วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้กำกับคนที่แปด


เรื่องที่แปด

วันสุดท้าย

 

บทความนี้คือบทสัมภาษณ์คุณบุพกร  จันทร์โลหิต  ผู้กำกับหนุ่มอายุ ๒๕ ปี  ซึ่งเพิ่งสร้างหนังมาเพียงสามเรื่อง  แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างเกรียวกราว 

คุณบุพกร  ออกมาต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง  ด้วยรอยยิ้มประทับใจ  เขาเป็นคนตัวเล็ก  หน้าตาดี  แต่ดูเหมือนเด็กนักศึกษามากกว่าผู้กำกับหนัง 

 

บทความนี้  ตัดตอนมาจากเทปบันทึกการสัมภาษณ์  ขณะนั่งคุยกันอยู่ในคอนโดมิเนียมของเขาใจกลางกรุงเทพฯ   

 

ผู้สัมภาษณ์      รู้สึกยังไง  ที่มีคนบอกว่าคุณบุพกรสอนมวยรุ่นพี่

บุพกร             (  หัวเราะ )  เป็นการอำกันเล่นมากกว่าครับ  ผมคิดว่าศิลปะกว้างใหญ่เกินจะบรรยาย  ศิลปินแต่ละคนก็มีจุดเด่นบางอย่างในตัวเอง 

ผู้สัมภาษณ์      แล้วรู้สึกตัวเองมีจุดเด่นอะไรบ้าง

บุพกร             คงเป็นความใจเดียว  ความแน่วแน่กระมัง

 

ผู้สัมภาษณ์      ที่บอกว่าคนเราดูจากเปลือกนอกไม่ได้  ก็คุณบุพกรนี่แหละค่ะ

บุพกร             ทำไมหรือครับ 

ผู้สัมภาษณ์      ใครจะคิดว่า  เด็กหนุ่มที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย  จะสร้างหนังอย่าง

วันสุดท้ายของพระพุทธเจ้า  วันสุดท้ายของยโสธรา  และ วันสุดท้ายของราหุล  มันน่าจะเป็นหนังของผู้กำกับผู้มีอายุมากกว่า

บุพกร             อาจจะเพราะผมเป็นเด็กก็ได้  มีความใฝ่ฝัน   กล้าคิด  กล้าทำ 

ผู้สัมภาษณ์      อะไรเป็นแรงบันดาลใจ

บุพกร             ก็จากคนรอบตัว  จากหนังสือที่อ่าน  เราอยู่ในสังคมพุทธนี่ครับ  ผมได้ยินเรื่องของการนิพพานมานานตั้งแต่เด็ก  รู้สึกสงสัยเสมอว่ามันเป็นยังไง  วันสุดท้ายของพระอรหันต์จะเป็นยังไง  มันเป็นปริศนาที่น่ารู้มากกว่าการเดินทางไปดาราจักรอื่นเสียอีกนะครับ

ผู้สัมภาษณ์      รูปความคิดของคุณคืออะไร

บุพกร             ที่จริงคอนเซ็ปต์งานของผมมีหนึ่งเดียว  คือวันสุดท้าย  ผมคิดว่าวันสุดท้ายของใครคนหนึ่งน่าสนใจมากเลย  วันที่คุณปู่คุณย่าของผมเสียชีวิต  ผมนั่งอยู่ข้างๆ  รู้สึกมันเป็นวันที่แปลกประหลาด ดื่มด่ำ ลืมไม่ลง  ความตายไม่เหมือนที่เราเคยอ่านในหนังสือ  หรือดูในหนังทั่วไป  มันละเอียดอ่อน  ลึกซึ้งกว่ามากครับ  แทบจะบอกว่าพูดไม่ได้  บรรยายไม่ถูก  และอาจด้วยเหตุบังเอิญ  ในวาระต่างกัน  ผมได้เห็นเพื่อนสองสามคนของผมเสียชีวิต  ตลอดจนคนแปลกหน้าอีกสองสามคน  หมดลมหายใจตรงหน้าของผม  เช่นวันหนึ่งขณะที่ผมนั่งรถเมล์  มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถูกคู่อริเอาปืนปากกาจ่อยิงตรงแสกหน้า  ล้มลงตรงทางม้าลาย  ตรงหน้ารถเมล์คันนั้นพอดีเลยครับ  ไม่รู้ทำไม  ผมวิ่งลงไปประคองเขาไว้  คิดว่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง  ตอนที่ลมหายใจสุดท้ายออกจากร่าง  ผมรู้สึกกาลเวลาเป็นคนละมิติกับเวลาที่ผมเคยรู้จัก  มันนิ่งสงบมาก  เขาผ่อนลมหายใจสุดท้ายออกมาอย่างสงบ  ไม่เจ็บปวด  ไม่ดิ้นรนอะไรอีก  น้อยครั้งที่ผมจะเห็นความสงบแบบนี้  นี่ขนาดคนถูกฆ่าต่อหน้าเลย  จากประสบการณ์ที่เห็นทำให้ผมเชื่อว่าวันสุดท้ายของชีวิตน่าสนใจเหลือเกิน  สำหรับชีวิตทุกชีวิต 

