วันที่ เสาร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ (revisited)


นาย Paul Rhodes เขียนบทความสั้นๆ แนะนำดนตรีโพรเกรสสีพร็อคไว้พอสังเขปว่า
เราอาจจำแนกดนตรีประเภทใดว่าเป็น
prog ได้โดยพิจารณาได้จากลักษณะทั่วๆไปดังนี้

(1) อัลบั้มสี่ชุดแรกของวงๆนั้นเป็นเรื่องของชายตาบอดซึ่งครอบครองโลกทั้งโลก
(เป็นตลกร้ายที่ต้องการประชดประชันเนื้อหา
(lyrics) ของเพลงประเภทนี้ - ผู้เขียน)
(2) มีมือกลอง 3 คนในวงๆเดียว (เสียดสี 555
- ผู้เขียน)
(3) แต่ละเพลงจะมีความยาวเกินกว่า 50 นาที โดยที่เฉพาะท่อนโซโล่
mellotron ก็ปาเข้าไป
10 นาที (ข้อนี้ขำมากที่สุด
- ผู้เขียน)
(4) คุณต้องฟังมันถึง 12 เที่ยวต่อชุดจึงจะ "เข้าถึง" ดนตรีแบบนี้ได้ (มีเหตุผลมากที่สุด
- ผู้เขียน)

ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตโลกดนตรีตะวันตกจัดชั้น
prog เป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีไปแล้ว หลังจาก
เกิดเครือข่ายใยแมงมุมขึ้นมา
prog ฟื้นคืนชีพและสร้างความคึกคักให้กับผู้รักดนตรีประเภทนี้กัน
ทั่วหน้า ในแวดวงดนตรีสากลของบ้านเราก็มีศิลปินหรือวงดนตรีบางวงเคยลองเดินไปบนเส้นทาง
ดนตรีวิวัฒน์กันมาบ้างแต่เป็นจำนวนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต" ของ
ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ก็เป็นงานที่จัดอยู่ในดนตรีประเภทนี้เช่นกัน

ธเนศพูดถึงงานชุดนี้ใน "สีสัน" ปี 2532 ว่า
"ตอนนั้นรู้อยู่แล้วว่า ยังไงมันก็ไม่ตลาดอยู่แล้ว แต่คล้ายๆ กับว่าคิดเข้าข้างตัวเองนิดหน่อย
กะว่ามันคงจะขายได้ใกล้เคียงกับชุดแรก หรือว่าอาจจะมากกว่าก็ได้ คือเราไม่ได้กะขายดีเด่
เทน้ำเทท่าอยู่แล้ว ก็เสี่ยงไป แต่ก็รับรู้ว่าจะเป็นยังไง เราอย่าไปคิดเทียบกับพวกป๊อปนะฮะ
มันไม่ใช่ป๊อปอยู่แล้ว คือถ้าไปรวมกลุ่มกับพวกที่ไม่ใช่ป๊อปนี่ ผมถือว่าประสบความสำเร็จในด้าน
การขายพอสมควร ในด้านความพอใจนั่นไม่ต้องพูดอยู่แล้ว คือรู้สึกว่าประสบความสำเร็จอยู่
แล้วที่ได้ทำงานอย่างนี้"

ผู้เสพงานเพลงคุณภาพจนถึงระดับประเภทก้าวล้ำไปถึงซีเรียสมิวสิค เริ่มตั้งความหวังกับธเนศว่า
จะทำงานชิ้นต่อไปออกมาในรูปแบบใดหลังจากได้ฟัง "แดนศิวิไลซ์" ธเนศฟังดนตรีมาหลายประเภท
และ
prog ก็เป็นหนึ่งในแนวที่เขาฟัง ในเซสชั่นการบันทึกเสียงแดนศิวิไลซ์นั้นธเนศต้องการให้ดนตรี
ในหลายๆเพลงออกมาซับซ้อนกว่านั้น แต่อัสนีโปรดิวเซอร์มองภาพรวมว่างานเปิดตัวไม่ควรจะปล่อย
ของจนเกินกว่าระดับตลาดจะรับ เมื่อ "แดนศิวิไลซ์" ประสบความสำเร็จธเนศจึงทำสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้
เพราะถ้าไม่ใช้โอกาสนำเสนองานแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปรอตอนไหน

"คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต" บันทึกเสียงในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ปี 2530 ที่ห้องอัดของคาราบาว
และออกจำหน่ายในปีเดียวกัน ธเนศโปรดิวซ์งานชุดนี้เองรวมถึงเขียนคำร้อง-ทำนอง เกือบทุกเพลง
ด้านดนตรีเรียบเรียงโดย ปุ้ม-พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และวงตาวันเป็นผู้เล่นดนตรีในห้องอัด
ในด้านธุรกิจชุดนี้ไปไม่ถึงดวงดาว แต่ได้รับการตอบรับที่ดีจากการแสดงทัศนคติของนักวิจารณ์ดนตรี

