วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมะกับความรัก


                           ธรรมะกับความรัก

   

“ความรักคืออะไร?” เป็นคำถามยอดฮิตของทั้งหนุ่มสาวและเฒ่าชะแรแก่ชรา

“ความรักคือการให้” ตอบเหมือนคนรักเขาข้างเดียว เพราะจะต้องให้ความรักเขาถ่ายเดียว ไม่มีสะท้อนกลับมาบ้าง

“ความรักคือการเสียสละ” ตอบเหมือนคนอกหัก ประมาณว่าใช้เป็นคำสำหรับทำใจ

“ความรักคือความเข้าใจ” ตอบแบบวัยรุ่นเพิ่งหัดรัก คิดว่าถ้าเข้าใจกันแล้วก็ไปกันได้ทุกอย่าง เวลาเลิกกันก็เลยใช้เหตุผลว่า “เพราะไม่เข้าใจกัน”

“ความรักคือการใส่ใจ” ตอบแบบวัยทำงานขึ้นมาหน่อย ต้องการให้เขามาคอยดูแล เป็นห่วงสารทุกข์สุขดิบไปตามเรื่อง ประมาณว่าถ้าเธอโทรมาหาแล้วต่ำกว่าห้าครั้งต่อวันถือว่า “ไม่ใส่ใจ”

“ความรักคือความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งจนบังเกิดความปรารถนาขึ้น” ตอบแบบนักปรัชญาผสมนักนิยามแล้วก็เลยลามไปเป็นนักทฤษฎี

“ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน” อันนี้ตอบแบบเลี่ยงบาลีไป ประมาณว่าอย่าไปยุ่งกับเขา

“ความรักเป็นสิ่งสวยงาม” อันนี้ตอบเพราะกำลังปลาบปลื้มกับความรัก

“ความรักคือท้องฟ้า สายลม แสงแดด สายฝน...” ตอบแบบนักเพ้อ นักฝัน ประชันกับนักธรรมชาติ แล้วถ้าถามย้อนกลับว่าแล้วท้องฟ้า สายลม แสงแดด สายฝนคืออะไร?  ไม่เห็นมีใครตอบว่าความรักสักคน

“ความรักคือคนบ้า” อันนี้ตอบแบบออกแนวฮาร์ดคอร์ หรือไม่ก็เพิ่งอ่าน “มัทนพาธา” มาหมาดๆ เพราะมีบทหนึ่งว่า

   “ความรักเหมือนโคถึก                   กำลังคึกผิขังไว้

ย่อมโลดออกจากคอกไป                   บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง

   ถึงหากจะผูกไว้                 ก็ดึงไปด้วยกำลัง

ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง                    บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย”

คนบ้าเท่านั้นแหละครับที่จะถึกได้ถึงปานนั้น

“ความรักเหมือนคนตาบอด” ตอบแบบคนเคยบอดมาก่อนแล้วเพิ่งจะตาสว่าง แต่ก็พร้อมที่จะบอดต่อ

         

            เมื่อ Search หาความรักจากอินเตอร์เน็ต เราจะได้นิยามความรักหลากหลายรูปแบบ จนมึนไปหมด แต่ยังไม่ได้คำตอบที่แท้จริงอยู่ดี แล้วความรักคืออะไรกันเล่า? ความรักของคนเราใยเกิดขึ้นได้กับทุกผู้ทุกนามทุกเพศทุกวัยทุกสิ่งของ และแม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เช่น พระเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าพ่อเจ้าแม่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพิฆเนศที่กำลังดัง หรือแม้แต่ผีบรรพบุรุษของเราเอง ที่เรายังเซ่นไหว้เอาหัวหมูให้กินอยู่ทุกปี เราก็ยังมีความรักให้

    

