วันที่ ศุกร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์


เอนทรีไนท์สปอตซีรีส์ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นลำดับที่สามติดต่อกัน ถ้ารวม ปานศักดิ์ และ
มาลีวัลย์และชรัส ก็นับเป็นเรื่องที่ห้าประจำบล็อกนี้แล้วล่ะครับ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแพลนเดิม
ที่ไนท์สปอตวางไว้ พี่เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ควรจะเป็นศิลปินเบอร์แรกที่ออกกับค่ายนี้
แต่ด้วยการเตรียมงานที่ใช้เวลาร่วม 8-9 เดือน กว่าจะได้บินไปบันทึกเสียงทำให้ "แดนศิวิไลซ์"
มาออกทีหลังในปี 2528 และเป็นงานที่สร้างเครดิตให้กับไนท์สปอตในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ที่มาของงานชุดนี้เริ่มที่ มล.รุจยาภา อาภากร เพื่อน ดี.เจ.ของธเนศทราบว่าเขาทำเพลงเก็บไว้เรื่อยๆ
จึงขอนำเดโมไปเปิดออกอากาศในรายการ
Nite Spot Show คลื่น 94.0 เอฟเอ็ม ส่วนธเนศนั้น
จัดรายการ
Radio Active คลื่น 99.0 เอฟเอ็ม (เป็นรายการโปรดของผู้เขียนทั้งสองคลื่น)

เริ่มกันด้วยภาคประวัติที่เป็นภาคบังคับประจำบล็อกนี้ไปแล้ว (ถ้าหามาได้) ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เกิดวันที่ 9 กันยายน 2501 ที่สมุทรสงครามเป็นคนโตในจำนวนพี่น้อง 5 คน หนึ่งในน้องๆ 4 คนนั้น
คือ พี่ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง เรียนชั้นประถม 1-6 ที่โรงเรียนศักดิ์ประสิทธิ์วิทยา สมุทรสงคราม
ย้ายมาเรียนประถม 7 ในกรุงเทพที่โรงเรียนวัดนาคปรก และจบ ม.ศ.3 ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ
จากนั้นเข้าเรียนที่วิทยาลัยอุเทนถวายจบแล้วเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ
สาขาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (ไม่ได้ลอกวิกิพีเดียมานะครับพี่น้องครับ...555)

พี่เอกนั้นชอบฟังละครวิทยุมาตั้งแต่เด็ก และเข้าประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ ประเภทงานโรงเรียน
เมื่อเข้ามาเรียนที่กรุงเทพได้ตั้งวงดนตรีเล่นกับเพื่อนๆ ชื่อว่าวง "ชูธง" ในช่วงเวลาสั้นๆ ตอนอยู่
อุเทนถวายสมัครเข้าร่วมแสดงละครเวทีกับ ม.ล. ปิ่น มาลากุล เรื่อง "มัทนะพาธา" ผลงานการแสดง
จากเวทีนี้ทำให้เข้าตา ปนัดดา กัลยจาฤกษ์ จึงชักชวนธเนศมาเล่นละครทีวีเรื่อง "นางฟ้า" ตามด้วย
"คนหัวโขน" แล "คนโฆษณา" ละครที่สร้างชื่อให้พี่เอกคือละครชุดเรื่อง "38 ซอย 2" นอกจากนี้
ยังไปร่วมเล่นในบางตอนของ "บาปบริสุทธิ์" กับ "ร้อยชีวิต" (ช่อง 3) ด้วย

ความที่รักดนตรีเป็นทุนเดิมธเนศจึงต้องการมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ ลองจัดมาหลายรายการ
ในที่สุดเมื่อไนท์สปอตเปิดรับสมัครเขาจึงได้กลายมาเป็นดี.เจ.ที่นี่ เริ่มจัด
Nice & Easy ก่อน
จากนั้นจึงมาจัด
Radio Active บทบาทอีกหนึ่งบทบาทที่หลายๆคนในยุคนั้นมาวันนี้อาจจะลืมไป
แล้วคือการเป็นพิธีกรในรายการคอนเสิร์ตแดดเดียว หลังจากออกเทป "แดนศิวิไลซ์" ธเนศมารับ
บทเป็น "เทพ" ในละคร "เทวดาตกสวรรค์" เป็นละครของไนท์สปอตที่สร้างความแปลกใหม่ให้
วงการทีวีระดับหนึ่งทีเดียว

