิม ก็จะมีบรรทัดฐานทางกฎหมายที่แตกต่างจาก การมูอามาละฮฺกับมุสลิมด้วยกันเอง ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในอิสลาม แต่กับศาสนิกอื่น ปรากฏว่า ศาสนาอิสลามให้การยอมรับถึงความชอบธรรมในสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้ว่าแน่นอนที่สุด กฎหมายอิสลามได้วางเงื่อนไข และกำหนดกรอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในสังคมที่รัฐอิสลามมีอำนาจอยู่ แต่สรุปแล้วกฎหมายอิสลามก็ให้โอกาสผ่อนคลายในเชิงกฎหมายกับสังคมของผู้ที่มิ ใช่มุสลิม ที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม เช่นสุรา สุกร หากเป็นสิ่งที่สังคมของคนที่มิใช่มุสลิมยอมรับสิ่งดังกล่าวนี้เป็นทรัพย์ที่ ชอบธรรม หรือเป็นการกระทำที่ชอบธรรมระหว่างพวกเขา กฎหมายอิสลามก็ให้การรับรองเชิงมิติทางสังคมของผู้ที่มิใช่มุสลิม ตราบใดที่สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ไม่มีมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือตราบใดที่การกระทำเหล่านั้นไม่ไปสร้างปัญหากับสังคมส่วนรวม ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นข้อยืนยันอย่างหนึ่งว่า กฎหมายอิสลามเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ เป็นกฎหมายที่ให้การยอมรับความแตกต่างและหลากหลายของกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ในรัฐของอิสลาม หากผู้อ่านต้องการรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ อะหฺกาม อะฮฺลลุลซิมมะฮฺ ของอิบนุ ก็อยยิม และหนังสือ อัลอัมวาล ของอบีอุบัยดฺ และหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของศาสนิกอื่นในรัฐอิสลาม ฉะนั้น การกล่าวอ้างของผู้ที่เห็นว่าการรับประโยชน์จากงบพัฒนา สสส. ของมุสลิมว่าเป็นการทำลายเกียรติ และประวัติอันดีงามของมุสลิมในมิติการห้ามปรามอบายมุขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่เกินความเป็นจริง เพราะนักปราชญ์อย่างอิหม่าม อะหฺมัด ท่านอิบนุก็อยยิม และนักปราชญ์อีกหลาย ๆ ท่านที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องกฎหมาย และเจตนารมณ์กฎหมายอิสลามคงจะฟัตวาเป็นอย่างอื่นหากการมองปัญหามองได้แค่ ด้านเดียว โดยมองแค่มิติของมุสลิมเท่านั้น ส่วนสิทธิของศาสนิกอื่นที่อยู่ร่วมโลกถูกมองข้าม หากเข้าใจมิติที่กล่าวมาแล้ว คำตอบของปัญหาก็คือ มันไม่ใช่การทำลายเกียรติของตัวเอง ศาสนา หรือประวัติศาสตร์ แต่เป็นการอยู่ในกรอบของกฎหมายตราบใดที่กฎหมายอิสลามให้การยอมรับในสิ่ง เหล่านี้ ฉะนั้น สรุปแล้ว การที่ผู้ที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อนุมัติก็เป็นผู้ที่อยู่ในกรอบ ของกฎหมายอยู่ จึงเป็นการกล่าวที่เกินจริงหากผู้กล่าวอ้างอย่างที่ระบุในคำถาม มองในมิติทางสังคมและมองในกรอบของกฎหมายอย่างครบถ้วน 

5. การเทียบเคียงกรณีภาษีสุรา ภาษีสุกรที่รัฐ จัดให้ สสส. ดำเนิน และบริหารส่วนนี้ กับทรัพย์สินหะรอมที่อยู่ในบัยตุลมาล (กระทรวงการคลังของรัฐอิสลาม) เป็นการเทียบเคียงที่ถูกต้องหรือไม่ ?