            กับพ่อแม่เราก็รัก กับคนรักเราก็รัก กับเพื่อนฝูงเราก็รัก ประเทศชาติเราก็รัก สุนัขตัวโปรดเราก็รัก แม้แต่สิ่งของบางสิ่ง เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแหวนสักวง เราก็เรียกมันว่า “ความรัก” ทั้งที่ความรู้สึกของเราที่มีต่อบุคคลที่เรารัก หรือสิ่งที่เรารักนั้น แต่ละอย่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เรารักลูกของเรา แม้เขายังไม่เกิด ยังไม่เคยรู้จักยังไม่เคยเห็นหน้า แค่อยู่ในครรภ์ เราก็รู้สึกรักและต้องทะนุถนอมหวงแหนเขา เสียแล้ว แต่ขณะเดียวกันแฟนเราสมัยที่ยังไม่เคยรู้จักกัน เรากลับไม่เคยรู้สึกว่าเรารักเขา แถมบางทีอาจจะเคยรู้สึกเกลียดขี้หน้ามาก่อนเสียด้วยซ้ำ ตามแนวพระเอกนางเอกของละครช่อง 7 สี  เพื่อนเราก่อนที่จะรู้จักกันเราก็ไม่เคยรัก แล้วเรามารู้จักความรักกันตอนไหน?

 

          บางคนรักเมื่อเห็น บางคนรักเมื่อรู้ บางคนรู้จักกันตั้งนานเพิ่งจะรู้สึกรัก กลับมาคำถามเดิมว่า “รักคืออะไรกันแน่?” ตอบแบบตรงไปตรงมา ตอบแบบไม่ต้องห่วงว่าวัยรุ่นจะเสียใจ ก็ตอบได้ว่า “ความรักก็คืออารมณ์” ท่านผู้อ่านอาจจะหมด “อารมณ์” เมื่อได้ฟังคำตอบ แต่ถ้าอ่านใหม่อีกสักรอบก็จะเข้าใจ ความรักที่ว่ามาทั้งหมด อาจจะแยกได้เป็นสี่อย่าง อย่างแรกความรักของพ่อแม่กับบุตร อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรักแบบ “สัญชาตญาณ” เป็นความรักโดยธรรมชาติ ที่ธรรมชาติมอบให้มา เพื่อให้วงจรชีวิตของสรรพสัตว์บนโลกนี้ ได้ขยับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปไม่มีหมดไปจากโลกนี้ ความรักระหว่างพ่อแม่กับบุตร ใช่ว่าจะมีเฉพาะมนุษย์แม้สัตว์โดยทั่วไปก็มี จะเห็นได้ว่าสัตว์ที่กำลังท้อง หรือสัตว์ที่กำลังมีลูกอ่อนมักจะหวงลูก และดุเป็นพิเศษใครเข้าใกล้ไม่ค่อยจะได้ ความรักแบบสัญชาตญาณนี้แม้ไม่เห็นหน้ายังไม่เคยรู้จักกัน ก็จะรู้สึกรักแล้วก็จะรักแบบหวงแหน รักยิ่งชีวิตทีเดียว แต่กระนั้นก็ตามธรรมชาติเอง ก็ยังมีบทลงโทษสำหรับสรรพสัตว์ที่อาจจะทำให้ความสมดุลของโลกนี้เสียไป เช่น มนุษย์ที่ทุกวันนี้มีมากเกินไปสำหรับโลกใบนี้แล้ว ธรรมชาติก็แกล้งหลงลืมให้สัญชาตญาณความรักแก่ผู้กำเนิดมาด้วย ก็เลยมักปรากฏการณ์แม่ใจร้ายฆ่าลูกยัดโถส้วมขึ้นมาบนโลกนี้ ประกอบกับมีสัตว์นรกที่เสวยผลกรรมในนรกจนทุเลาเบาบางลงแล้ว ได้เวลากลับขึ้นมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่มากมาย ผลกรรมที่เคยทำมาในอดีต ทำให้มนุษย์เหล่านี้เกิดมาเป็น ทอม ดี้ ตุ๊ด แต๋ว หลุดพ้นไปจากการกำเนิดทารก ที่จะต่อวงจรชีวิตมนุษย์ต่อไป แต่ธรรมชาติก็ยังมีทางออกให้กับผู้รู้เท่าทันความรักทุกรูปแบบ ซึ่งก็คือผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งมั่นที่จะละกิเลส ตัดวงจรวัฏสงสารดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ก่อให้เกิดนักพรตนักบวชละทิ้งการครองเรือน แสวงหาสันโดษ หลุดพ้นไปจากวงจรการก่อกำเนิดชีวิตใหม่เช่นกัน ความรักชนิดนี้จึงเป็น “สัญชาตญาณความรัก” โดยแท้ ดูเผินๆก็ดูว่าดี แต่ดูให้ดีอีกทีก็จะพบว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นการสะสมกิเลสอย่างหนึ่งเหมือนกัน