ผู้สัมภาษณ์      แต่ทำไมเลือกสร้างวันสุดท้ายของนักบวชละคะ

บุพกร             มันเป็นข้อจำกัดของหนังครับ  ความตายของคนธรรมดาอาจน่าสนใจไม่แพ้อรหันต์นะครับ  แต่ทว่า  มันอาจน่าสนใจในช่วงสุดท้ายไม่กี่วินาที  คือการจะเล่าเรื่องของพวกเขา  จะเล่ายาก  เพราะหนังต้องมีความยาวสองชั่วโมง  แต่ชีวิตของพระอรหันต์  เหมือนเขาตายมาตั้งนานแล้ว  ตายตั้งแต่วันที่เขารู้แจ้ง  เหมือนกับว่าลมหายใจสุดท้ายนี้มันยาวหลายวัน  หรือหลายเดือนหลายปี  มันทำให้การทำหนังน่าสนใจครับ 

ผู้สัมภาษณ์      แต่ทำไมสร้างแค่คอนเซ็ปต์เดียว  มีหนังแนวอื่นอีกเยอะแยะ  คุณไม่สนใจบ้างหรือ

บุพกร             มันเกิดจากความเชื่อครับว่าคอนเซ็ปต์นี้น่าสนใจมาก  และมีความลึกเพียงพอที่จะให้ผมทำงานตลอดชีวิต  ผมเลือกเป็นคนอาชีพเดียว  หากเปรียบเป็นชาวไร่  ผมก็เลือกเป็นชาวไร่ที่ปลูกพืชชนิดเดียว  แต่ทำให้มันดีที่สุด  เป็นไร่ขนาดใหญ่ 

ผู้สัมภาษณ์      คุณมีศรัทธาแรงกล้าในศาสนาไหม

บุพกร             ผมไม่ปฏิเสธว่าพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อผมอย่างลึกซึ้ง  แต่เหตุผลที่ผมเลือกพุทธศาสนา  สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดของการทำงาน  ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ  ในสมัยแรกสุด  ก่อนที่ผมจะทำหนังเรื่องแรก  วันสุดท้ายของพระพุทธเจ้า  ตอนนั้นผมอายุ ๒๐ ปี  ผมวางคอนเซ็ปต์เพียงแค่ว่า  ตั้งใจจะสร้างหนังวันสุดท้ายของใครคนหนึ่ง  จากนั้นผมก็ลองเรียงชื่อบุคคลที่น่าสนใจ  เช่น    พระพุทธเจ้า    มหาวีระ    เหลาจื้อ    พระเยซู    โสกราตีส  ๖ เปลโต้    จากนั้นผมก็ค่อยๆคิดถึงความเป็นไปได้  อย่างมหาวีระ  ผมรู้เรื่องราวของเขาน้อยมาก  เพราะเขาเป็นศาสดาของศาสนาที่ผมไม่คุ้นเคย  กลัวสร้างออกมาแล้วผิดครับ ผมสนใจเขาเพราะเขาคู่ขนานกับพระพุทธเจ้า  แต่ก็แตกต่าง   เหลาจื้อ  ก็ไม่มีประวัติที่เชื่อถือได้  หากสร้างเป็นหนัง  ก็เหมือนเราแต่งนิทาน  อย่างพระเยซู  ก็มีคนอื่นสร้างไปแล้ว  และผมคงสร้างสู้ไม่ได้  อย่างโสกราตีส  วันสุดท้ายของเขาอยู่ในคุก  มีแต่การพูดคุยกันทางปรัชญา  ทำเป็นหนังออกมาคงไม่สนุก  ฯลฯ  อุปมาเหมือนต้นไม้หกชนิดนี้  ผมถามตัวเองว่า  มีชนิดไหนที่ปลูกในเมืองไทยแล้วจะงอกงาม  ผมก็พบว่ามีแต่พระพุทธเจ้านี่แหละครับ  เราสังเกตว่าต้นไม้มีนานาพันธุ์  แต่ไม่ทุกพันธุ์เมืองไทยจะปลูกได้นะครับ  บางชนิดปลูกไม่ได้เลย  บางชนิดปลูกได้  แต่ไม่งาม  แต่มีบางชนิด  เราปลูกได้งามกว่าชาติใดในโลก   