ตอบ: การใช้หลักการเทียบเคียงระหว่างกรณีดังกล่าวเป็นการเทียบเคียงไม่ตรงประเด็น 

( กี ยาสมะอะฟาริก) เป็นการใช้หลักการเทียบเคียงที่ไม่ถูกต้อง เพราะกรณีของทรัพย์สินหะรอมที่เกิดพลัดหลงเข้าไปในบัยตุลมาลนั้น จำนวนของมันเข้าไปปะปนจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นทรัพย์สินบริสุทธิ์ อันไหนเป็นทรัพย์สินที่ต้องห้าม ฉะนั้น นักกฎหมายอิสลามจึงมีความเห็นตรงกันว่า ในกรณีเช่นนี้ หากเกิดขึ้นในรัฐอิสลาม หรือในเมืองหนึ่งเมืองใดของรัฐอิสลาม ก็เป็นการอนุโลมสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ในกรณีภาษีสุรา ภาษีสุกร ที่รัฐจัดให้กับ สสส. เป็นที่แน่นอนว่า มาจากทรัพย์สินที่เกิดจากสุรา และสุกร โดยไม่ต้องสงสัย ฉะนั้น การใช้หลักการเทียบเคียงดังกล่าว เป็นการใช้หลักการเทียบเคียงที่ไม่ถูกต้อง

และ กรณีของทรัพย์สินหะรอมในบัยตุลมาลนั้น เกิดขึ้นโดยมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้องในประเทศหรือรัฐที่ใช้กฎหมายอิสลามปกครอง ซึ่งแตกต่างจากกรณีภาษีสุรา ภาษีสุกร ภาษีการพนันที่เก็บโดยรัฐบาลไทย เป็นการกระทำที่เกิดระหว่างพลเมืองที่มิใช่มุสลิมกับรัฐที่ปกครองที่ใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยซึ่งการเก็บภาษีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของ สังคมว่าชอบธรรม และกระบวนการก็ได้สิ้นสุดระหว่างพวกเขาแล้ว ฉะนั้น หากเอาประเด็นภาษีสุรา ภาษีสุกร ภาษีการพนันที่เก็บโดยรัฐบาลไทย ไปเทียบเคียงกับทรัพย์สินหะรอมที่อยู่ในบัยตุลมาลจึงเป็นการเทียบเคียงที่ ไม่ถูกต้อง เป็นการใช้หลักการกียาสที่มีเหตุผลแตกต่างกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบโดยหลักการวินิจฉัย

6. หาก งบที่บริหารโดย สสส. ที่มาจากภาษีสุรา ภาษีสุกร ไม่ได้ใช้หลักการกียาสดังกล่าว การบอกว่างบดังกล่าวเป็นงบที่ชอบธรรม มุสลิมสามารถใช้ประโยชน์ได้ จะใช้หลักการใด ?

ตอบ: ผมคิดว่าคำตอบตั้งแต่หน้าแรกคงจะชัดเจนว่า การที่กฎหมายอิสลามให้การยอมรับถึงความชอบธรรมของการมูอามะละฮฺ ระหว่างผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยกันนั้นคือ คำตอบ ฉะนั้นกรณีนี้เป็นกรณีที่ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน และทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างรัฐอิสลามกับรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลาม และความแตกต่างของบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามกับบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น ในบริบทความชอบธรรมในเชิงกฎหมาย ความชัดเจนก็จะเกิดขึ้น

สุด ท้ายนี้ กระผมใคร่ขอเรียกร้องจากผู้รู้ในสังคมบ้านเราน่าจะจับเข่าพูดคุยกันและแสดง ความคิดเห็นในเชิงสัมมนาวิชาการหรือประชุมหาความชัดเจนในระดับที่เกิดความ รู้สึกเชื่อมั่นและความสบายใจของมุสลิมในสังคมบ้านเรา เพื่อไม่ให้เกิดฟิตนะฮฺ ซึ่งกระผมเห็นว่าเป็นการไม่สมควรที่ปัญหาซึ่งมีความละเอียดอ่อนอย่างกรณีนี้ จะใช้เวทีทางสื่อหนังสือพิมพ์หรือสือทางอินเตอร์เน็ตเพื่อแสดงความเห็นหรือ ฟัตวา และขอให้อัลลออฮฺคุ้มครองทุกคน

วัสลาม
นายมะรอนิง   สาแลมิง

 อีกมุมมองหนึ่งของ คุณริฎอ อะหมัด สมะดี  นักวิชาการจากกลุ่ม

มุสลิมเพื่อสันติ ได้ออกแถลงการให้ทรรศนะ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้


แถลงการณ์

เรียน พี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมาต และพี่น้องต่างศาสนิกผู้มีจิตสำนึก ศีลธรรม และคุณธรรม 

