วันที่ จันทร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Open Mind My


Open Mind My

วันนั้นเพิ่งเกิด ที่เห็น...ที่จริง

เรื่องของเรื่องที่เป็นเรื่อง ไม่มากเรื่อง

เรื่องของเรื่องที่ไม่เคยมีคำว่า “นาน”......เพียงแค่นึก...ก็เห็นภาพ

ชายชาตรีมากคารมคนหนึ่งมีชีวิตเพลย์บอย ไม่สนใจเรื่องใดๆ วันหนึ่งมาพบกะหญิงสาว (ฮั่นแน่ แอบคิดละซิว่านางเอก ไม่ใช่ๆ เขาเป็นแม่) เย็นวันนั้นสองแม่ลูกคุยกันว่า

แม่       :       ลูกเอ๊ย ไม่คิดเรื่องอนาคตเป็นหลักเป็นแหล่งเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่เขาแต่งงานมี ครอบครัวกัน หมดแล้วบ้าง  เหรอ

ชายชาตรีมากคารม :        ครุ่นคิด คิด คิด และก็คิด  

  ไม่นานก็บอกแม่ว่า …………… “จะคิดทำไม”

คนที่เป็นแม่ มองหน้าแล้วจับมือลูกเบาๆ แล้วพูดว่า

“แม่แค่อยากให้ลูกมีค่ากะใครสักคน และคนที่มีค่าอีกคนในชีวิตลูกจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่...อยู่ดูแลกัน”

ชายตรีมากคารม      :       .....นิ่งเงียบ....                       

ก่อนร้องดังลั่น จ๊ากกกกกกกก ทำไมแม่ยัดพริกขี้หนูในลูกชิ้นอีกแล้วเนี้ย

แม่                           :        แกจะได้แยกออกไงรสชาติชีวิต

วันเวลาผ่านไปชายชาตรีมากคารมก็ท่องเที่ยวเปลี่ยนงานไปเรื่อยอย่างชีวิตอิสระ และทุกมื้อเที่ยงของทุกวัน เขาจะตรงดิ่งไปยังร้านข้างทางขาประจำราคาถูกย่านตัวเมืองเชียงใหม่ ชายชาตรีมากคารมเดินเข้าไปในร้านสั่งอาหารอย่างคะนองปากเหมือนเคย ว่า  “ขอกับเป็นหน้าน้องเยอะๆ ข้าวไม่ต้องเน้น เพราะพี่อิ่มใจไปกว่าครึ่งแล้ว” 

แต่แล้ววันนั้นไม่เป็นอย่างเคย เค้ายืนมองตาปริบๆ ปริบๆ นิ่งอึ้ง ไม่เชื่อในสิ่งที่สายตาเขาเห็นเลยพร้อมบ่นพึมพำว่า “ร้านปิด3 วัน   ........  แล้วว(ตู)จะไปกินข้าวที่ไหนเนี่ย”

.....3วันผ่านไป.... ไวเหมือนในละคร

ชายชาตรีมากคารมก็ตรงดิ่งมาตามเคย เตรียมตัวจะบ่นเต็มที่ว่าป้าเจ้าของร้านทำไมไม่บอกกล่าวกันบ้างเลย

แต่ทันใดนั้นยังไม่ทันจะเข้าตัวร้านเลยก็ดั๊นสะดุดกางเกงขายาวตัวเองล้มหน้าคว่ำ มือไม้เลอะเทอะหมด...เลยเปลี่ยนใจว่าจะบ่นป้าเป็นขอเข้าห้องน้ำซะก่อน ระหว่างทางไปห้องน้ำต้องผ่านครัวที่มีกลิ่นหอมด้วยกับข้าวอาหารจานโปรดอย่างแกงฮังเลที่หอมกรุ่นด้วยเครื่องแกงร้อนผุดๆ อยู่ในกะทะ ในที่สุดทำให้เขาได้พบกับหญิงไทยแสนดี ผู้เนรมิตอาหาร และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้สึกร้อนวูบวาบ  เหมือนโลกหยุดหมุนมีแค่สายตาเท่านั้นที่คุยกะเธอผู้นั้น

และแล้วเรื่องราวก็ดำเนินมาเรื่อยจนกระทั่งกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ชายชาตรีมากคารม กับหญิงไทยแสนดี  ได้ปรับเปลี่ยนสภาพจากชายชาตรีกลายเป็น “ชายผู้ยิ่งใหญ่”  ส่วนหญิงไทยแสนดี ก็กลายเป็น “หญิงผู้เลอค่าเพียบพร้อม” 

ไม่นาน.................................................