ผู้สัมภาษณ์      เช่นพุทธศาสนา นิกายหินยาน 

บุพกร             ถูกแล้วครับ  พุทธศาสนา นิกายหินยาน  เจริญรุ่งเรืองในเมืองไทยมานานเป็นพันปี  ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรอกนะครับ  มันเกิดจากความลงตัวหลายอย่างในธรรมชาติ  ในน้ำ  ในดิน  ในจิตใจ  ในชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย แม้ต้นกำเนิดของมันจะอยู่ในอินเดียทางตอนเหนือ  แต่วันนี้มันก็เหมือนดับสลายไปแล้วครับ  แต่กลับเจริญงอกงามในดินแดนอื่น   เช่นในดินแดนสุวรรณภูมินี้  ผมคิดว่าผู้กำกับที่สร้างวันสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่ดีที่สุด  น่าจะเป็นคนไทย  ฝรั่งถึงจะเก่ง แต่ยากที่พวกเขาจะเข้าใจจิตวิญญาณดวงนี้ได้  เหมือนทุเรียนพันธุ์นี้ไม่มีที่ไหนจะอร่อยเหมือนในเมืองไทยนี้ได้

ผู้สัมภาษณ์      คือคุณเลือกสร้างสิ่งที่คิดว่าทำออกมาแล้วจะได้ผลที่สุดใช่ไหม

บุพกร             ถูกต้องครับ 

ผู้สัมภาษณ์      แต่หนังสามเรื่องนี้  คนต่างชาติก็ชื่นชมมาก  แสดงว่ามันได้ทะลุไปสู่ความเป็นสากลใช่ไหม

บุพกร             แน่นอนครับ  เวลาผมสร้างหนังสามเรื่องนี้  ผมตั้งใจให้มันเป็นสากล  เพราะที่จริงคนอย่างพระพุทธเจ้า ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลกนะครับ  เป็นหนึ่งในสิบมนุษย์ที่น่าสนใจที่สุดในโลกตลอดกาล  อันนี้พูดแบบไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนะครับ  ผมต้องการแสดงส่วนนี้ออกไปให้เห็น  เวลาเราดูหนังของศาสนาอื่น  เราไม่ต้องการให้เขามาเทศนาสั่งสอนอะไร  เราต้องการเห็นความเป็นสากลของเขามากกว่าฉันใด  เวลาผมทำหนัง  ผมก็ไม่ต้องการเทศนาสั่งสอนคนอื่นฉันนั้น   โดยเฉพาะคนศาสนาอื่น  พวกเขาคงไม่อยากฟังหรอกครับ  แต่ความตายเป็นเรื่องสากลครับ  การตายอย่างสงบ  ไม่กระเสือกกระสน    ไม่ติดยึด  เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ในความคิดฝันของมนุษย์  ทุกคนอยากตายอย่างสงบ  แต่ไม่รู้จะทำยังไง  หนังแสดงภาพให้เห็น  ให้รู้สึกเอง  โดยไม่ต้องสอน  ผมกำลังนำเสนอปมเด่นที่สุดของผู้ทรงศีล  คือพวกเขาเตรียมตัวตายมานานกว่าคนอื่น

ผู้สัมภาษณ์      มองดูจากชื่อ  อาจคิดว่าหนังสามเรื่องนี้เหมือนกัน  แต่ที่จริงมันออกมาคนละสไตล์เลย  เพราะอะไร