เรื่อง หุกุ่ม(คำชี้ขาด)ของศาสนาอิสลามเกี่ยวกับการใช้กองทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ศานติและความเมตตาจงประสบแด่ท่านนบีมุฮัมมัด และบรรดาสาวกของท่าน และผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางของท่าน

ในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ทรงยึดความรู้จากกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด โดยยึดความรู้จากหัวใจของผู้รู้ดอก แต่ทว่าพระองค์จะทรงยึดความรู้จากกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด ด้วยการยึดชีวิตของผู้รู้ จนกระทั่งจะไม่เหลือซึ่งผู้รู้สักคนหนึ่ง บรรดามนุษย์ทั้งหลายก็จะยึดผู้โง่เขลางมงายเป็นหัวหน้า พวกเขา(ผู้โง่เขลา)จะให้คำชี้ขาด(ในเรื่องศาสนา)โดยไร้ความรู้ พวกเขาจึงหลงผิดและจะทำให้ผู้อื่นหลงผิดไปด้วยสภาพที่ถูกระบุในหะดีษนี้เป็นสภาพที่น่าสังเกตในสังคมปัจจุบัน ไม่กล่าวถึงเรื่องปลีกย่อยลึกลับหรือคลุมเครือ แต่พูดถึงกรณีปัญหาที่ใหญ่โตชัดเจนและมีคำชี้ขาดอยู่แล้ว 

ปัญหากองทุน สสส. มิใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดในสังคมของเรา หากเป็นผลร้ายที่เกิดจากการที่สังคมมุสลิมไม่ตระหนักในจุดยืนและอุดมการณ์ของอิสลามตั้งแต่แรก และยังมีเรื่องการเมือง(ในประเทศและต่างประเทศ) และเรื่องอิทธิพลของศัตรูอิสลามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อย่างชัดเจน 

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะชี้แจงในเรื่องกองทุน สสส. ขอนำเสนอซึ่งอุดมการณ์และเหตุผลที่มุสลิมต้องตระหนักอย่างมั่นคงดังต่อไปนี้ 

1. คำชี้ขาดในหลักการอิสลามต้องอาศัยหลักฐานจากอัลกุรอาน และซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และอิจญฺมาอฺ (คือ การลงมติเอกฉันท์ในคณะนักปราชญ์ของศาสนาอิสลาม จึงมีน้ำหนักเท่าเทียมกับพระดำรัสในอัลกุรอานและหะดีษ) หากไม่มีหลักฐานข้างต้นก็ต้องใช้การวินิจฉัยด้วยหลักการทั่วไปของศาสนบัญญัติแห่งอัลอิสลาม ประกอบด้วยการยึดมั่นในเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติต่างๆในกฎหมายอิสลาม 

2. มุสลิมเชื่อมั่นว่าชีวิตของเขาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า อันเป็นสภาพที่จะทำให้เขาต้องคำนึงถึงพระบัญชาแห่งพระเจ้าอยู่เสมอและจะทำให้ชีวิตของมุสลิมนั้นขึ้นอยู่กับหลักกฎหมาย จริยธรรม และศีลธรรมแห่งอิสลาม 

3. เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างนักปราชญ์ จำเป็นต้องให้คำชี้ขาดและน้ำหนักอยู่กับฝ่ายที่มีหลักฐานจากศาสนบัญญัติ 

4. สิ่งใดที่จะทำลายหลักศรัทธา หลักศีลธรรม อุดมการณ์ของมุสลิม และความมั่นคงของสังคม มุสลิมจำเป็นต้องประกาศความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามความชั่ว อันเป็นบทบาทของประชาชาติอัลอิสลาม และเป็นคุณสมบัติของมุสลิมทุกคน 

5. ผู้มีสิทธิในการให้คำชี้ขาด(ฟัตวา)คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติ 2 ประการที่สำคัญคือ 

1 – มีความรู้ด้านวิชาการศาสนารวมทั้งภาษาอาหรับ นิติศาสตร์ และวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และเอื้ออำนวยให้การวินิจฉัยนั้นไปตามกระบวนการของอิจญฺติฮาด(คือการวินิจฉัยในตัวบท) 

2 – มีความรู้เกี่ยวกับกรณีหรือวาระหรือเหตุการณ์ที่กำลังวินิจฉัยอย่างละเอียด(ฟิกฮุลวาเกียะอฺ) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้คำชี้ขาด(ฟัตวา)สอดคล้องกับความเป็นจริง 