          

             ความรักอย่างที่สองเป็นความรักแบบเสพเมถุน ขอยืมคำท่านสมัครมาใช้หน่อย เพราะท่านบอกว่าเป็นคำที่สุภาพ การเสพเมถุนเป็นความรักของหญิงชาย ที่มีความสุกงอมพร้อมที่จะก่อกำเนิดชีวิตใหม่ ให้ดำรงแทนตนต่อไป ก็ไอ้ความรักแบบนี้แหละที่วัยรุ่นและไม่รุ่นทั้งหลายไม่เข้าใจ ว่ามันคืออะไรหนอ เหตุใดมันต้องรู้สึกร้อนซู่ซ่าทุกครั้งที่อยู่ใกล้คนรัก แต่เหตุใดหนอพออยู่กันเป็นสิบปีแล้วมันถึงเย็นชืด อืดเหมือนหมาตกน้ำตายอย่างนั้น มันก็คืออารมณ์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้ชีวิตได้ก้าวเดินต่อไปได้ ผู้เขียนใช้คำว่า “สร้าง” ขึ้นมา ไม่ใช้คำว่า “สร้างสรรค์” ขึ้นมา เพราะต้องการจะบอกว่ามันไม่ได้ “สร้างสรรค์” ซึ่งหมายถึงการสร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นมา แต่การสร้างอารมณ์ตามธรรมชาติขึ้นมาครั้งนี้ เพราะต้องการจะให้วงจรชีวิตติดอยู่ในห้วงกิเลสตัณหาต่อไป แล้วอารมณ์ไหนมันจะน่าติดใจเท่ากับการเสพกามเล่า อารมณ์ที่พาไปถึงจุดสุดยอดจนร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือเอนโดรฟินออกมา จนต้องกล่าวว่าเหมือนขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด ทั้งๆที่สวรรค์มันมีอยู่แค่หกชั้น มันก็พาให้มนุษย์ทั่วหน้าติดใจหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น จากการที่เสพเมถุนเพื่อก่อให้เกิดกำเนิดชีวิตใหม่ ก็เปลี่ยนมาเป็นเสพเมถุนเพื่อให้ได้อารมณ์แห่งความสุขสุดยอดนั้น กิเลสตัณหาก็เกาะกินหนาเตอะขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะจิตใจที่เมามัวนั้นล้อมรอบด้วยเมือกคาวแห่งโลกีย์เสียแล้ว

                 ความรักอย่างที่สามก็คือความรักอันเกิดจากความผูกพัน ความรักชนิดนี้เป็นความรักที่สะสมทีละเล็กละน้อย แต่เมื่อก่อตัวปกคลุมจิตใจเราหมดแล้ว ก็เปรียบเสมือนใยแมงมุมที่เหนี่ยวพันแมลงวันโชคร้าย ใยเหนียวของมันจะหุ้มห่อพันรอบตัว จนติดกับขยับเขยื้อนหนีไปไหนไม่ได้เสียแล้ว ความรักชนิดนี้อาจเกิดกับบุคคล สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของชนิดใดก็ได้ อย่างเช่น กับแฟนของเราเมื่อรักกันใหม่ๆเราก็มีความรู้สึกรักแบบเสพเมถุน แต่ครั้นนานๆไป ก็จะกลายเป็นความรักแบบความผูกพันเข้ามาแทน เสพเมถุนกับแฟนก็ไม่สนุกเหมือนกับไปหาน้องๆเอ๊าะๆ หรือกิกแก๊ก ตามประสาศัพท์ใหม่ๆได้ แต่เราก็ยังรักและยังอยากที่จะอยู่กินกับแฟนของเราไม่เสื่อมคลาย และนี่ก็จะเป็นคำตอบของคำถามที่ได้เปรยไว้ก่อนหน้านี้ว่า เหตุใดเมื่อครั้งเป็นแฟนกันใหม่ๆ ความรักของเราจึงได้ตื่นเต้นซู่ซ่าทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้คนรัก แต่ครั้นอยู่นานๆกันไปนัก เหตุใดความรักของเราจึงได้เย็นชืดอืดเป็นเรือเกลือไปได้ ทั้งๆที่เราก็ยังรักยังห่วงหายังอาลัย แฟนของเราอยู่ ก็เพราะว่าความรักมันแปรเปลี่ยนจากชนิดเสพเมถุนไปเป็นความรักชนิดผูกพันแล้วนั่นเอง หรืออย่างเช่นกับเพื่อนๆของเรา ได้ทำงานร่วมกันทุกวัน ได้กินข้าวร่วมกันทุกวัน ก็ก่อให้เกิดความผูกพัน ความห่วงหา ความอาลัย ความไม่อยากจากกันไป รู้สึกยึดติด อาวรณ์ และอาจจะเลยเถิดไปจนถึงขนาด เพื่อนโกรธใครเราโกรธด้วย เพื่อนชอบอะไรเราชอบด้วย เพื่อนรักใครเรารักด้วย ยกเว้นแฟนของเพื่อน อย่างนั้น หรืออย่างวัตถุสิ่งของ ตุ๊กตาหมีตัวโปรด เสื้อผ้าตัวเก่ง มือถือเครื่องเจ๋ง หรือรถเก๋งคันสวย มันก็เกิดขึ้นอย่างทำนองเดียวกัน คือใช้มันมานาน ถูกใจมันมานาน ภูมิใจกับที่มาของมัน ก่อให้เกิดความผูกพัน ยึดติด กลายเป็น “ของกูๆ” ขึ้นมาทันที