บุพกร             มันเกิดจากข้อจำกัดของบุคคลทั้งสามครับ  คือคนสามคนนี้แตกต่างกัน

ผู้สัมภาษณ์      ไม่เข้าใจค่ะ

บุพกร             เช่นในวันสุดท้ายของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นวันปรินิพพาน  มันเป็นวันที่สมบูรณ์พร้อมมากเลยครับ  มันหนัก  มันแน่น  และละเอียดอ่อนตลอดวัน  เรียกว่าเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในโลก  เท่าที่ใครจะหาประสบการณ์ร่วมด้วยได้  ผมจึงนำเสนอวันนั้นตรงๆ  เดินเรื่องตามจริง  วันนั้นมีเรื่องอย่างเพียงพอที่จะเล่าในเวลาสองชั่วโมง  เพราะวันนั้นบรรดาสาวกสำคัญทั้งหลายก็มาชุมนุมกัน        และบรรดากษัตริย์จากแว่นแคว้นต่างๆก็ยกทัพมา  เพราะทุกคนอยากได้พระสารีริกธาตุ  พวกเขาเตรียมพร้อมจะทำสงคราม  บรรยากาศเครียดมาก  จะเห็นว่าผมใช้ดาราประกอบเป็นหมื่นเลย  มันเป็นวันที่ทั้งเศร้า  ทั้งซึ้ง  และตื่นเต้นระทึก  เหตุการณ์ดำเนินไปอย่าง กดดัน  และปวดร้าว  แต่ในขณะเดียวกัน  มันเป็นวันที่คำสอนของพระพุทธเจ้าเปล่งประกายเต็มที่  พระองค์สอนให้ปล่อยวาง  เพราะสังขารนี้ไม่เที่ยงแท้  และความไม่เที่ยงแท้  ก็กำลังจะแสดงตัวมันเต็มที่ในราตรีนั้น  เพราะผู้สอนเองก็กำลังจะดับสลาย มันบริบูรณ์มากจนผมไม่ต้องมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาเลย  หนังดำเนินตามจริงของหนึ่งวัน 

ผู้สัมภาษณ์      แต่รูปแบบนี้กลับใช้ไม่ได้ในอีกสองเรื่องหลังใช่ไหม  เพราะอะไร

บุพกร             ในเรื่องแรก  มันทำอย่างนั้นได้  เพราะวันนั้นเป็นวันที่เรารู้จักกันดีแล้ว  และพระพุทธเจ้าเป็นใคร  เราล้วนรู้จักกันดีแล้ว  ผมจึงไม่เล่าย้อนหลังไปสู่อดีตของพระองค์เลย  ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงวันประสูติ  ตรัสรู้  ปฐมเทศนา ฯลฯ  เพราะเรื่องราวเหล่านั้นแม้จะมีความสำคัญเช่นกัน  แต่หากเอ่ยอ้างถึง  พวกมันจะมาแย่งจุดเด่นวันปรินิพพาน  ในทางศิลปะเรียกว่ามากเกินไป  ทำให้ไม่ได้อะไร  ผมจึงตัดออกหมด  เพราะผมกำลังสร้างวันสุดท้ายของพระพุทธเจ้า  ไม่ใช่กำลังสร้างพระพุทธประวัติ  หากผมเผลอไปเอ่ยอ้างถึง  หัวใจของหนังจะอ่อนลง  เรารู้ว่าพระภิกษุชราที่ใกล้จะตายคนนี้คือใคร  เราไม่แนะนำตัวคนที่เรารู้จักอยู่แล้ว  แม้แต่คนต่างชาติก็ยังรู้จัก  ว่าคนผู้นี้มีความสำคัญอย่างไร  แม้จะไม่รู้รายละเอียดมากเท่าเรา  แต่พวกเขาก็สามารถรับรู้ข้อมูลที่หนังสื่อออกมาได้   เช่นในวันปรินิพพานของท่าน  หากหนังแสดงความโศกเศร้า  ความจริงใจของบรรดาเหล่าสาวกนับพันเหล่านั้น  เราก็จะรู้ว่าครูท่านนี้สอนเป็นอย่างไร  ยิ่งถ้าผมสามารถแสดงความน่าสนใจ  ความน่านับถือของบรรดาศิษย์เอกแต่ละคนที่ปรากฏตัวขึ้นมาในฉาก  โดยไม่จำเป็นต้องเล่า  หรือบรรยายสรรพคุณของพระพุทธเจ้าเลย  คนดูจะเชื่อทันที  จะรู้ทันทีว่าท่านเป็นครูที่ประเสริฐสุด  ขนาดลูกศิษย์ยังดีขนาดนี้  อาจารย์จะดีขนาดไหน ผมชอบสื่อด้วยการสะท้อนให้คิดเอาเองครับ  ผมรู้สึกมันกินใจกว่า   ผมชอบนำเสนอโดยภาพที่สะท้อนความรู้สึกนั้น  โดยอาศัยสื่อเล็กๆ