จากห้าประการดังกล่าว ข้าพเจ้าขอนำเสนอข้อมูล(ที่เป็นความจริง)เกี่ยวกับกองทุน สสส. เพื่อเป็นการเริ่มวินิจฉัยเรื่องนี้ให้ตรงประเด็น จึงขอสรุปข้อมูลเกี่ยวกับกองทุน สสส. ดังต่อไปนี้ 

1. ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่เป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมส่วนน้อยอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย โดยมีสิทธิหน้าที่ถูกระบุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2545 และประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้กฎหมายอิสลาม ซึ่งมุสลิมจำเป็นต้องประสบปัญหาเมื่อกฎหมายไทยไม่ตรงกับกฎหมายอิสลาม แต่ตามหลักศาสนาอิสลาม หากเป็นข้อบังคับที่จำเป็นต้องปฏิบัติ(โดยถ้าไม่ปฏิบัติอาจประสบความเสียหายทางศาสนา ชีวิต ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ) ก็อนุโลมให้กระทำโดยไม่มีโทษ 

2. รัฐบาลมีนโยบายบางประการที่ไม่ตรงกับหลักการศาสนาอิสลามอยู่แล้ว เฉกเช่น การส่งเสริมการค้าบางประเภทที่ไม่อนุมัติตามหลักศาสนาอิสลาม อาทิเช่น การค้าสุรา หรือการท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายในทัศนะอิสลาม แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย หรือนโยบายของรัฐบาลก็ตาม จะไม่บังคับประชาชนให้เลือกสิ่งที่ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นความชั่วร้าย ดังนั้น มุสลิมทุกคนในประเทศไทยมีทางเลือกในกรณีดังกล่าว 

3. รัฐบาลตระหนักในผลอันตรายของอบายมุขที่มีอยู่ในสังคม อาทิ ยาสูบ สุรา ยาเสพติด การค้าประเวณี จึงมีวิถีทางหลายรูปแบบที่จะขจัดสิ่งดังกล่าว แต่บางรูปแบบอาจไม่สอดคล้องกับความถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม 

4. รัฐบาลได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษี ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ให้แต่งตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งในพระราชบัญญัติได้ระบุว่า แหล่งเงินทุนหลักของ สสส. มาจากเงินบำรุงที่รัฐจัดเก็บจากผู้ผลิตและนำเข้าสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่ต้องชำระ 

5. กองทุนของ สสส. เป็นส่วนภาษีที่ถูกแยกอย่างชัดเจนโดยมีพระราชบัญญัติและระเบียบข้อบังคับที่จะควบคุมการบริหารเงินก้อนนี้ ซึ่งลักษณะของกองทุน สสส. มีความชัดเจนตามกฎหมาย ซึ่งไม่มีใครสามารถกล่าวหาหรือบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะดังกล่าว 

จากข้อมูลข้างต้นเราสามารถชี้ขาดว่า กองทุนของ สสส. เป็นกองทุนที่มี 2 ลักษณะ 

1. เป็นภาษี 

2. เป็นส่วนรายได้ที่มาจากสุราและยาสูบ 

จากสองลักษณะดังกล่าวที่พิสูจน์แล้วว่าสอดคล้องกับความเป็นจริง คำถามที่จะเกิดตามมาคือ กองทุนของ สสส. ที่มีลักษณะดังกล่าว มุสลิมสามารถนำเอามาใช้ในกิจกรรมส่วนตัวหรือส่วนรวม หรือกิจกรรมศาสนา หรือกิจกรรมสังคม ได้หรือไม่ 

คำตอบก็จะแบ่งเป็น 4 หัวข้อที่สืบเนื่องกัน 

1.รายได้หรือเงินหรือทรัพย์สมบัติที่หะรอมไม่อนุญาตให้มุสลิมใช้เป็นอันขาด 

2.การเก็บภาษีเป็นสิ่งที่อนุมัติในหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ 

3.รายได้จากสุรา ยาสูบ หรืออบายมุขต่างๆ เป็นรายได้หะล้าลหรือหะรอม 

4.มีทางออกหรือทัศนะใดที่อนุมัติให้ใช้กองทุนดังกล่าวหรือไม่ 

ประการที่

รายได้หรือเงินหรือทรัพย์สมบัติที่หะรอมไม่อนุญาตให้มุสลิมใช้เป็นอันขาด 

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าศาสนาอิสลามห้ามบริโภคและใช้ทรัพย์สินที่มาจากแหล่งต้องห้าม แม้จะเป็นรายได้ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม หรืออื่นๆ ซึ่งมีหลักฐานดังต่อไปนี้ 

