วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้กำกับคนที่สิบเอ็ด


เรื่องที่สิบเอ็ด

ฝาแฝด

 

 

ในวงการหนังเมืองไทยตอนนี้มีฝาแฝดคู่หนึ่ง  ทำหนังออกมาเป็นคู่  ซึ่งในสมัยก่อนโรงหนังชั้นสองชอบฉาย  เรียกว่าสองเรื่องควบ  แต่ความแปลกอยู่ที่ว่าพวกเขาสองคนสร้างออกมาให้เป็นสองเรื่องควบโดยเจตนา  มีมาถึงวันนี้สองชุดแล้ว 

บทความนี้  ตัดตอนมาจากเทปบันทึกการสัมภาษณ์พวกเขาสองคน คือคุณวรายุส  สุรัติ  กับน้องชาย  คุณวรสรณ์  สุรัติ   ทั้งสองปีนี้อายุ ๒๗ ปี  พวกเขาเป็นฝาแฝดหน้าไม่เหมือนกันทีเดียว  คนพี่หน้าตาหล่อเหลากว่า  ส่วนคนน้องจะน่ารัก

 

๑ โปรเจกแรก

 

ผู้สื่อข่าว          น่าตื่นเต้นนะคะที่วันนี้ได้มาสัมภาษณ์สองฝาแฝดคนเก่ง  พวกคุณชอบทำอะไรด้วยกันมาอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าคะ

วรายุส            ครับ  เรามักทำอะไรด้วยกัน  เรียนหนังสือห้องเดียวกัน  เลือกเรียนวิชาเดียวกัน  ฯลฯ  แต่กระนั้นนิสัยใจคอของเรากลับไม่เหมือนกันทีเดียว  ดูหนังของเราก็จะเห็น

ผู้สื่อข่าว          ทำไมทำหนังมาสองเรื่อง  เป็นสองเรื่องควบหมด  เป็นเจตนาหรือโครงการอะไรหรือเปล่าคะ

วรายุส            ก็ไม่เชิงครับ  มันเริ่มแบบไม่ตั้งใจ  คือสมัยที่เราเรียนวิชาถ่ายทำภาพยนตร์  เราสองคนทำสารคดีส่งครู  ต่างคนต่างทำ  ทำเสร็จแล้วทั้งคู่มีความยาวเรื่องละประมาณสี่สิบนาที   เวลาฉายในโรงมันจะสั้นเกินไปครับ  เราจึงเอามาประกบกันเป็นสองเรื่องควบ  แล้วส่งไปประกวดที่ต่างประเทศ  ปรากฏว่าเราได้รางวัลครับ  ดีใจกันใหญ่  ที่งานส่งครูของเราเป็นที่ยอมรับในโลกข้างนอก  พอเรียนจบเราสร้างเรื่องที่สอง  ก็คิดว่าต่างคนต่างทำ  แต่ทำเสร็จก็พบว่าเหมือนนัดกันไว้ครับ  คือมีความยาวประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่าเดิม  คราวนี้เราพอรู้ไต๋ตัวเองละครับ  เราจึงนำมาประกบกันออกฉาย  ก็ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอีก 

ผู้สื่อข่าว          อยากให้เล่าหนังชุดแรก

วรสรณ์           ( คนน้องพูดบ้าง  เสียงของเขาอ่อนโยนกว่า )  เป็นสารคดีครับ  ของพี่วรยุส  ชื่อ  นักโทษหนัก  ส่วนของผมสร้าง  ผู้มีอายุ  