                   

                  ความรักอันเกิดจากความผูกพันอย่างที่กล่าวมา คิดว่าท่านผู้อ่านคงพอเข้าใจได้ แยกแยะได้ ว่ามันเป็นความรักอย่างไร หรือควรจะผูกวางไว้อย่างไรไม่ให้ยึดติด แต่ความรักที่เกิดกับสัตว์เลี้ยงอย่างหมา แมว หมู งู ตุ๊กแก ปลากัด ไก่ชน ซึ่งก็เป็นความรักชนิดผูกพันเช่นกัน เลี้ยงมันมาให้อาหารมันกินก็รักมัน มันขี้อ้อนเคล้าคลอเราทุกครั้งที่เห็นเรา เราก็ปลื้มมัน มันโก่งคอขันไพเราะเพราะพริ้งสดับโสตเรา เราก็พึงใจมัน รูปร่างมันสวยงามอวดใครใครเขาก็ชม เราก็ภูมิใจมัน แล้วมันจะไม่ดีตรงไหน กับการเป็นคนรักสัตว์ ทีพระที่วัดก็เห็นรักสัตว์ ปลาในแม่น้ำหน้าวัดยังไม่ให้ตกเลยบอกว่าเป็นเขตอภัยทาน แถมวัดบางแห่งก็ยังกับสวนสัตว์ เลี้ยงสัตว์ไว้เสียนานาชนิด เป็นคนรักสัตว์ก็ดีแล้ว มิใช่หรือ? มันต่างกันครับระหว่าง “ความรักสัตว์” กับ “ความเมตตาสัตว์” ต่างกันตรงไหน จะเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่ผู้เขียนยังอุปสมบทอยู่ ที่วัดถ้ำขวัญเมือง อ.สวี จ.ชุมพร พระอาจารย์สรวง ปริสุทโธ เจ้าอาวาสได้เคยเทศนาสั่งสอนไว้ เมื่อเห็นแม่ชีรูปหนึ่งชอบอุ้มแมวเหมียวในวัดขึ้นมาปฏิบัติธรรมเสมอๆ หลวงพ่อสรวงได้เทศนาไว้ว่า ความรักที่เรามีต่อสัตว์นั้นถือเป็นกิเลสราคะชนิดหนึ่ง เป็นราคะที่หากสะสมไว้มากๆก็จะยากที่จะละได้ แต่เราควรที่จะมีเมตตาต่อมัน ความมีเมตตาจิตต่อสัตว์ ถือเป็นวัตรที่ควรปฏิบัติของนักบวช เพราะเมตตาเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ ความแตกต่างระหว่างความเมตตาสัตว์กับความรักสัตว์ อยู่ตรงที่ว่าความเมตตาสัตว์นั้นคือจิตที่ต้องการให้สัตว์นั้นพ้นทุกข์ แต่ก็มีอุเบกขาในคราวเดียวกัน อย่างเช่น เราควรให้อาหารมันเมื่อมันหิว ด้วยจิตที่มีเมตตา แต่หากมันต้องเป็นไปด้วยสภาพกรรมของมัน อย่างเช่นมันตายไป หายไป เราก็ไม่ควรจะเสียใจต่อความเป็นไปของมัน ส่วนความรักสัตว์ก็คือจิตที่ผูกพันต่อมัน เกินเลยไปจากจิตที่มีแค่เมตตา ยึดติดมันว่ามันเป็นของเรา ยึดถือมันว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อสภาพกรรมเกิดแก่มัน ก็เสียอกเสียใจไปกับมัน เมื่อมันไม่มาเคล้าคลอก็โกรธมันว่าไม่รักดี เมื่อมันหายหน้าไปก็รุ่มร้อนนอนไม่หลับ เฝ้าแต่ตามหา เมื่อมันตายไปก็ฟูมฟายเสียน้ำตา เอาไปฝังเอาไปเผาเหมือนอย่างกับคน นั่นแหละฤทธิ์ของความรักชนิดผูกพันละ