ส่วนตัวผู้เขียนชื่นชมงานชุดนี้ในระดับหนึ่ง ในแง่ของความตั้งใจที่นำเสนอนั้นจุดนี้สอบผ่านแน่ๆ
แต่ภาพรวมธเนศและตาวันยังคุมโทนรวมออกมาไม่ดีนัก ทั้งนี้วัดจากการนำไปเปรียบเทียบกับงาน
ชั้นดีประเภทเดียวกันของวงจากต่างประเทศ คือถ้ามีวงดนตรีวงใดวงหนึ่งสร้างงานขึ้นมาเป็น
concept album โดยมีเนื้อเรื่องร้อยเรียงต่อกันทั้งชุด (จะต้องตีความจากคำร้องหรือไม่ก็ตาม)
ดนตรีไม่มี
intermission คือทุกเพลงถูกเชื่อมต่อยาวไปจนเต็มหน้าไซด์เอและไซด์บี (แผ่นเสียง/
เทป) เพื่อต้องการสร้างอารมณ์ต่อเนื่องในการฟังขึ้นมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเชิดชูงานชุด
นั้นขึ้นมาทันที เราต้องฟังในแง่ที่ว่ามัน "ถึง" หรือไม่ แน่นอนครับครับว่า "ถึง" ของแต่ละคนอยู่
บนระนาบที่แตกต่างกัน

"บทเริ่มต้น" และ "เอาอีก...อยากจะเอาอีก" แทร็คที่ 1-2 เปิดหัวได้อย่างน่าชื่นชม ฟังแล้วเกิด
ความคาดหวังตามมาว่าบทเพลงที่ตามมาจะรักษาระดับอารมณ์ในการฟังให้ต่อเนื่องหรือมีไฮไลท์
ที่แทร็คใดอีก ดนตรีที่เชื่อมแทร็ค 2 และ "(จิต)...จากใจ" สร้างจินตนาการต่อเนื่องได้ดีมาก แต่
ธเนศเลือกที่จะเปลี่ยนอารมณ์ของแทร็คนี้ให้เป็นแนวเร็กเก้ ซึ่งไม่ใช่ข้อห้ามหรือข้อจำกัดแต่อย่าง
ใดแต่ส่วนตัวแล้วมันเริ่มสะดุด จากนั้นถึงเปลี่ยนอารมณ์ด้วยไลน์ซินธีไซเซอร์และภาคริธึ่มที่มี
มูฟเม้นท์น่าฟัง แทร็คที่เหลือในไซด์เอฟังแล้วขาดทิศทางไปนิด (อันนี้แล้วแต่ความชอบแล้วล่ะ
และดนตรีต้องมาจากการฟัง)

"คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต
II" เป็นแทร็คแรกของไซด์บีเป็นอิเล็กทรอนิกส์มิวสิคที่ถึงจริงๆ และ
เป็นดีเอ็นเอที่นำไปใช้ในชุด "กดปุ่ม" กับแกรมมี่ ส่วนแทร็คที่เหลือค่อนข้างเนือยไปนิด ถึงแม้จะมี
มูฟเม้นท์ของดนตรีสไตล์แนวเจเนซิสยุคแรกแว๊บเข้ามาสร้างสีสรร (เป็นสไตล์ไม่ได้ก๊อปปี้) แต่
โดยรวมๆ ค่อนข้างเนือยๆ ส่วนด้านคำร้องผู้เขียนค่อนข้างเฉยๆ ส่วนใหญ่แล้วโฟกัสไปที่ภาคดนตรี
มากกว่า

 

หลังจากไนท์สปอตปิดตัวไปธเนศยังต้องการสร้างผลงานดนตรีต่อไปและมาลงตัวกับค่ายยักษ์ใหญ่
"แกรมมี่" ธนวัฒน์ (อนุวัฒน์) สืบสุวรรณ เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับงานชุด "กดปุ่ม" (2532) และ
"ร็อคกระทบไม้" (2535) ทั้งสองชุด ได้นักดนตรีฝีมือดี อย่าง ชาตรี คงสุวรรณ รวมถึง ธนวัฒน์
สืบสุวรรณ และอีกหลายคนมาเล่นดนตรีทั้งสองเซสชั่น

แสดงความเห็นแบบ
short comment ว่าเป็นงานป๊อปร็อคที่อิงตลาดเป็นหลัก มีเสียงแบบแกรมมี่
ซาวนด์ทั้งนี้เนื่องจากโปรดิวเซอร์เริ่มผลิตงานให้กับนักร้อง วงดนตรี มาจนเป็นที่เริ่มชินหูกันบ้างแล้ว
หลายชุด ที่สำคัญคือซาวนด์เอ็นจิเนียร์ยังเป็นบุคลากรเดิมๆ เสียงที่ออกมาเลยกลายเป็นยี่ห้อ
แกรมมี่ โดยรวม "กดปุ่ม" น่าฟัง กว่า "ร็อคกระทบไม้" ที่มีเพลงร็อคกระทบไม้ที่ทำออกมาแบบ
เวิร์ลด์มิวสิคสมศักดิ์ศรีกับงานของธเนศ เพลงที่เหลือถ้าไม่ใช้ชื่อธเนศเป็น
recording artists
จะจัดว่าเป็นป๊อปน่าฟังประมาณหนึ่ง แต่พอเป็นงานของธเนศแฟนเพลงกลุ่มหนึ่งที่ตั้งความหวังไว้สูง
ก็คงไม่ค่อยปลื้มกับงานสองชุดหลังนัก

โดย kilroy

 

กลับไปที่ www.oknation.net