วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สรุปความเป็นมาของจังหวัดชายแดนภาคใต้


ในระหว่างปี 2544 -2545 ซึ่งเป็นช่วงที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราประชาชนคนไทยได้รับการบอกเล่าประชาสัมพันธ์ว่า สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบแล้ว ไม่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่เป็นปัญหาหลักจริงๆคือปัญหาพวกโจรห้าร้อย พวกค้ายาเสพติด และพวกค้าของเถื่อนเท่านั้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สถานการณ์กลับเลวร้ายลงมาโดยตลอด

การหายตัวของทนายสมชายในยุคนี้ คล้ายกับการหายตัวของหะยีสุหลง  อับดุลกาเดร์ ในปี 2490

(ภาพดอกกุหลาบในวันวาเล็นไทน์เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก ที่จะสื่อให้คนทั้งชาติรักกันครับ)

การแก้ไขปัญหานี้ เป็นเรื่องที่พวกเราคนไทยทั้งชาติต้องร่วมกันแก้ไข ร่วมกันศึกษาหาข้อเท็จจริง และร่วมกันคิดร่วมกันทำจึงจะได้ผล การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเพื่อนของพวกเราในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะบรรเทาปัญหาได้

ผมจึงลองสรุปความเป็นมามาให้พวกเราเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ว่าปัญหาพื้นฐานคือการแบ่งแยกดินแดนและการอยากมีบทบาทในการแบ่งปันอำนาจการปกครอง จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอความเห็น ประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้ชาติอยู่รอดได้ ไม่ใช่นักการเมือง..........

เมืองปัตตานีเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ปลายแหลมมาลายู มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19  มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031)  และอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา  แต่ด้วยเหตุที่ปัตตานีมีความเจริญทางเศรษฐกิจ  ทำให้เจ้าเมืองปัตตานีต้องการเป็นอิสระหลายครั้ง  เช่น ในปี พ.ศ.2092 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  พระยาตานีศรีสุลต่านได้นำกองทัพเรือประกอบด้วยเรือหย่าหยับ 200 ลำ มาช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยาเสียทีพม่า  จึงถือโอกาสขบถยกกำลังบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหนีข้ามฝากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์  จนเมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังได้แล้ว  จึงยกกองทัพเข้าโอบล้อมตีกองทหารเมืองตานีจนแตกพ่ายไป  ต่อมาในปี พ.ศ.2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี  เพื่อยึดเข้าไว้ในพระราชอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ  เนื่องจากปัตตานีได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้าชาวยุโรป  จนในสมัยพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2245) เมืองปัตตานีไม่พอใจในการสถาปนาขึ้นใหม่ของกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  จึงประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ทำให้ปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่อง  ตลอดมาจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี

           

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2352) พ.ศ.2328  ทรงโปรดฯ ให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  เสด็จลงไปประทับที่เมืองสงขลา  เชิญกระแสรับสั่งออกไปยังเมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม  แต่สุลต่านมูฮัมหมัดพระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน  กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีรับสั่งให้พระยากลาโหมยกกองทัพไทยลงไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ.2329  กวาดต้อนครอบครัวและศาสตราวุธมาเป็นอันมากรวมทั้งปืนใหญ่   และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย  ทรงโปรดฯ ให้จารึกชื่อเป็น ”พญาตานี”  ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร

           

ในปี พ.ศ.2332 ตวนกูลามิดดินเจ้าเมืองปัตตานีมีหนังสือไปชวนองค์เชียงสือเจ้าอนัมก๊ก ให้ร่วมกันตีหัวเมืองในพระราชอาณาจักร เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทราบ จึงโปรดฯ ให้ยกทัพไปตีเมืองปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง แล้วโปรดให้แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองในปี พ.ศ. 2334 ได้แก่  ปัตตานี  รามัน  ระแงะ  ยะลา  หนองจิก  สายบุรี  และยะหริ่ง  แล้วให้สุลต่านตามสายตระกูลปกครอง  ส่งเครื่องราชบรรณาการต่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นรายปี  แต่ความไม่พอใจต่อรัฐไทยยังคงมีอยู่โดยตลอดมา  มีการก่อความไม่สงบหลายครั้งหลายหน  และก็ถูกปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