ผู้สัมภาษณ์      แล้วในเรื่อง  วันสุดท้ายของยโสธรา  ทำไมไม่นำเสนอแบบเดียวกัน

บุพกร             เพราะเรารู้เรื่องราวของนางยโสธราน้อยมาก      นอกจากว่าท่านเป็นคู่ชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ  และต่อมาได้บวชเป็นภิกษุณี  หนังจะเดินเรื่องราวให้จบในวันเดียวกลับทำไม่ได้  คนจะไม่รู้สึกด้วย  หนังจึงต้องมีการแฟล็ชแบคย้อนหลังไปเป็นเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของเธอ  วันที่เธอเข้าพิธีสยุมพร  วันที่เธอมีลูก  เรื่อยมาจนถึงวันที่เธอออกบวช  จนแก่ชรา  มันเป็นหนังที่อาศัยเรื่องราวของเธอสะท้อนชีวิตของภิกษุณีคนหนึ่งในสมัยพุทธกาล 

ผู้สัมภาษณ์      แต่ทำไมต้องมี  วันสุดท้ายของราหุล  ด้วย

บุพกร             เพื่อครบ trilogy ชีวิตของพระพุทธเจ้า  เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนสำคัญที่ทำให้เห็นชีวิตทางโลกของพระองค์  มันเป็นบ่วงสุดท้าย  และตัวของเขาเองก็น่าสนใจ  ความน่าสนใจของเขาอยู่ในความไม่น่าสนใจของเขานั่นเอง  คือท่านเป็นตัวแทนของคนธรรมดาคนหนึ่ง  ที่จริงท่านก็ไม่ได้เป็นรองพระภิกษุรูปอื่น  แต่ที่ดูเหมือนท่านไม่น่าสนใจ  เพราะท่านเป็นลูกชายของคนดัง   โดยจิตวิทยา  มนุษย์ชอบมองลูกคนดัง  โดยการเอาไปเปรียบกับพ่อ  ซึ่งที่จริงแล้วไม่ยุติธรรมนัก  เพราะต่างคนต่างชีวิต  ยกตัวอย่างเช่น  คนอื่นชอบไปเปรียบลูกชายของมหาตมะคานธีกับตัวมหาตมะ  ทำให้เกิดแรงกดดันกับตัวเด็ก  ท้ายที่สุดเขาทนไม่ไหว  กลายเป็นคนขี้เมาที่น่าสงสาร  แรงกดดันนี้ทำลายเด็กมาเยอะแล้ว  เรามาจินตนาการว่าตัวเรา  ซึ่งเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง  หากเกิดเป็นลูกของพระพุทธเจ้า  จะโชคร้ายเพียงไหน  เพราะอยู่ๆก็เจอแรงกดดันมหาศาล  หนังเรื่องที่สามนี้  ผมมีแฟล็ชแบคปานกลาง  คือมีเพียงบางฉาก  ไม่มากเหมือน  วันสุดท้ายของยโสธรา  แต่ในแง่ของการนำเสนออารมณ์ร่วมสมัย  กลับมีมากที่สุด  เพราะในหนังของผม  ราหุลเป็นคนธรรมดาที่สุด 

ผู้สัมภาษณ์      การรวมกันสามเรื่อง  ทำให้เกิดอะไรขึ้น

บุพกร             ผมคิดว่าทำให้เราเห็นภาพยุคสมัยนั้นได้ละเอียดอ่อนขึ้น  ผ่านชีวิตของคนสามคน  บรรยากาศและรูปแบบชีวิตคนในยุคพุทธกาล  เป็นสิ่งที่หาอีกไม่ได้แล้ว  นอกจากสร้างขึ้นมาเป็นหนัง  เรียกว่าเราอาศัยความพิเศษของศิลปะแขนงนี้  สร้างภาพเหล่านั้นขึ้นมา  เราจะเห็นพิธีกรรม  ความเชื่อ  ความงมงาย  ความไม่ทะเยอทะยาน  ฯลฯ  มันเป็นโลกที่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว  ในขณะที่โลกทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยตัณหา  ด้วยระบบทุนนิยม  เหตุที่ควรแสดงออกในสามมุมมอง  เพราะภาพบางภาพ  หากเรามองจากมุมเดียวจะเห็นได้ไม่หมด  ไม่กว้างพอ 

