วันที่ จันทร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน - เรื่อง มาเป็นพรหมกันเถอะนะ


ธรรมะกับชีวิตประจำวัน

เรื่อง

มาเป็นพรหมกันเถอะนะ



ใครๆก็มักพูดกันว่า  พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก  "พรหมลิขิต"  บันดาลชีวิตให้เป็นไป  ถ้าใครอยากได้อะไร ต้องไปขอพรกับพระพรหมเสมอ  เพื่อจะให้ได้สมหวังดังใจปรารถนา  แล้วถ้าเรามาเป็นพรหมเสียเองเลย  จะดีไหมหนอ   เราจะได้สร้างโลกของเราเอง ลิขิตชีวิตของเราเองได้ด้วย  และอวยพรให้ใครๆสมปรารถนาได้ด้วย

การที่เราจะเป็นพรหมได้นั้น  เราต้องมีธรรมอย่างพรหม  ด้วยการมี พรหมวิหาร 4  ซึ่งเป็นธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม      ซึ่งหลักธรรมในการประพฤติตนให้เป็นพรหมมีดังนี้คือ:


พรหมวิหาร 4 (holy abidings; sublime states of mind)
ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักในใจและกำกับความประพฤติ เพื่อดำเนินชีวิตหมดจดงดงาม และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ  เป็นธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม

       พรหมวิหารธรรมทั้ง 4 นี้ เริ่มต้นจาก กัตตุกัมยตาฉันทะ คือ ความต้องการที่จะทำให้คนและสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจากทุกข์เป็นต้น  

       มีการข่มระงับกิเลส เช่น กามารมณ์   ความพยาบาท  ความหดหู่เศร้าซึม  ความฟุ้งซ่านวิตกกังวล และ ความระแวงสงสัย

       และสุดท้าย คือ มีสมาธิถึงขั้นอัปปนา คือ ภาวะจิตที่มั่นคง ราบรื่น สงบที่สุด 


 
พรหมวิหาร 4 ได้แก่:

       1. เมตตา (loving-kindness; friendliness; goodwill)
ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตแผ่ไมตรี คิดทำประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า

ลักษณะของเมตตา คือ เป็นไปโดยอาการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย  จิตที่คิดช่วยเหลือเกื้อกูลนั้นเป็นจิตที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หน้าทีของเมตตาคือ น้อมนำประโยชน์ไปให้เขา  ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขา

ผลของเมตตา คือ  กำจัดความริษยาอาฆาตเคืองแค้นให้หมดไป  เมื่อเรามีจิตเมตตาแล้ว เราจะมีไม่ผูกพยาบาทเคืองแค้นใครเลย

เหตุแห่งเมตตา คือ เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของคนและสัตว์ทั้งหลาย  เห็นว่าเขาน่ารัก ก็มีใจเมตตา

ผลที่ดีของเมตตา  คือ มีใจสงบ  หายโกรธแค้น ไม่ขุ่นเคืองใจ
ผลที่ไม่ดีของเมตตา  ถ้าใช้เมตตาไม่ถูกทาง คือ  ทำให้เกิดเสน่หา เอ็นดูรักใคร่  ความใจดีมีเมตตาบางทีก็ทำให้เกิดเป็นความเสน่หา  กลายเป็นความพิศวาสขึ้นมาได้

สิ่งที่ทำลายเมตตา  คือ  ราคะ  ความกำหนัดในกามารมณ์  ความอยากได้อยากดี อยากมีอำนาจวาสนา  และความพยาบาท ความโกรธ ความไม่พอใจ  
ยกตัวอย่างเช่น  พ่อเลี้ยงอาจมีเมตตาต่อลูกเลี้ยง  ตั้งใจส่งเสียให้ได้เล่าเรียนสูงๆ เพื่อจะได้มีงานดีๆทำ  แต่พอลูกเลี้ยงเติบโตเป็นสาว พ่อเลี้ยงเกิดมีใจเสน่หารักใคร่ในตัวลูกเลี้ยง   ความเมตตาก็ถูกความเสน่หาทำลายไป  กลายเป็นความกำหนัดความใคร่แทน  เมื่อลูกเลี้ยงเริ่มมีคนรักในวัยเดียวกัน พ่อเลี้ยงก็เกิดความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ  ซึ่งความรู้สึกโกรธนี้ ก็ทำลายเมตตาจิตที่พ่อเลี้ยงเคยมีให้แก่ลูกเลี้ยง  เป็นต้น