กลับมาที่ภาคผลงานทุกวันนี้อัลบั้ม "แดนศิวิไลซ์" ผ่านการทดสอบของกาลเวลามาได้ร่วม 23 ปีแล้ว
เป็นงานที่ยังได้รับการถามหามากที่สุดงานหนึ่ง นิตยสาร
DDT ฉบับที่ 27 ประจำเดือนเมษายน 2007
ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "10
Cool Albums in the Past 25 Years" และ "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต"
งานที่ออกตามมาก็อยู่ในลิสต์ดังกล่าวด้วย ทุกวันนี้ที่ยังไม่การรีอิสชูออกมา ถามจากร้านขายเทป
มือสองเขาบอกว่าติดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ในประเด็นที่ว่าใครคือผู้ถือสิทธิ์ในการผลิตงานชุดนี้ใน
ปัจจุบัน เนื่องจากดับบลิวอีเอประเทศไทยนั้นปิดตัวเองไปนานแล้ว ออนป้าผู้แทนจำหน่ายในตอน
นั้นเคยผลิตงานชุดนี้ออกมาเป็นซีดีแล้วรอบหนึ่งซึ่งกลายเป็นของหายากไปแล้วในปัจจุบัน

 ปก: สิทธิ์ วรรณศิริ

"แดนศิวิไลซ์" บันทึกเสียงที่ Village Recorder ลอนดอน อังกฤษ โดยมี อัสนี โชติกุล ได้รับ
มอบหมายจากไนท์สปอตให้บินไปคุมงานผลิตร่วมกับ
Lea Heart ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นยุค 80 และฟัง
เพลงฝรั่งกันแบบตามติดสักนิดคงจะจำได้ว่า
Lea Heart เคยมาเล่นที่เมืองไทยในนามวง Ya Ya
และอีกครั้งในนามวง
Lea Heart & The Roll Up ไนท์สปอตจองห้องอัดในการบันทึกเสียงทั้งสิ้น
14 วัน แต่ได้ทำงานจริง 12 วันเนื่องจากเครื่องบันทึกเสียง 24 แทร็ค เสียต้องใช้เวลาซ่อม 2 วัน
ส่วนการเตรียมงานนั้นธเนศและอัสนีระดมสมองปรับเปลี่ยนแก้ไขงานกันร่วมปีก่อนจะทำเดโม่ส่ง
ไปให้นักดนตรีอังกฤษซักซ้อมกันล่วงหน้า อัสนีพูดถึงการโปรดิวซ์งานชุดนี้ว่างานชุดนี้ไม่ควรยุ่ง
ยากหรือซับซ้อนเกินไปนักและพยายามทำเพลงให้มีสีสัน ทั้งนี้โดยตีโจทย์ว่าดนตรีของธเนศต้อง
การนำเสนอคนรุ่นใหม่ ด้านซาวนด์เอนจิเนียร์ได้
Gary Edwards เคยร่วมงานกับ George Martin,
Roxy Music, Queen และ Rainbow มาคุมการบันทึกเสียง ถึงแม้ต้องทำงานแข่งกับเวลาที่มีอยู่
จำกัดและมีหลายจุดที่ทั้งอัสนีและธเนศอยากจะแก้ไขให้สมบูรณ์กว่านี้แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ
ทุกฝ่ายจึงต้องปิดเซสชั่นการบันทึกเสียงด้วยความพึงพอใจระดับหนึ่ง

"เบื่อคนบ่น" เปิดศักราชใหม่ให้กับวงการเพลงไทย เป็นซินธีไซเซอร์ร็อคที่มีบีทแน่นมากๆ มีการ
ร้องในลักษณะแร๊พซึ่งไม่เพียงแต่เป็นของใหม่สำหรับเพลงไทยเท่านั้น ในขณะนั้นแร๊ฟยังจำกัด
อยู่ในวงแคบของคนผิวสี เรียกได้ว่าธเนศดึงจุดนี้มาผสมผสานได้ล้ำสมัยมาก