1. “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงบริโภคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากสิ่งดีๆทั้งหลาย” “สิ่งดีๆหมายถึง สิ่งหะล้าล 

2. “และ(นบีมุฮัมมัด)จะอนุมัติให้แก่พวกเขา(ประชาชาติ)สิ่งที่ดีๆทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขาซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย

3. ในการบันทึกของอัลบุคอรียฺและมุสลิม รายงานโดย อันนุอฺมาน อิบนุบะชีร จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงสิ่งหะล้าลมีความชัดเจนแล้ว และสิ่งหะรอมก็มีความชัดเจน(เช่นเดียวกัน) และระหว่างหะล้าลกับหะรอมจะมีสิ่งคลุมเครือ มนุษย์ส่วนมากจะไม่รู้ ใครที่สำรวมตนจากข้อคลุมเครือนั้นก็จะทำให้ศาสนาและชื่อเสียงของเขามีความบริสุทธิ์ และใครที่ตกอยู่(กระทำ)ข้อคลุมเครือ ก็จะตกอยู่(กระทำ)สิ่งหะรอมหะดีษบทนี้มิได้ห้ามแต่เพียงสิ่งหะรอมชัดเจน แต่ยังห้ามสิ่งที่คลุมเครือด้วย 

ท่านอิมามอบูฏอลิบ อัลมักกียฺ ได้กล่าวในหนังสือกูตุลกุลูบว่า การค้าและอาชีพทุกชนิดที่บ่าวของอัลลอฮฺจะฝืนพระบัญญัติแห่งคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮฺ ก็มิใช่การค้าหรืออาชีพที่หะล้าล ถึงแม้ว่าชื่อ(หะล้าล)จะปรากฏ เพราะเนื้อหาของชื่อที่ถูกต้องไม่ปรากฏ 

ประการที่

การเก็บภาษีเป็นสิ่งที่อนุมัติในหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ 

การเก็บภาษีโดยอยุติธรรมถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ท่านอิมามอิบนุฮัซมฺ ได้กล่าวว่า และมีเอกฉันท์ว่าจุดเก็บภาษีตามทางเดิน หรือหน้าประตูเมืองต่างๆ หรือที่ถูกเก็บตามตลาดต่างๆ จากสินค้าที่ถูกนำมาโดยผู้เดินทางหรือพ่อค้า ถือเป็นความอธรรมอย่างมหันต์ สิ่งต้องห้ามและเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักการ และในฮาชีญะตุลบิเญรมี(มัซฮับชาฟิอียฺ) มีคำกล่าวว่า สำหรับอัลอะการิอฺ(อาหารชนิดหนึ่ง)ที่ถูกเก็บเป็นภาษีในปัจจุบันนี้(สมัยท่านบิเญรมี) ทัศนะที่เที่ยงธรรมคือต้องห้าม(เป็นหะรอม) และในหนังสืออัลอัชบาฮุวันนะซออิรุ ฟีเกาะวาอิดิ วะฟุรูอิ ฟิกฮิชชาฟิอียะติ ของอิมามสะยูฏียฺ หน้า 105 ท่านอิมามสะยูฏียฺได้ระบุกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการวินิจฉัยให้คำตัดสินสำหรับผู้วินิจฉัย ซึ่งมีสำนวนว่า อิซัจตะมะอะ อัลหะลาลุวัลหะรอมุ ฆอละบัลหะรอม หมายความว่า ถ้าทรัพย์สินหะล้าลรวมกับทรัพย์สินหะรอม ทรัพย์สินหะรอมจะมีน้ำหนักมากกว่า ท่านอิมามสะยูฏียฺได้รายงานจากคำชี้ขาดของอิมามนะวะวียฺดังต่อไปนี้ ถ้าผู้เก็บภาษี(โดยอยุติธรรม)จากคนหนึ่งคนใดได้ยืมเงินจำนวนหนึ่งและนำไปปะปนกับเงินภาษี(ที่เป็นความอธรรม) และได้คืนเงินยืมที่ถูกปะปนแล้ว ไม่อนุมัติให้ใช้เงินภาษีดังกล่าวจนกระทั่งต้องคืนแก่เจ้าของเงินจำนวนนั้น และในฟะตาวาอิบนิศศ่อลาฮฺ มีฟัตวาดังต่อไปนี้ หากเงินจำนวนหนึ่งที่เป็นเงินหะล้าลถูกปะปนด้วยเงินหะรอม และไม่สามารถรู้จำนวนเงินที่หะรอม วิธีปฏิบัติคือการจำแนกจำนวนเงินหะรอมด้วยเจตนาแบ่งสัดส่วนและใช้ส่วนเหลือ(หมายถึงไม่อนุญาตให้ใช้เงินหะรอม) และในหนังสืออิหฺยาอุอุลูมิดดีนของอิมามฆอซาลียฺมีคำกล่าวดังนี้ หากเมืองหนึ่งเมืองใดมีเงินหะรอมจำนวนมาก(ถูกปะปนกับเงินหะล้าล ไม่เป็นที่ต้องห้ามซึ่งการค้า(การซื้อการขาย) แต่ทว่าใช้เงินดังกล่าวได้ เว้นแต่กรณีที่เงินหะรอมนั้นมีลักษณะชัดเจน(ว่าเป็นเงินหะรอม)ก็ไม่อนุญาตให้ใช้ จากคำกล่าวของผู้รู้ที่ระบุข้างต้น ซึ่งเป็นบรรดานักปราชญ์ในมัซฮับชาฟิอียฺทั้งสิ้น จะเห็นว่าทรัพย์สินที่มีลักษณะหะรอมแล้ว ไม่อนุญาตให้นำมาใช้เป็นอันขาด 