       2. กรุณา (compassion)
ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
เมื่อคนอื่นประสบทุกข์ ต้องการทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป หรือแผ่ใจไปรับรู้ต่อคนสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์

ลักษณะของกรุณา เป็นอาการที่ใฝ่ใจจะปลดเปลื้องความทุกข์แก่คนและสัตว์ทั้งหลาย  
หน้าที่ของกรุณา คือ ไม่นิ่งดูดาย   ทนอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนและสัตว์ทั้งหลาย
ผลของกรุณา คือ  ไม่เบียดเบียน ไม่คิดร้าย ไม่มุ่งทำลาย
เหตุของกรุณา คือ  เห็นภาวะไร้ที่พึ่ง  เห็นสภาพน่าอนาถของคนและสัตว์ทั้งหลายที่ถูกทุกข์ครอบงำ จึงเกิดความสงสาร

ผลที่ดีของกรุณา คือ ความสงบ  ไม่คิดเบียดเบียน  ไม่คิดมุ่งทำลาย
ผลที่ไม่ดีของกรุณา  ถ้าใช้กรุณาไม่ถูกทาง คือ  ทำให้ใจสงสารแล้วเกิดความโศกเศร้า

สิ่งที่ทำลายกรุณา คือ ความเศร้าโศกเสียใจเพราะความสงสาร  และความคิดเบียดเบียนทำลาย
ยกตัวอย่างเช่น  เราเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาหมาของเราอาจโดนรถยนต์ชนให้ได้รับบาดเจ็บ  เราก็เกิดความสงสาร  อยากให้หมาพ้นทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บนั้น  เราอาจพาหมาไปให้สัตวแพทย์รักษาพยาบาล   แต่ด้วยความรักความสงสารที่มีมากเกินไป ทำให้เราโศกเศร้าเสียใจ   ความโศกเศร้าเสียใจนี้  ทำลายความกรุณาไปแล้ว เพราะจิตที่โศกเศร้านั้น  เป็นจิตที่ไม่สงบ   และเราอาจคิดโกรธแค้น คนขับรถยนต์ที่ชนหมาของเรา  ความโกรธแค้นนี้ ก็ทำลายความกรุณาที่มีอยู่ในใจของเราไปด้วยเช่นกัน


      
 3. มุทิตา (sympathetic joy; altruistic joy)
ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใส กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อคนและสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข

ลักษณะของมุทิตา คือ พลอยยินดี  ดีใจด้วย
หน้าที่ของมุทิตา คือ ไม่อิจฉาริษยา  
ผลของมุทิตา คือ ขจัดความอิจฉาริษยา  
เหตุแห่งมุทิตา คือ  เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ก็พลอยยินดีไปกับเขาด้วย

ผลที่ดีของมุทิตา คือ  มีใจสงบ ไม่มีความอิจฉาริษยา
ผลที่ไม่ดีของมุทิตา ถ้าใช้มุทิตาไม่ถูกทาง คือ เกิดความระเริง

สิ่งที่ทำลายมุทิตา คือ โสมนัส ดีใจว่าตนจะพลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย และ  ความอิจฉาริษยาที่ไม่ยินดีในความสุขความสำเร็จของผู้อื่น
ยกตัวอย่างเช่น  ลูกสาวของเราอาจได้เป็นดาราดัง  ทำให้เราดีอกดีใจไปกับลูกสาวด้วย  และอาจคิดไปว่า เราได้เป็นแม่ของดาราดังไปแล้ว  ลูกอาจมีรายได้ดี คงแบ่งเงินให้แม่จับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น  ความคิดระเริงไปเช่นนี้ ทำลายมุทิตาที่เคยพลอยยินดีกับความสุขความสำเร็จของลูกไป


      
 4. อุเบกขา (equanimity; neutrality; poise)
ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน

ลักษณะของอุเบกขาคือ เป็นไปโดยอาการเป็นกลางต่อคนและสัตว์ทั้งหลายอย่างมีใจสงบไม่เอนเอียง
หน้าที่ของอุเบกขา คือ มองเห็นความเสมอภาคกันในคนและสัตว์ทั้งหลาย
ผลของอุเบกขา คือ ระงับความขัดเคืองเสียใจ  และระงับความดีใจ ไม่คล้อยตาม
เหตุแห่งอุเบกขา คือ มองเห็นภาวะที่ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมของตน ซึ่งแต่ละคนย่อมเป็นไปตามกรรม