ผู้สื่อข่าว          นักโทษหนัก       เกี่ยวกับอะไรคะ

วรายุส            คือผมไปสัมภาษณ์นักโทษหนักสามคนครับ  สองคนเป็นนักโทษจำคุกตลอดชีวิต  ตอนผมไปสัมภาษณ์  พวกเขาติดคุกมานานสิบกว่าปีแล้วครับ  และไม่มีกำหนดจะได้ออก  อีกคนหนึ่งเป็นนักโทษประหาร  ผมสนใจชีวิตของพวกเขา  เข้าไปถ่ายทำการสัมภาษณ์  และนำมาตัดต่อใหม่กับภาพขาวดำที่ผมสร้างขึ้น  เพื่อบรรยายชีวิตหนหลังของพวกเขา  ภาพขาวดำพวกนั้นเป็นภาพนิ่ง  จงใจถ่ายแบบมัวๆ  เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง  ทำแบบง่ายๆ  ตามประสางานเด็กนักเรียน  โดยใช้เพื่อนๆกับชาวบ้านบางคนมาเป็นแบบ  สาเหตุเพราะผมกลัวว่าถ้ามีแต่การสัมภาษณ์อย่างเดียว  คุยกันไปคุยกันมาจะน่าเบื่อครับ  มันต้องแทรกด้วยภาพขาวดำมัวๆบ้าง  ทำให้คนดูรู้สึกถึงเรื่องราว

ผู้สื่อข่าว          ทำไมคุณวรยุสถึงสนใจพวกเขาคะ

วรายุส            ผมรู้สึกพวกเขาเป็นคนธรรมดา  ที่บัดนี้กลายเป็นคนไม่ธรรมดาแล้ว  เพราะโดนขบวนการแห่งการลงโทษ  พวกเขาทำผิดจริง  แต่การลงโทษนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่เป็นปัญหายากครับ  ผมต้องการให้เห็นว่าพวกนักโทษหนักพวกนี้  สภาพจิตของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว  เปลี่ยนไปอย่างไม่หวนกลับ 

ผู้สื่อข่าว          พวกเขาสำนึกผิดไหม

วรายุส            บางคนก็สำนึกผิด  บางคนก็ไม่  ที่สำคัญคือสิ่งที่พวกเขาพูด  อาจไม่ใช่ความจริง  ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะโกหกนะครับ  มันก้ำกึ่งกับการหลอกตัวเอง 

ผู้สื่อข่าว          ประสบการณ์การทำสารคิดชุดนี้  น่ากลัวไหม

วรายุส            น่ากลัวครับ  เพราะผมพยายามคิดแทนพวกเขา  คิดแล้วเหมือนฝันร้าย  แต่ทุกคนก็รับกรรมนะครับ  คนเราถึงไม่ติดคุก  ก็ต้องรับกรรมอยู่ดี  ผมเชื่ออย่างนั้น  แต่การได้เจอพวกนักโทษหนักพวกนี้  ทำให้เราได้เห็น  ได้คิดอะไรหลายอย่างที่อยู่ต่อหน้า  แต่เรามองข้ามไป 

ผู้สื่อข่าว          เช่นอะไร

วรายุส            อิสรภาพที่เรามีอยู่ทุกวันนี้  เวลาถูกลิดรอนจะเป็นเรื่องรุนแรงมาก  เช่นนักโทษคนหนึ่งบอกว่า  ทุกวันนี้เขาไม่มีอิสรภาพที่จะออกไปตากฝนอีกแล้ว  แม้แต่การจะออกไปนั่งตากฝนก็ถูกลิดรอนเสียแล้ว 

ผู้สื่อข่าว          อะไรอีกบ้างคะ

วรายุส            คนที่เคยฆ่าคนตายมาแล้ว  จะอยากฆ่าคนอีก  มันแปลก  เหมือนโดนผีสิง  แม้ใจของเขาอาจไม่อยาก  พยายามต่อต้าน  แต่เหมือนมีอำนาจเร้นลับมายั่วยวนเขา  เหมือนคนเคยโกหก  ก็จะอยากโกหกอีก  ทั้งที่รู้ว่าการโกหกนั้นไม่ได้มีผลดีอะไรเลย  แม้แต่กับตัวเอง  นี้คือความหมายแห่งบาป 

ผู้สื่อข่าว          ทำไมสัมภาษณ์แค่สามคนละคะ  ไม่ทำมากกว่านั้น

วรายุส            ตอนนั้น  ผมยังเป็นเด็กนักศึกษา  ทำแค่นั้นก็เหนื่อยแล้วครับ  ขืนทำมากๆไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น  (  หัวเราะ ) 