   

              ความรักชนิดที่สี่คือความรักที่เรามีต่อสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว อาจเรียกได้อย่างหนึ่งว่าความศรัทธา แปลตรงๆได้ว่าเป็นความรักที่ไม่ต้องการพิสูจน์หรือว่าผ่านการพิสูจน์มาแล้ว  คือถ้าเราศรัทธาในสิ่งใดแล้ว เราก็มักจะไม่ต้องการพิสูจน์แล้วว่าสิ่งนั้นมีจริงหรือไม่ หรือว่าจะดลบันดาลความต้องการให้เราได้จริงหรือไม่ หรือผ่านการพิสูจน์มาแล้วก็อย่างเช่นศาสนาทั้งหลายที่มีการพิสูจน์กันมาแล้วว่า เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตของเราดำเนินไปในหนทางแห่งความสุขได้ หากปฏิบัติไปตามหลักที่เหล่าศาสดา ทรงสั่งสอน ความรักชนิดนี้รุนแรงมาก อาจสร้างโลกหรือทำลายโลกได้ทีเดียว อย่างเช่นพฤติการณ์ของกลุ่มคนที่สร้างสถานการณ์ อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น หรืออย่างสงครามครูเสดในอดีต ที่รบราฆ่าฟันกันมาหลายชั่วอายุคน ความรักชนิดนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าจะแปรเปลี่ยนไปเพื่อใช้ในการไหน แปรเปลี่ยนไปเพื่อให้โลกเกิดสันติภาพ ความสงบสุขก็จะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่หากแปรเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นทั่วโลกเช่นกัน ความรักความศรัทธาชนิดนี้ ถ้าอยู่บนหนทางที่ถูกต้องเราก็เรียกกันว่า “สัมมาทิฐิ” แต่ถ้าอยู่บนหนทางที่ไม่ถูกต้องเราก็เรียกกันว่า “มิจฉาทิฐิ” ความรักชนิดนี้นั้นยากกว่าความรักทั้งสามที่ผ่านมาเสียอีก ที่จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดถูกต้องและสิ่งใดไม่ถูกต้อง เพราะทั้งคนที่จะชี้ก็ไม่อยากชี้ คนที่ถูกชี้ก็ทำใจไม่ได้กับความเชื่อของเขาที่มีมานมนาน และคิดว่าถูกแล้ว คำว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นั่นแหละ คือคำที่จะคอยใช้คัดค้านอยู่เสมอๆ

    