ชายผู้ยิ่งใหญ่กับหญิงผู้เลอค่าเพียบพร้อม ก็ได้สมาชิกใหม่ในอาณาจักร สร้างสีสันและความปั่นป่วนในชีวิต โดยห่างกันคนละ 6 ปี เป็น 3 ใบเถา คนโตเป็นหญิงสาวสวย(คนโต)สมส่วนจิตใจโอบอ้อม ส่วนคนสาว(คนเล็ก)ที่ตัวโตสุดแม้เกิดทีหลัง ชอบสิ่งสวยงาม และแน่นอนอีกคนก็คือ....ตัวฉันเอง เป็นตัวเอกของเรื่อง ก็เพราะเป็นผู้กินตับ เอ๊ย ผู้กำกับอยู่นี่ไง ที่อยู่ในยุคต่อมา  หญิงสาวคนกลาง  (ไม่ใช่กลางคน) ผู้น่ารักสดใส ที่ชื่นชอบท่องเที่ยว งานมวลชน อยากเล่นกับความท้าทาย และสิ่งที่แปลกใหม่ แต่ละยุคสมัยปรับเปลี่ยนเวียนไป แต่ความอมตะของความรักก็ยังคงอยู่

“ชายผู้ยิ่งใหญ่”

ก็ยังคงเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่ มือฉมังด้านค้าขายมากด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา

“หญิงผู้เลอค่าเพียบพร้อม”

ก็ยังคงมากค่าเกินกว่าสิ่งใดๆ ด้วยความรักอบอุ่นที่มีเติมเต็มให้ทุกคนไม่มีเหนื่อย

“หญิงสาว(คนโต)สวยโอบอ้อมอารี” 

ก็ยึดถือ แนวทางตามพระราชดำรัสในหลวง ปฏิบัติหน้าที่ช่วยสังคมในชุดสีขาว

“หญิงสาว(คนเล็ก)”

 ออกเดิมตามหาความฝัน ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่แฟร์ที่สุด(ถูกต้องครับ ม.เกษตรศาสตร์) ภายใต้ร่มไม้นนทรีย์

ส่วน “หญิงสาว(คนกลาง)ผู้น่ารักสดใส” 

ไม่ใช่ใครอื่น ตัวผู้เล่าเองละท่านผู้ฟัง

หญิงสาวผู้น่ารักสดใสยังคงก้าวออกเดินตามทางเก็บเกี่ยวความฝันด้วยความรักที่มี หวังที่จะสร้างความสุขที่มีให้เบ่งบานให้ใจหลายๆคน  และยังคงเชื่อในเส้นทางที่จะก้าวต่อไป ไม่ว่าสิ่งไหนที่ได้เกิดขึ้นมา ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมีค่าเสมอ

“การเล่าเรื่องในสิ่งดีๆ ของตัวเองให้คนอื่นได้ฟัง  :   ตัวเราก็คงจะมีความสุข แต่ก็คงจะระคายหูผู้อื่น ไม่น้อย

และครั้นจะเล่าในสิ่งที่แย่ในตัวตน           :   ก็คงเจ็บช้ำน้ำใจตัวเอง และก็คงสร้างความขำขันให้คนอ่านเช่นกัน”

ฉากวันวารยังคงย้ำเตือนสติ

................................................

ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ เด็กน้อยลากกระแป๋ง ร้องไห้โยเยไม่ยอมไปเรียนเพียงเพราะคิดว่าจะไม่ได้กลับบ้านอีก เดือนร้อนชายผู้ยิ่งใหญ่กับหญิงผู้เลอค่าเพียบพร้อมต้องหากลยุทธหลอกล่อเป็นนานแสนนาน

ไม่นานเด็กน้อยลากกระแป๋งก็ยอมจำนน และแล้วไม่นานนัก เด็กน้อยคนนี้ก็กลายเป็ฯคนที่ติดโรงเรียนและเพื่อนๆ มากขึ้นทุกที ภายในห้องเรียนคาบแรก เด็กน้องได้พบกับหญิงผู้ไม่ยึดติดไม้เรียว ผู้ซึ่งคอยเคี่ยวและเข็ญความคิดให้ตลอดเวลา ก็ส่งเราข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ จากรั้ววัยกระเตาะที่มีป้ายใหญ่ยักษ์ว่าโรงเรียนอนุบาล

 

จากคราบน้ำลายหัวยุ่งฟูก็ปรับเปลี่ยนใส่ชุดโบว์ในอีกรั้วหนึ่งของแม่น้ำที่ใหญ่ขึ้นป้ายอาณาจักรที่ใหญ่กว่าเดิม ปักชื่อไว้ทางเข้าว่า โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม  มันน่าตื่นเต้นมากสำหรับเช้าวันที่ไม่รู้จะเดินไปไหน คนแปลกหน้าที่มากกว่าเดิม ตึกที่แยกเป็นหมวดหมู่ยิ้มรับทักทาย เด็กน้อยลากกระแป๋งเปลี่ยนเป็นสาวน้อยกะโปโล วิ่งหาห้องเรียน

แนะนำตัวเองจับมือเพื่อนใหม่ แม้จะเขินบ้างแต่ก็คิดว่าเป็นฝ่ายรุกย่อมดีกว่า ไม่นาน............ทุก ทุกอย่างก็ลงตัว สาวน้อยกะโปโลสนุกกับทุกอย่าง เพื่อนเยอะมากขึ้น มากขึ้น และแล้วก็มาถึงทางแยกของแม่น้ำอีกครั้ง .........

สาวน้อยกะโปโล เลือกเดิมตามความฝันก้าวสู่หนทางที่คาดหวังไว้ แม้จะใจหายไม่น้อยที่เกินครึ่งเพื่อนๆ แยกไปอีกเส้นทาง พร้อมเชื่อมิตรภาพที่แน่นแฟ้นไม่มีทางแยกแน่นอน

สาวน้อยกะโปโลก้าวสู่อีกขั้นของชีวิต มีเพื่อนเข้ามาให้รู้จักอีกมากมายเช่นกัน และยิ่งกว่านั้นก็ยังได้ลงเรียนวิชาว่าด้วยความรู้สึก เหมือนทุกๆคนที่อยากลงเรียน วิชานี้  แม้ต่างจะรู้ดีว่าเหมือนดาบ

สองคม บางทีก็ทำแก้มแดง บางครั้งทำคะแนนตก นั่นคงเป็นช่วงหนึ่งที่ป๊อบปี้จุดประกายดังเปาะๆ

วันเวลาเหล่านั้นคล้อยเดินทางมาไม่นาน ก็ถึงทางแยกโค้ง เส้นทางนี้คือจุดเปลี่ยนที่พลิกผันของชีวิต ในการก้าวข้ามแม่น้ำที่ใหญ่ กว่าเดิม เป็น 10 เท่า ด้านหน้ารั้วที่เรายืนอยู่มีเรือจอดเต็มท่า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่กระโดดขึ้นได้อย่างง่ายดายเหมือนที่ผ่านๆมา เพราะมีกฎเกณฑ์หลายอย่างที่เป็นข้อแม้ สุดท้ายเพื่อนๆก็ ได้เรือและเส้นทางเดินแต่ละคนไปอีกครั้ง

ส่วนเด็กน้อยกะโปโลก็ได้เรือที่ภาคภูมิใจยิ่ง เช่นกัน เรือลำนี้ช่วยเปิดโลกที่แคบของเด็กน้อยกะโปโลให้กว้างขึ้น สาวน้อยน่ารักสดใส ก็สนุกอย่างเต็มที่ทำกิจกรรมเข้าร่วมทุกอย่าง สร้างฝันให้มากที่สุด  ติดตามบันไดและก้าวต่อไปตอนหน้านะค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย Pristhace

 

กลับไปที่ www.oknation.net