ผู้สื่อข่าว          (  หันมาทางคนน้อง )  แล้ว ผู้มีอายุ  ละคะ  เป็นอะไร

วรสรณ์           ผมไปสัมภาษณ์ผู้มีอายุเก้าสิบกว่าปีสามคนครับ  เป็นคุณยายสองคนกับคุณตาหนึ่งคน  ผมดั้นด้นออกไปเสาะหา  เริ่มจากยายทวดของเพื่อนของผมคนหนึ่ง  ท่านยังแข็งแรงดี  ผมใช้เทคนิคเดียวกันกับพี่วรายุส  คือมีการสร้างภาพนิ่งขาวดำมาสอดแทรก  ต่างกันตรงที่ว่า  บางครั้งผมมีภาพจากสารคดีเก่าๆ  ภาพสิ่งของสมัยก่อนมาถ่ายประกอบ  เพราะอดีตของพวกแกมันนานมากมาแล้ว   ผมสนใจชีวิตของคนมีอายุ  ผมคิดว่าพวกเขาแต่ละคนเป็นยอดนักสู้  เป็นผู้อยู่รอด

ผู้สื่อข่าว          ตอนทำสารคดีชุดนี้  ปรึกษากันสองคนไหมคะ

วรสรณ์           ทำครับ  ที่จริงเราไปด้วยกัน  ช่วยกันทำ  แต่คอนเซ็ปต์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  หากมีเวลาว่างพอ  เราก็เป็นผู้ช่วยให้กันและกัน

ผู้สื่อข่าว          แสดงว่าพวกคุณสองพี่น้อง  เป็นนักคิดที่จริงจังมากเลย

วรายุส            จะพูดอย่างนั้นก็ได้นะครับ  เราอยากนำเสนออะไรบางอย่างที่มีคุณค่า  และเป็นชีวิตจริง 

ผู้สื่อข่าว          เวลาทำแบบนี้  จะแข่งกันไหมคะ

วรสรณ์           (  หัวเราะ )  มีครับ  แต่แข่งกันแบบสนุกๆนะครับ  เพราะที่จริงแล้ว  เราเป็นพี่น้องที่รักกันมาก

ผู้สื่อข่าว          หนังชุดนี้ได้รับรางวัลและสร้างชื่อให้คนรู้จัก  แต่ได้ฉายตามโรงใหญ่ไหม

วรสรณ์           ได้ครับ  แต่เพียงไม่กี่โรง  เพราะเป็นสารคดี 

๒ โปรเจกที่สอง

 

ผู้สื่อข่าว          แล้วชุดที่สองนี่ละคะ  คืออะไร

วรายุส            ผมกับน้องชายตัดสินใจสร้างหนังนิยายวิทยาศาสตร์  คนทั่วไปชอบคิดว่าหนังนิยายวิทยาศาสตร์ต้องลงทุนสูง  มีเทคนิคมาก  แต่เรากลับคิดว่าไม่จริง  หนังนิยายวิทยาศาสตร์ที่จริงเป็นหนังที่ลงทุนน้อย  และไม่ต้องอาศัยเทคนิคอะไรมาก   ผมสร้าง  ขึ้นจานบิน   วรสรณ์เขาสร้าง  เด็กหนุ่มสีน้ำเงินกับเด็กสาวสีเทา