ในมัซฮับอิมามอบูหะนีฟะฮฺ อิมามมาลิก และอิมามอะหมัด มีคำชี้ขาดเกี่ยวกับเรื่องภาษีที่อยุติธรรมเช่นที่ระบุข้างต้นจากมัซฮับชาฟิอียฺ 

ตามข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเกี่ยวกับกองทุน สสส. พี่น้องมุสลิมย่อมจะตระหนักว่าภาษีที่ถูกเก็บจากสุราและยาสูบ นอกเหนือว่าเป็นภาษีที่ถูกเก็บโดยอยุติธรรม ยังเป็นภาษีที่ถูกเก็บจากรายได้สินค้าที่ต้องห้ามตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งจำเป็นต้องปราบปรามการค้าสุราและยาสูบ มิใช่ส่งเสริมหรืออนุโลม และการใช้ภาษีดังกล่าวถือว่าเป็นการยอมรับในระบบการเก็บภาษีจากสินค้าดังกล่าว ซึ่งไม่มีข้อบังคับที่จะให้มุสลิมต้องใช้กองทุนนี้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า กองทุน สสส. เป็นส่วนภาษีที่หะรอมตามหลักการศาสนาอิสลาม และจำเป็นต้องปฏิเสธและห่างไกลเพื่อสำรวมสังคมมุสลิมให้ปราศจากมลทินและข้อห้ามต่างๆ 

ประการที่

รายได้จากสุรา ยาสูบ หรืออบายมุขต่างๆ เป็นรายได้หะล้าลหรือหะรอม 

สุรากับยาสูบตามหลักศาสนาอิสลามและกฎหมายบ้านเมือง เป็นอบายมุขที่ขัดกับศีลธรรมทุกศาสนา ตามสถิติอุบัติเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากสุราและบุหรี่มีข้อมูลที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามันนำความหายนะมาสู่ประชาชน จึงไม่มีข้อแคลงใจว่าเป็นสินค้าที่ต้องถูกต่อต้านโดยทั่วไป และในคัมภีร์อัลกุรอานมีคำสั่งใช้ให้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้ ในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 90 ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ที่จริงสุราและการพนัน และแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้น เป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จคำว่า ฟัจญฺตะนิบู ในอายะฮฺนี้ถูกแปลว่า จงห่างไกลจากมันเสีย ซึ่งเป็นคำสั่ง(อัมรฺ) และคำสั่งในอัลกุรอานย่อมมีความจำเป็นต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การเกี่ยวข้องหรือบริโภคหรือใช้กองทุน สสส. ถือว่าขัดกับคำสั่งของอัลกุรอาน ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นที่จะบังคับสังคมมุสลิมให้ใช้กองทุนดังกล่าว และยังเป็นกองทุนที่จะทำลายจุดยืนอันเข้มแข็งของสังคมมุสลิมเกี่ยวกับอบายมุขที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งตลอดประวัติศาสตร์สังคมมุสลิม บรรพบุรุษและนักปราชญ์อิสลามได้สร้างชื่อเสียงและจุดยืนต่ออบายมุขต่างๆ หากเราได้ใช้กองทุน สสส. ปัจจุบันนี้ ก็เปรียบเสมือนเรากำลังทำลายชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความบริสุทธิ์ของชาวมุสลิม 