ผู้สัมภาษณ์      ใครคือตัวเอกสุดในสามเรื่องนี้ 

บุพกร             บางคนอาจคิดว่าคือตัวพระพุทธเจ้า   แต่ผมคิดว่าตัวเอกจริงๆคือขันธ์ห้ามากกว่า  วันสุดท้ายนี้แท้จริงคือการแสดงการดับขันธ์  ความดับแห่งรูป  ความดับแห่งนาม  ความดับแห่งสังขาร  ความดับแห่งวิญญาณ  และความดับแห่งสัญญา

ผู้สัมภาษณ์      เท่ากับว่านี้เป็นการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างหมดเปลือกเลย

บุพกร             พูดได้อย่างนั้น  เพราะคำสอนของพระองค์  จริงๆแล้วก็มีไม่กี่ประโยค  อยู่ที่ว่าจะมองให้เข้าใจได้ไหม  หากมองทะลุขันธ์ห้า  ก็หมด 

ผู้สัมภาษณ์      แต่มีคนวิจารณ์ว่า  คุณบุพกรสร้างหนังสามเรื่องนี้  โดยลบหลู่พระพุทธเจ้า

บุพกร             (  หัวเราะ )  คนบางคนเชื่อว่า  เวลานำเสนอพระพุทธเจ้า  ต้องมีแสงสว่างออกจากพระเศียร  แม้แต่ผายลมก็ยังต้องหอม  เรียกว่าต้องแสดงความไม่ใช่คนธรรมดาตลอดเวลา  ต้องงดงามไร้ที่ติ  เรียกว่าต้องไม่ใช่คน  และเมื่อผมนำเสนอท่านแบบคน  โดยยกย่องท่านเป็นหนึ่งในสิบบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล  ซึ่งเป็นการยกย่องมากแล้ว  เพราะคำว่าตลอดกาล  หมายถึงมนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วน  แต่คนบางคนก็ยังไม่พอใจ  เพราะรู้สึกว่าน้อยไป  น่าจะให้เป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุดในจักรวาล 

ผู้สัมภาษณ์      เลยมีเรื่องขัดแย้งกัน

บุพกร             ผมคิดว่าเรื่องจริงเป็นยังไง  ไม่มีใครรู้  เพราะกาลเวลาล่วงผ่านมาสองพันกว่าปีแล้วครับ  นี้เป็นเพียงภาพในจินตนาการเท่านั้น  แต่ผมคิดแบบคนทำงาน  คือส่วนตัวใครจะเชื่อยังไงไม่แปลก  แต่เวลาทำงาน  ภาพที่ผมนำเสนอออกไป  หากออกมาเป็นภาพคนธรรมดาคนหนึ่ง  จะซึ้งกว่า  เพราะคนทุกคนในโลกที่ผมรู้จัก  ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน  ก็ล้วนเป็นคนธรรมดาทั้งสิ้น  คือคนเรา  อาจมีความดี  ความสามารถ  ความเป็นอัจฉริยะอย่างสูงส่ง  แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ใช่คนธรรมดานะครับ  ความเป็นคนธรรมดานี้ลึกซึ้งกว่าทุกสิ่ง  และงดงามกว่าด้วย  เพราะมันทำให้เราอึ้งไปเลย  ว่าคนธรรมดาคนหนึ่งทำไมคิดได้อย่างนี้  สร้างผลงานได้แบบนี้  ทำไมคนธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำความดีได้ขนาดนี้  มันโดนใจกว่าครับ  ในขณะที่คนอื่นอีกนับล้านล้าน  เกิดมาแล้วก็ตายไป  เหมือนสูญเปล่า  หากเรามีความรู้สึกร่วมว่าท่านเป็นใครคนหนึ่งที่เราเหมือนจะรู้จัก  เวลาท่านจากไป  ก็เศร้ากว่าครับ  การนำเสนอท่านเป็นคนไม่ธรรมดา  รังแต่จะลดทอนพลังของท่าน 

 

 

 

 

โดย ฟ้าพูลวรลักษณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net