           

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ในปี พ.ศ. 2445  ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการปกครองหัวเมืองมลายูจากวงศ์สุลต่าน  ลดฐานะจากเจ้าเมืองแขกเป็นเพียง ข้าราชการ  และให้รวมหัวเมืองมลายูทั้ง 7 อยู่ในความดูแลของเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช  พร้อมทั้งประกาศใช้กฎข้อบังคับบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ. 120   จึงเกิดความไม่สงบมีการต่อต้านโดยทั่วไป  สุลต่านเมืองปัตตานี (ตวนกูอับดุลกอเดร์  กามารุดดิน) ผู้นำการแข็งขืนต่อการเปลี่ยนแปลง  ถูกจับกุมคุมขังอยู่ 2 ปี  เมื่อได้รับการปล่อยตัวแลกกับสัญญาเลิกการต่อต้าน  กามารุดดินก็หลบนี้ไปอยู่กลันตันและเคลื่อนไหวต่อต้านต่อไป  รัฐบาลในกรุงรัตนโกสินทร์ได้ปราบปรามจนเหตุการสงบ  ในปี พ.ศ. 2447 ได้โปรดฯให้แยกหัวเมืองมลายูทั้ง 7 ตั้งเป็นมณฑลปัตตานี  และยุบรวมเมืองดังกล่าวเป็น 4 จังหวัด  คือ  จังหวัดปัตตานี (รวมเมืองปัตตารี ยะหริ่ง และหนองจิก)  จังหวัดสายบุรี  จังหวัดยะลา (รวมเมืองยะลาและรามันห์)  และจังหวัดนราธิวาส (เมืองระแงะ) 

           

ความไม่สงบเนื่องมาจากการต่อต้านรัฐไทยได้ร้อนระอุขึ้นมาอีกในช่วงปี พ.ศ. 2482-2485  เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ได้ประกาศใช้รัฐนิยม  ซึ่งรัฐนิยมหลายเรื่องขัดต่อประเพณีปฏิบัติและหลักศาสนาของชาวไทยมุสลิม  เช่น  ผู้หญิงให้สวมกระโปรง  สวมหมวกมีปีก  และผ้าคลุมหน้าห้ามใส่  ส่วนผู้ชายให้สวมเสื้อ-กางเกงแบบตะวันตก  ห้ามนุ่งโสร่ง  เป็นต้น  ทำให้เกิดการต่อต้านถึงขั้นปะทะกันด้วยกำลังอาวุธ  ในปี พ.ศ. 2490  หะยีสุหลง  อับดุลกาเดร์  เป็นผู้นำเรียกร้องให้มีการปกครองจังหวัดหัวเมืองมลายูเป็นกรณีพิเศษ  ต่างจากจังหวัดในภาคต่างๆ  ต่อมาในปี พ.ศ. 2491  หะยีสุหลงถูกจับและหายสาบสูญ  ซึ่งเชื่อกันว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าโดยการถ่วงน้ำ  เป็นผลให้เกิดการจัดตั้งเป็นขบวนการก่อความไม่สงบโดยมีจุดมุงหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดนจัดตั้งรัฐปัตตานีอิสระ  เช่น  “สมาคมชมรมมลายู แห่งมหาปัตตานี” (Gabogan Malayu Pattani Raya: GAMPAR) ในปี พ.ศ. 2490 -2491 “ขบวนการแนวหน้าแห่งชาติเพื่อปลดปล่อยปัตตานี” (Barisan National Pembebasan Pattani: BNPP) ในปี พ.ศ. 2502 “ขบวนการปฏิวัติแห่งชาติ” (Barisan Revolusion Nasional: BRN) ในปี พ.ศ. 2503 และ “ขบวนการปลดแอกสาธารณรัฐปัตตานี” (Pattani United Liberation Organization: PULO) เป็นต้น   

 

 

 

 

โดย manoot

 

กลับไปที่ www.oknation.net