              ความรักทั้งสี่ชนิดดังที่กล่าวมา สมควรที่เราจะต้องตรองให้รู้ ดูให้เห็นเภทภัยของมันที่จะเกาะกินจิตใจของเรา ให้หลงวังวนอยู่ในวัฏสงสารไม่สิ้นสุด แม้ท่านจะคิดว่าก็ฉันยังไม่ได้คิดจะบวชหรือจะสละกิเลสนี่ ฉันยังต้องการที่จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ต่อไป เพียงแต่อยู่ในสภาพที่ดีๆหน่อย มีสุขมากกว่าทุกข์หน่อยจะทำไง สิ่งที่ควรกระทำก็คือ “รู้” รู้อย่างเดียวนี่แหละก็ช่วยได้แล้ว เมื่อยังละไม่ได้ก็สมควรต้องรู้ เมื่อยังอยากถึงจุดสุดยอดอยู่ก็สมควรต้องรู้ รู้ว่าเรากำลังเพาะกิเลสให้เกิดขึ้นกับจิต ฉะนั้นก็อย่าไปผิดศีลข้อสาม เมื่อยังอยากที่จะรักเพื่อนรักฝูงรักสังคมคนรอบข้าง ก็ต้องรู้ รู้ว่าสภาพกรรมไม่แน่นอน วันหนึ่งก็อาจล้มหายตายจาก เกิดดับขึ้นได้ อย่าเอาจิตไปผูกติดถึงขนาดไม่เป็นอันกินอันนอน เมื่อยังอยากจะมีครอบครัวมีเมียมีผัวมีลูกเต้าก็ต้องรู้เช่นกัน รู้ให้ได้ว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคู่กับเรา แต่เราไม่ใช่เจ้าของชีวิตเขา เรารักและดูแลเขา แต่มิอาจจะกำหนดชะตาชีวิตหรือขีดเส้นทางชีวิตให้กับเขา จงปล่อยจิตให้วางหัดใช้อุเบกขาคือไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเมื่อมีคำยกยอปอปั้นเข้ามาในจิต แล้วก็ไม่หดหู่รันทดปวดร้าวเมื่อได้ยินคำติฉินนินทาว่าร้าย ไม่กระโดดโลดเต้นยินดีเมื่อได้สุข แล้วก็ไม่ฟูมฟายร้องไห้เมื่อเกิดทุกข์ อุเบกขานี้ต้องฝึกบ่อยๆเข้าก็จะเคยชินแล้วก็จะปฏิบัติได้

          คนที่ไม่เคยปฏิบัติอุเบกขาจะไม่เข้าใจว่า จะไปทำได้อย่างไร เมื่ออกหักมันก็ต้องเสียใจ เสียใจก็ต้องกินเหล้า หรือตีอกชกหัว หรือกระโดดตึกตายให้มันรู้แล้วรู้รอด ก็นั่นแหละเพราะจิตมันไม่ “รู้” จิตไม่รู้ก็ปฏิบัติไม่ได้ จิตไม่รู้ก็ระงับยับยั้งไม่เป็น แถมจิตไม่รู้กลับจะพาลเอาคนที่เขาปฏิบัติได้ว่า เป็นพวกใจจืดใจดำใจแข็ง เห็นอยู่ชัดๆว่าแฟนมีชู้ยังไม่ตามไปราวีอีก หรือเป็นคนไม่มีหัวจิตหัวใจแฟนบอกเลิกไป ยังจะนั่งทำหน้าเฉยเหมือนเป็นคอห่าน ที่ไม่รู้เสียเลยว่าเขาปล่อยของเหม็นลงไป อีกคำพูดหนึ่งที่ว่า “เพราะรักถึงได้หึง” หรือที่ดาราในละครชอบแสดงแกล้งกันเพื่อให้หึง จะได้รู้ว่ารักหรือไม่รัก ถ้าไม่มีอาการหึงถือว่าไม่รักว่าอย่างนั้น นั่นก็ทำไปเพราะความไม่รู้จักกิเลส ไม่ยั่วโทสะของกิเลสให้ขึ้นมา โดยคิดว่าเป็นเรื่องดี ละครเขาแสดง คนเสพละครก็เป็นไปตามละครที่เขาแสดง แต่ละครที่แสดงเขาตบตีกันเสร็จ ผู้กำกับสั่งคัทเขาก็ขอโทษขอโพยกัน ไม่ได้มีเรื่องราวที่เป็นจริง แต่คนเสพละครที่เอาอย่าง ยั่วให้หึงตามละคร แต่ตบตีกันเสร็จไม่มีใครสั่งคัท แต่ถึงมีก็ไม่ฟังเสียงแล้ว และถึงจะฟังเสียงก็เป็นเรื่องเป็นราวไปแล้ว หาได้จบลงอย่างเบื้องหลังของละครไม่ จบแค่ตบตีก็ดีไป หากจบเลวร้ายไปกว่านั้นก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐละ ฉะนั้นขอให้เราพึงรู้และรู้จักเสพความรักแต่พอควร เมื่อมันให้เราได้สุขถึง “จุดสุดยอด” ได้ ก็พึงคิดไว้เถิดว่ามันก็สามารถนำพาทุกข์มาให้เราถึง “จุดสุดยอด” เช่นเดียวกัน

