วันที่ พุธ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากลูกสาวคนเดียวของแม่


เกือบ 1 เดือนแล้วที่ฉันห่างกับแม่

ตอนนี้แม่ไปอยู่ที่เชียงใหม่ สุขภาพดีขึ้นตามกำลัง ฉันได้แต่หวังว่าแม่จะอยู่กับฉันไปอีกนานๆ

พักนี้ใจคอไม่ค่อยดี ได้ยินแต่ข่าวคนใกล้ตัวตายไปทีละคน ทีละคน ไม่ทันได้ตั้งตัว มันใจหายและน่ากลัว ...กลัวว่าจะใกล้เข้ามาทุกที

ฉันได้แต่ภาวนาว่าขอให้แม่ไม่เป็นอะไร ภาวนาว่าอย่าให้ความตายเข้ามาใกล้คนที่ฉันรักในตอนนี้

เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันเคยนอนร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะกลัวว่าตัวเองจะตาย เพียงแค่คิดขึ้นมาว่าถ้าคืนนี้นอนแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกล่ะ จะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้ว จะไม่เจอเพื่อนอีกแล้ว ยังไม่ได้ทำอีกตั้งหลายอย่างที่อยากทำ ตอนนั้นกลัวเป็นจริงเป็นจัง

โตมาถึงได้ซึ้งว่า ตัวเองตายน่ะช่างมันเถอะ แต่การที่ต้องเห็นคนที่รักตายนี่มันคงสุดจะทนยิ่งกว่า

ฉันไม่รู้จะบอกให้แม่รู้ได้ยังไงว่าฉันรักแม่มากเหลือเกิน

เพื่อนฝูงต่างรู้กันดีว่าฉันกับแม่ทะเลาะและถกเถียงกันบ่อยขนาดไหน ความเห็นของเราไม่เคยตรงกัน

อาจเป็นเพราะเธอเป็นแม่ และฉันเป็นลูก อย่างที่แม่กับลูกสาวทั่วโลกก็คงเป็นเช่นนี้

ฉันเคยเอ่ยถึงนวนิยายของเอมี่ ตัน เรื่อง สามสายใยในเงาอดีต ซึ่งเป็นเรื่องของลูกสาวกับแม่ที่เติบโตขึ้นมาต่างวัฒนธรรม และดุเหมือนจะเข้ากันไม่ได้อย่างสุดขั้ว แต่สุดท้าย ลูกสาวก็รู้ว่าเธอเหมือนแม่มากขนาดไหน เธอค้นพบแม่มีชีวิตอยู่ในตัวของเธอเอง ลึกลงไปในสายเลือด จนถึงเถ้ากระดูก

วันนี้ฉันเลิกงานและไปสยามพารากอนด้วยเป้าหมายหลายหลาก หนึ่งในนั้นคือไปร้านหนังสือ

ฉันเจอ The Joy Luck Club นวนิยายเรื่องเอกของเอมี่ ตัน ...วรรณกรรมที่เด็กวิชาโทภาษาอังกฤษอย่างฉันไม่มีโอกาสได้เรียน ฉันได้เรียนแต่ สามสายใยในเงาอดีต (The Bone Settle's daughter) ซึ่งแค่นั้นก็ทำให้ฉันน้ำตาไหลไม่ขาดสาย

ราวกับเห็นตัวเองก็ไม่ปาน

ฉันหยิบ The Joy Luck Club (มาจากสองฝั่งฟ้า) ขึ้นมา และเพียงแค่เห็นภาพหน้าปกซึ่งเป็นรูปของหญิงต่างวัยสองคนซึ่งดูก็รู้ว่าคือแม่กับลูก น้ำตาก็รื้นขึ้นมาซะเฉยๆ

เมื่อวานนี้ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือโทรไปหาแม่ตอนพักกลางวัน หลังจากที่เพิ่งรู้สึกตัวว่านานเพียงใดแล้วที่ฉันไม่ได้โทรไปหาแม่เลย

หลังจากที่เพิ่งทราบข่าวการตายของคุณแม่ของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งจากไปอย่างกระทันหัน

จะว่ากระทันหันก็ไม่ถูก ...ฉันเองทราบว่าคุณแม่ของเธอนั้นพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมา 2-3 เดือน และฉันบอกกับเธอว่า "ขอให้คุณแม่หายป่วยไวๆ" เพราะฉันเองก็จำได้ถึงความรู้สึกเมื่อครั้งที่แม่ของตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลเกือบ 4 เดือน

การมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยมีสุขภาพดี ซึ่งเคยทำกับข้าวอร่อยๆให้เรากิน ซึ่งเคยดุด่าว่าเรา ซึ่งเคยตามใจเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผู้หญิงคนที่คลอดเราให้เรามีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ผู้หญิงที่ได้มอบเลือด เนื้อ และกระดูกให้เราได้เดินอยู่ในวันนี้ ...ต้องนอนสิ้นเรี่ยวแรงและใบหน้าปราศจากสีเลือด ...มันชวนให้สิ้นหวังยิ่งกว่าเรื่องใดใดในชีวิต

ฉันเคยอกหักและเคยร้องไห้ให้ผู้ชายที่สลัดรัก ...แต่มันงี่เง่า ไร้สาระ และเทียบกันไม่ได้เลยกับการที่เห็นแม่ตัวเองต้องล้มป่วยและราวกับพร้อมจะจากไปอยู่ทุกเมื่อ

ค่ำนี้ฉันเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย มุ่งหน้ากลับสู่ห้องพักซึ่งฉันย้ายตัวเองมานิวาศเพื่อให้สะดวกกับการเดินทางมาทำงาน ...และฉันไม่มีบ้านให้กลับไปอีกแล้ว

แม่อยู่ห่างกับฉัน 700 กิโลเมตร พ่ออยู่ห่างกับฉันอีกเกือบ 1000 กิโลเมตร เราสามคนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่กันคนละทิศละทาง

ไม่เป็นไร ...ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น

ฉันกำลังจะอายุ 24 ปีในเดือนพฤษภานี้ และฉันต้องดูแลตัวเองให้ได้

ฉันต้องดูแลแม่ให้ได้

และฉันเพียงแต่หวังว่าแม่จะแข็งแรงและอยู่กับฉันไปนานๆ

โดย ลูกชิ้นปลาแปดเหลี่ยม

 

กลับไปที่ www.oknation.net