ข้าพเจ้าขอให้พี่น้องตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้นำกองทุนของเขามาส่งเสริมกิจกรรมศาสนาของชาวมุสลิม เช่น การจัดรายการวิทยุภาคมุสลิม บรรดามูลนิธิและสมาคมที่เผยแผ่อิสลาม หรือชมรมมุสลิมต่างๆ ทั้งๆที่กิจกรรมของสถาบันดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพทั้งสิ้น จึงเป็นข้อสงสัยที่ทำให้สังคมมุสลิมต้องระมัดระวังในการรับการสนับสนุนจากหน่วยราชการหรือสถาบันที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะที่มีข้อเกี่ยวข้องกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา 

ประการที่

มีทางออกหรือทัศนะใดที่อนุมัติให้ใช้กองทุน สสส. หรือไม่ 

คำชี้ขาดของผู้รู้บางท่านได้อ้างถึงคำกล่าวในมัซฮับต่างๆที่พูดถึงทรัพย์สินหะรอมที่อยู่ในบัยตุลมาล(คือกระทรวงการคลังของสังคม) ซึ่งมีทัศนะที่อนุโลมให้ใช้ทรัพย์สินประเภทนี้ จึงทำให้ผู้รู้บางท่านคิดว่าลักษณะกองทุน สสส. สอดคล้องกับลักษณะทรัพย์สินที่ระบุข้างต้น แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะกระทรวงการคลังแห่งประเทศไทยไม่ได้ใช้มาตรการของการปกครองแผ่นดินด้วยกฎหมายอิสลาม ซึ่งทำให้ระบบต่างๆเกี่ยวกับการบริหารย่อมมีข้อขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลาม ส่วนทัศนะที่ระบุข้างต้นได้พูดถึงเงินหะรอมที่ถูกนำมาอยู่ในกระทรวงการคลัง โดยไม่ใช่รายได้ของประเทศชาติ เฉกเช่นเงินขโมยหรือทรัพย์สินผู้ทุจริตที่ถูกยึดมา หรือทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งจำเป็นต้องมีทางออก เพราะไม่ได้ถูกเรียกมาโดยระบบของกระทรวงการคลัง แต่กองทุน สสส. หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นรายได้ประจำของกระทรวงการคลัง และมีกฎหมายควบคุมอยู่ จึงแตกต่างจากเงินดังกล่าว และกองทุน สสส. นั้นมิใช่แต่เพียงทรัพย์สินหะรอมที่ปะปนกับรายได้อันบริสุทธิ์อื่นๆ แต่เป็นกองทุนที่ถูกแยกจากภาษีอื่นๆ ด้วยพระราชบัญญัติเฉพาะ จึงทำให้ลักษณะกองทุน สสส. มีความชัดเจนในตัวมัน ก็หมายถึงอยู่ในเครือข่ายคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่กล่าวไว้ว่า วัลหะรอมุบัยยินุนหมายถึง สิ่งที่ต้องห้ามก็มีความชัดเจนแล้ว 

ส่วนข้าพเจ้าเห็นว่ากองทุน สสส. ซึ่งไม่มีความขัดแย้งว่ามาจากแหล่งที่ต้องห้ามตามทัศนะอิสลามแน่นอน เป็นกองทุนที่กำลังถูกนำไปฟอกในสังคมมุสลิมเหมือนเงินฟอกที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่กองทุน สสส. ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมืองแต่ผิดกฎหมายอิสลาม เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ ปปง. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ไม่มีสิทธิตรวจสอบกองทุน สสส. ทั้งๆที่เป็นเงินที่งอกมาโดยไม่ชอบธรรม เปรียบเสมือนหวยบนดินที่รัฐบาลจัดการอยู่ไม่ได้ถูกปราบปราม แต่ที่อยู่ใต้ดินจึงเป็นหวยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสภาพที่ให้เห็นว่าการวินิจฉัยตัดสินว่ากองทุน สสส. ใช้ได้นั้น เป็น การวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนไม่รอบคอบและไม่เจาะลึกถึงระบบการบริหารและการ ปกครองบ้านเมืองโดยคำนึงถึงหลักการศาสนาอิสลามที่ใช้ให้มุสลิมเป็นตัวอย่าง แห่งสัจธรรมและศีลธรรม ข้าพเจ้าขอให้พี่น้องมุสลิมมองถึงกองทุน สสส. ว่าเป็นทรัพย์สินที่ทรยศสังคม ทรัพย์สินโสมมและสกปรกที่กำลังถูกนำมาฟอกในสังคมมุสลิม เพื่อให้สังคมมุสลิมมีความรับผิดชอบในส่วนสกปรกนั้น และขอให้พี่น้องมุสลิมทั้งหลายมีวิสัยทัศน์ที่คำนึงถึงผลเสียหายด้านความบะรอกัตที่จะเกิดจากกองทุน สสส. 