"ดนตรี" แทร็คที่สองเป็นแทร็คมีโครงสร้างสัดส่วนของดนตรีร็อคที่สมบูรณ์มาก เสียงซินธีไซเซอร์
และริฟฟ์กีต้าร์ตอนอินโทรนั้นทำได้ถึงมากๆ ถึงทั้งความคมของเสียงและริธึ่มที่เล่นได้แน่นมาก
ต้องให้เครดิต
Gary Edwards ในการมิกซ์ดาวน์เสียงได้คมชัดจริงๆ แทร็คนี้คือเบสท์แทร็คของ
ผู้เขียน

"ดีใจ" ขึ้นด้วยเปียโนที่ให้อารมณ์เหงา เป็นบัลลาดที่ฟังแล้วไม่เลี่ยนพี่เอกร้องด้วยฟีลที่เข้าถึงจริงๆ
นี่คือจุดแข็งของศิลปินที่เขียนเพลงเอง

"ไม่รู้รึไง....โอ๊ย" เป็นเมทัลแบบซอฟท์ๆ จังหวะโจ๊ะๆ เสียงกีต้าร์เคลียร์มาก ถ้าร็อคต้องมันส์เพลง
นี้ทำได้ถึงจุดนั้น

"ลุงคิดกับหลานชิดชัยและแดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า" รุ่นผมไม่มีใครเรียกชื่อเพลงนี้เต็มๆ เรียกว่า
เพลง "แดนศิวิไลซ์" กันติดปาก เป็นร็อคที่เรียบเรียงดนตรีขยับเข้าใกล้พรมแดนดนตรีโปรเกรส
สีฟมากกว่าเพื่อน ท่อนกลางเรียบเรียงดนตรีออกมาให้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนพอประมาณ แต่ยัง
ทำได้ไม่ "ถึง" ดีนัก

"ใช่...ผู้หญิง" ดนตรีมาสไตล์เพลง Drive ของ
The Cars ที่กำลังมาแรงในปีนั้น แต่เพิ่มเสียงแซ็ก
โซโฟนเข้าไปทำให้เพลงหวานขึ้นมากๆ

"(จริง ๆ)...เพลงในใจ" และ "(
?)...ในถนน" เป็นร็อคที่มีฟีลซีเรียส เพลงที่เป็นจุดอ่อนในแง่
ออริจินัลที่ปรากฏขึ้นมาในงานชุดนี้ด้วยคือ "คนเกลียดคน...อย่า(ก)ออกไป" ที่ฟังกี่ครั้งๆ ก็ไป
เหมือนกับเพลง "
Helpless Automation" ของวง Men at Work จากชุด Business As Usual
(1982) และไม่ได้ให้เครดิตเอาไว้ ทำให้ผู้เขียนพาลคิดไปด้วยว่าเพลงอื่นๆ ในชุดจะมีหยิบยืม
เพลงอื่นๆมาใช้อีกหรือไม่แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่มี


ในภาพรวมแล้ว "แดนศิวิไลซ์" เป็นงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพาณิชย์และศิลป์ ได้อย่างลงตัวมาก
ที่สุดชุดหนึ่ง ตอนออกแสดงโปรโมทงานชุดนี้ไนท์สปอตให้ "คาไลโดสโคป" มาแล่นแบ็คอัพซึ่ง
ทางวงเล่นได้แน่นมาก เป็นงานที่จัดเป็น
Greatest Album อีกชุดหนึ่งของวงการดนตรีไทยแม้จะ
มีจุดอ่อนเล็กๆน้อยๆ ในความเป็นออริจินัลของบางเพลง


เครดิต
:-
ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
- คำร้อง-ทำนอง
Lea Heart - กีตาร์
Terry Stevens - เบส
Ray Callcut - ลีดกีตาร์
Graham Garrett - กลอง
Nick Coler - เปียโน, คีย์บอร์ด
Jeff Finch - เฟรทเลสเบส
John Earle - อัลโตแซ็กโซโฟน

อัสนี โชติกุล/
Lea Heart: โปรดิวเซอร์
Gary Edwards: ซาวนด์เอนจิเนียร์

โดย kilroy

 

กลับไปที่ www.oknation.net