              ความรักคืออารมณ์ ดังที่บอกไปแล้ว อารมณ์รัก อารมณ์ใคร่ อารมณ์ปรารถนา อารมณ์ศรัทธาและเลื่อมใส ก็ล้วนเป็นอารมณ์ ทางพระเขาเรียกเวทนา เป็นหนึ่งในขันธ์ห้า และก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง เสมือนโทสะหรือความโกรธ ความรักก็อยู่ตรงกันข้ามกัน โกรธได้ก็หายได้ใช่ไหม รักได้ก็หายได้เช่นกัน   เชื่อเถอะความรักนิรันดร์มีก็แต่ในบทกวีเท่านั้นแหละ หาได้มีในชีวิตจริงไม่ เมื่อเกิดความโกรธขึ้นมาเราก็ต้องควบคุมไว้แต่ในจิตในใจ หากปล่อยให้มันเพ่นพ่านออกไป วาจาเรามือไม้เราก็อาจจะออกไปทำร้ายบุคคลผู้ทำให้เราโกรธได้ เมื่อเกิดความรักขึ้นมาก็เช่นกัน จงควบคุมมันไว้ในจิต อย่าให้มันลุกลามออกมาเพ่นพ่านใหญ่โต มิฉะนั้นมันก็อาจจะทำลายผู้ที่เรารัก แล้วก็อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายเราได้เช่นกัน

 

               เมื่อความรักคืออารมณ์ และอารมณ์ก็คือเวทนา และเวทนาก็คือกิเลส ผู้ใดมีกิเลสก็กล่าวได้ว่าผู้นั้นยังไม่พ้นทุกข์ คือยังไม่ไปถึงนิพพาน หรืออรหันต์ ผู้ใดยังมีความรักผู้นั้นก็เสมือนว่ายังมีทุกข์ และนั่นก็เป็นคำกล่าวของพระพุทธองค์ ในเรื่องกามนิตวาสิฏฐีว่า “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” ทุกข์ในที่นี้ก็คือ ทุกข์ในไตรลักษณ์ อันประกอบไปด้วย “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อนิจจัง หมายถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ก็หมายถึงความเป็นนิรันดร์ไม่มีแก่สสารในโลกนี้ ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง ทุกขัง หมายถึงทนอยู่ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีสิ่งใดอยู่นิ่งๆได้ตลอดไป เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนแปลง อนัตตา หมายถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดมีรูปร่างที่ถาวร คงกะพัน แม้บางอย่างจะอยู่ได้นานแต่ก็ไม่ตลอดไป ต้องตกอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” พระพุทธองค์จึงทรงหมายถึงว่า ผู้ใดยังมีความรักอยู่ ผู้นั้นก็ยังไม่สิ้นกิเลส ผู้นั้นยังอยู่ในความเปลี่ยนแปลงไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่หมายถึง “ใครมีความรักแล้วคนนั้นจะมีความทุกข์” ไม่ เพราะทั้งความทุกข์และความสุขที่เรียกว่า “โลกียสุข” นั้นก็ล้วนแล้วแต่เกิดเพราะความรักทั้งสิ้น อยู่ที่ผู้มีความรักจะรู้จักควบคุม รู้จักปล่อยวาง กับมันได้อย่างแค่ไหนเพียงไร จำไว้อีกครั้งว่าความรักก่อให้เกิด “สุขสุดยอด” ได้เพียงไร ก็ก่อให้เกิด “ทุกข์สุดยอด” ได้เพียงนั้น....สวัสดี

                                                                    ทิดเป๊ปซี่

                                                                  19 เมษา 51

                ........ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต..............

         

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net