นอกจากนั้นกองทุน สสส. มิใช่เงินตอบแทนต่อผลงานที่สังคมมุสลิมได้รับใช้รัฐบาลไว้ แต่เป็นทรัพย์สินที่ถูกนำเสนอจากรัฐบาลฝ่ายเดียว ทั้งๆที่มุสลิมไม่มีส่วนจ่ายภาษีเกี่ยวกับสินค้าสุราและยาสูบทั้งสิ้น จากเหตุผลดังกล่าวและอื่นๆที่เกี่ยวกับสถานการณ์สังคมภายในประเทศและต่างประเทศ และเหตุผลเกี่ยวกับการเผชิญระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับวัฒนธรรมอื่นๆ และเหตุผลเกี่ยวกับแผนการของศัตรูอิสลามที่ต้องการทำลายสังคมมุสลิมทุกพื้นที่ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่ามีทางออกหรือทัศนะใดๆ ที่จะอนุโลมให้สังคมมุสลิมใช้กองทุน สสส. ได้ 

อย่างไรก็ตาม การที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการนำกองทุน สสส. มาใช้ในสังคมมุสลิมนั้น มิใช่หมายรวมว่ากองทุนนี้ต้องทำลายหรือไม่ใช้เป็นอันขาด แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากองทุนนี้รัฐบาลควรนำไปใช้ในสาธารณประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา เช่น การช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจากการดื่มสุรา สูบบุหรี่ และเสพยา หรือนำไปช่วยเหลือคนป่วยที่มีโรคร้ายแรงและไม่มีกองทุนสนับสนุน อาทิเช่น คนที่มีโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ต้องการฟอกไตอย่างสม่ำเสมอ และกรณีที่มีลักษณะเช่นนี้ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะอนุโลมให้กลุ่มนี้ใช้กองทุนนี้ได้ เปรียบได้กับที่ศาสนาอนุโลมให้รับประทานอาหารหะรอมในกรณีฎอรูเราะฮฺ ซึ่งจากตรงนี้พี่น้องจะเห็นว่า กิจกรรมของมัสยิดและสถาบันต่างๆในสังคมมุสลิมไม่มีความจำเป็นที่จะรับเงินก้อนนี้ ดังนั้นขอให้พี่น้องมุสลิมทุกท่าน โดยเฉพาะผู้บริหารองค์กร หนักแน่นในหลักการศาสนาอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รู้ที่เป็นผู้นำสังคมจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งและตระหนักในจริยธรรมอิสลาม และอย่าให้เรื่องการเมืองและผลประโยชน์เป็นตัวตั้งในปัญหานี้ 

สุดท้าย คำแถลงนี้ข้าพเจ้าได้ประกาศออกมาอย่างเร่งด่วน แต่หากนักวิชาการและองค์กรมุสลิมที่ต้องการผลวินิจฉัยตามกระบวนการการวินิจฉัย(อิจญฺติฮาด) โดยภาษาอาหรับ สามารถติดต่อข้าพเจ้าได้ 

ขอพระองค์อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานความเตาฟีกฮิดายะฮฺให้แก่พี่น้องมุสลิมในสังคมของเราโดยทั่วกันเทอญ 

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี 

บางกอกน้อย 

14 กันยายน 2547

นำมาให้พิจรณาดู สองทรรศนะจากหนึ่งดอกเตอร์

และหนึ่งนักวิชาการ โปรดใช้วิจรณญานในการตัดสินใจ

โดย katiya

 

กลับไปที่ www.oknation.net