ผู้สื่อข่าว          ขอให้เล่า  ขึ้นจานบิน 

วรายุส            เป็นเรื่องของผู้ชายสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน  อายุสามสิบปี  วันหนึ่งพวกเขาพบมนุษย์ต่างดาว  ที่มาชวนพวกเขาขึ้นจานบิน  ปัญหาอยู่ที่ว่าพวกเขารู้ว่าหากขึ้นไปแล้วชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปเลย  อาจไม่ได้กลับบ้านอีก  หรืออาจต้องเสียชีวิต  นาย ก  เพราะเขายังสนุกกับชีวิตทุกวันนี้   ยังพบความแปลกใหม่ในแต่ละวัน  เขาจึงตัดสินใจปฏิเสธ  เพราะรู้สึกราคาที่จ่ายมันสูงเกินไป  แม้ว่าการได้ขึ้นจานบินนั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมากก็ตาม  แต่เขาไม่แน่ใจ ส่วนนาย ข  เขาเบื่อหน่ายกับชีวิต  กำลังเซ็ง  กำลังอกหัก  ดังนั้นเขาจึงตอบรับ  ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงยี่สิบนาทีแรกนะครับ  อีกสี่สิบนาทีที่เหลือเป็นเรื่องของนาย ก คนเดียวครับ  เราจะไม่เล่าถึงนาย ข ละ  คือเขาขึ้นจานบินไปแล้ว  เรื่องจะดำเนินถึงชีวิตประจำวันของนาย   หนังจะสะท้อนถึงเขาที่มีความเศร้า  ความสับสน  ความแปลกใจ  คิดในใจเสมอว่าขณะนี้นาย ข  กำลังทำอะไรอยู่นะ  การที่เขาตัดสินใจไม่ไปนี้คิดถูกหรือเปล่า  มันเป็นหนังเรียบง่าย  แต่ดูจบแล้วจะกินใจ  มันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่หนักหน่วง   แม้จะยาวเพียงชั่วโมงเดียว  และลงทุนน้อย  เพราะไม่มีอะไรมากเลย   แต่นี้ต่างหากคือนิยายวิทยาศาสตร์  มันเป็นจริงได้  และเป็นมากกว่าหนังนิยายวิทยาศาสตร์มากมายที่ลงทุนมหาศาล

ผู้สื่อข่าว          ส่วน  เด็กหนุ่มสีน้ำเงินกับเด็กสาวสีเทา ละคะ

วรสรณ์           ผมสนใจเอกภพคู่ขนาน  เรื่องของผมเป็นเรื่องของตัวเอกคนเดียว  แต่เขามีชีวิตอยู่ในเอกภพคู่ขนาน  คือภาพที่ออกมาเป็นสีและเน้นโทนน้ำเงิน  ตัวเอกเป็นผู้ชาย  เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น  มองโลกในแง่ดี  แต่เมื่อเขาเดินออกจากประตูบ้านไป  หนังตัดมาอีกเอกภพหนึ่ง  เขากลับกลายเป็นหญิง  เป็นนางเอก  ภาพกลายเป็นขาวดำ  เธอกลับเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  หนังแสดงให้เห็นว่าสองเอกภพนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน  ไม่ติดต่อสื่อสารกัน  ต่างคนต่างอยู่  แต่มันกลับคู่ขนานกันอย่างประหลาด  เช่นพระเอกในภาคที่เป็นเด็กหนุ่มสีน้ำเงินเจอนางเอกในโลกของเขา  ทันใดนั้น  ภาพตัดมาอีกฉาก  ในโลกของเด็กสาวสีเทาก็เจอกับพระเอกของเธอเช่นกัน  ในหนังนะครับ  ฉากเป็นกรุงเทพฯทั้งค  แต่สองกรุงเทพฯนี้กลับอยู่ห่างกันเป็นสองเอกภพ  มันเป็นความเร้นลับอย่างสูงสุด  ดูจบแล้วมีประเด็นให้คิดเยอะแยะ  แต่ก็ลงทุนไม่มาก  เพราะผมเพียงเปลี่ยนสีฟีลม์เท่านั้น  และเปลี่ยนดารานำแสดงสองชุด   แต่อารมณ์ของหนังสิครับ  มันเศร้า  มันเหงา  มันพร้อมจะสะบัดตัวและเปลี่ยนบทบาท 

ผู้สื่อข่าว          (  หัวเราะ )  เห็นแล้วคะว่าพวกคุณสองพี่น้อง  แข่งขันกันจริงๆ  มันลี้ลับนะคะ 

วรายุส            พวกเราเป็นนักเทนนิสคู่ครับ  ตีตามลูกที่มา

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ฟ้าพูลวรลักษณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net