ผลที่ดีของอุเบกขา คือ  มีใจสงบ ไม่มีความยินดียินร้าย
ผลที่ไม่ดีของอุเบกขา ถ้าใช้อุเบกขาไม่ถูกทาง คือ เกิดความเฉยเมย ไม่รับรู้ ไม่แยแส ไม่ใยดี

สิ่งที่ทำลายอุเบกขา คือ  ความเฉยชา ไม่รับรู้   ราคะ ความใคร่  ความขัดเคือง 
ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนของเราคนหนึ่งสอบได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  เราเองก็รู้ว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร  เขาสมควรที่จะสอบชิงทุนการศึกษาได้  แทนที่เราจะร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อน เรากลับทำไม่รู้ไม่ชี้  อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา  แต่เป็นความไม่แยแส  เฉยชา ไม่สนใจใยดี  ต่อมาเพื่อนไปเรียนต่างประเทศ  จบการศึกษาและกลับมาเมืองไทยแล้ว เพื่อนล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล  เราได้ข่าวก็ไม่ได้ไปเยี่ยมสอบถามอาการ  อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา  แต่เป็นความเฉยชา ใจจืด แล้งน้ำใจ เป็นต้น


บุคคลที่ประพฤติตนอยู่ในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิให้เสียธรรม


       
พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ 

1. มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของและให้ความรู้ให้คำแนะนำสั่งสอน
2. พูดจารักษาน้ำใจ พูดจาไพเราะน่าฟัง  สุภาพอ่อนหวาน   พูดให้เกิดไมตรี มีความรักใคร่นับถือ
3. ประพฤติตนเป็นประโยชน์  ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ สาธารณประโยชน์ และส่งเสริมจริยธรรม
4. ทำตนเสมอต้น เสมอปลาย  และ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคกัน วางตัวให้เหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม


บิดามารดานั้น คือ พรหมของบุตร   พ่อแม่ทุกคนจำเป็นต้องมีพรหมวิหาร 4  ยกตัวอย่างเช่น  พ่อแม่มีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่ง พ่อแม่ก็รักและเมตตาลูกสาว ส่งเสริมให้ลูกสาวเรียนหนังสือดี เพื่อจะได้งานดีๆทำ พึ่งตนเองได้  นี่คือความเมตตาของพ่อแม่  ต่อมาลูกสาวเรียนจบมีงานทำและแต่งงาน ภายหลังมีความขัดแย้งกับสามี ลูกสาวก็มีความทุกข์  มาร้องไห้ปรับทุกข์กับพ่อแม่  พ่อแม่ก็กรุณาสงสารอยากให้ลูกสาวพ้นทุกข์  ได้แต่รับฟังปัญหา และคิดช่วยเหลือลูกสาวเท่าที่จะทำได้  ต่อมาลูกสาวหย่ากับสามีคนแรก  และได้พบรักใหม่  แต่งงานกับมหาเศรษฐีคนดัง  พ่อแม่ก็พลอยยินดีไปกับลูกสาวด้วย จิตที่ยินดีนี้ เป็นมุทิตา   ต่อมาลูกสาวก็ตั้งครรภ์  กำลังจะให้กำเนิดหลานชาย  แต่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้แท้งบุตร  ลูกสาวคนนี้ก็มีลูกไม่ได้อีก  พ่อแม่รับทราบ ด้วยความเห็นใจ  แต่ไม่เศร้าโศกเสียใจ  เพราะเข้าใจในสัจธรรม  รับรู้เรื่องราวได้อย่างมีใจสงบ  อย่างนี้เรียกว่าเป็นอุเบกขาและปลอบใจลูกสาวว่า  ไม่มีหลานก็ไม่เป็นไร โชคดีแล้วที่ลูกสาวไม่เป็นอะไร ยังดีที่สุขภาพของลูกสาวยังแข็งแรงดีอยู่  แม้จะเป็นเรื่องร้ายแรง แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรเศร้าโศกเสียใจ  รู้จักทำใจให้สงบได้  โดยไม่ทุกข์ร้อน  แต่ไม่ได้นิ่งดูดาย หรือ เฉยเมยกับข่าวร้าย


ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเจริญในธรรม   มีใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมสำหรับบุคคลผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่ เสมอได้ด้วยพรหม  


---------------------------------------------------


โดย pimahn

 

กลับไปที่ www.oknation.net