วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก ว่ า จ ะ เ ป็ น เ วี ย ด น า ม (2)


May 02, 2008

กว่าจะเป็นเวียดนาม (2)

การต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยม นโยบายต่อต้านคาทอลิกของพระเจ้ามิงห์หม่าง ทำให้ฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงเวียดนาม วัตจักรแห่งการรุกรานและเข้าครอบครองจึงเริ่มต้นอีกครั้ง การขึ้นบกของฝรั่งเศสที่เมืองท่าทูเรน (Tourane – ดานัง ในปัจจุบัน ) ในเดือนสิงหาคม 1858 เป็นลางบอกเหตุของการเริ่มต้นยึดครองอาณานิคม ซึ่งจะกินเวลาต่อมาอีกเกือบศตวรรษ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการสร้างอิทธิพลทางด้านศาสนา และทางยุทธศาสตร์ในอินโดจีน แต่ความต้องการที่จะแต่งตั้งกงสุลฝรั่งเศสและผู้ช่วยทูตพาณิชย์ในดานัง ถูกปฏิเสธจากราชสำนักของกษัตริย์แห่งเว้ ฝรั่งเศสจึงตอบโต้การปฏิเสธครั้งนี้ด้วยการยึดดานัง

ต่อมาในปี 1861 ฝรั่งเศสเข้ายึดไซ่ง่อน อีก 6 ปีต่อมาตอนใต้ทั้งหมดของประเทศ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โคชินไชน่า (Cochine China)  ก็ถุกผนวกเข้าเป็นอาณณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเริ่มขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือในปี 1883 และแล้วตอนกลางของเวียดนามภายใต้ชื่อใหม่ว่าอันนาม (Annam) และตอนเหนือหรือตังเกี๋ยก็กลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

ชาวเวียดนามมิได้มีชีวิตที่สุขสบายภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสมากไปกว่าเมื่อพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ในปี 1893 พระเจ้างามฮี (Ham Nghi) และฟานดิงห์ฟุง (Phan Dinh Phung) ทรงจัดตั้ง เกินเวือง (Can Vuong) ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ และก่อการจลาจลขึ้นที่ฮาติงห์ (Ha Tinh) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาพระเจ้าวุยเติน (Duy Tan) ทรงจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติขึ้นมาในปี 1916 แต่พระองค์ทรงถูกยึดอำนาจและขึ้นปกครองแทนโดยพระเจ้าไคดิงห์ (Khai Dinh)

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการจัดตั้งกลุ่มชาตินิยมทำการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฝรั่งเศสขึ้นหลายกลุ่ม นำโดยนักปรัชญาหัวรุนแรงในลัทธิขงจื้อ ฟานโบ่ยเจา (Phan Boi Chau) ฟานจูตริงห์ (Phan Chu Trinh) และเจ้าชายเกื่องเด (Cuong De) ผู้เป็นพระนัดดาของเจ้าชายแก๋งห์ ซึ่งเริ่มหันเหสู่ความคิดแบบประชาธิปไตย ในปี 1904 พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางตะวันออก และในปี 1907 ได้ลอบส่งนักศึกษาไปเรียนที่ญี่ปุ่น ฝ่ายฝรั่งเศสล่วงรู้จึงเจรจากับญี่ปุ่น แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกลับช่วยเหลือนักศึกษาบางคนให้หลบหนีไปยังจีน

เมื่อชาวเวียดนามพลัดถิ่นในจีนได้ไปเห็นการปฏิวัติของก๊กมินตั๋งที่นำโดนซุนยัดเซ็นในปี 1911 บางคนจึงเชื่อว่าเวียดนามพร้อมแล้วสำหรับการทำรัฐประหารเช่นเดียวกัน จึงได้จัดตั้งพรรคเวียดนามกว๊อกเยินดั่ง (Vietnam Quoc Dan Dang) ขึ้น ต่อมาพรรคนี้ได้กลายเป็นพรรคปฏิวัติชั้นแนวหน้าในการต่อสู้กับฝรั่งเศส

แต่ฝ่ายปฏิวัติก็ยังขาดเอกภาพ มีช่องว่างกว้างใหญ่ระหว่างฟานจูตริงห์ นักปฏิวัติที่มีแนวความคิดแบบตะวันตก กับฟานโบ่ยเจ่า ที่มีแนวความคิดแบบชาตินิยม ฟารจูตริงห์ไม่เห็นด้วยกับการอาศัยความช่วยเหลือจากต่างชาติในการขับไล่พวกจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส เขาเชื่อว่าเวียดนามสามารถได้รับอิสระภาพโดยอาศัยขบวนการตามแนวทางของประชาธิปไตย และในปี 1915 เขาได้เดินทางไปปารีสเพื่อจัดชุมนุมชาวเวียดนามที่พักอาศัยอยู่ที่นั่น รวมทั้งนักการเมืองฝรั่งเศสหัวรุนแรง เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของเวียดนามต่อการปกครองแบบณานิคม

ความรู้สึกชาตินิยมมีความรุนแรงขึ้นในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างย่างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นค้นมา แต่การลุกฮือขึ้นเพื่อหยั่งเชิงกลับประสบความล้มเหลว เนื่องจากฝรั่งเศสไม่ยอมอ่อนข้อให้ เหตุการณ์ของการปฏิวัติรัสเซีย มีอิทธิพลต่อนักปฏิวัติหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม โฮจิมินห์ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของเวียดนามในศตวรรษที่ 20

เหวียนทัดแถ่งห์ (Nguyen That Thanh) ภายใต้ชื่อปลอมว่า เหวียนไอกว็อก (Nguyen Ai Quoc) ร่วมทำงานกับฟานจูตริงห์ ในการยื่นคำร้องต่อต้านการปกครองแบบอาณานิคมเสนอต่อการประชุมที่แวร์ซายส์ในปี 1919 เหวียนไอกว็อก ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า โฮจิมินห์ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญญาชนฝรั่งเศส ซึ่งได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสขึ้นในปี 1921 เขาเดินทางไปมอสโคว์เพื่อเข้ารับการอบรมในฐานะ Kominternshik หรือผู้แทนของคอมมิวนิสต์สากล

ในปี 1924 เหวียนไอกว็อก ถูกส่งไปจีนในฐานะผู้แทนในทีมที่ปรึกษาของโบโรดีน (Borodine) ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ที่นั่นเองที่เขาติดต่อกับนักปฏิวัติหนุ่มของเวียดนามหลายคน และได้ก่อตั้งสมาคมเยาวชนวียดนามขึ้นแข่งกับองค์กรอื่นเพื่อปลดแอกประเทศ        และเพื่อทำการฝึกอบรม สมาชิกบางคนจึงถูกส่งไปมอสโคว์ ในขณะที่คนอื่นๆเริ่มมีความใกล้ชิดกับกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน สถาณการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคคอมมูนิสต์เวียดนาม ระหว่างฝ่ายสนับสนุนจีนกับฝ่ายสนับสนุนโซเวียตเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ในปีเดียวกันนั้น พระเจ้าไดติงห์ได้เสด็จสวรรคต และเบ๋าได่ (Bao Dai) โอรสของพระองค์ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา ทรงขึ้นครองราชย์แทน

ปี 1930 โดยคำแนะนำของโคมินห์เทริร์น เหวียนไอกว็อก ประสบคงามสำเร็จในการจัดชุมนุมกล่อมคอมมูนิสต์หลากกลุ่ม และจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดตั้งพรรคปฏิวัติขึ้นอย่างเป็นระบบ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินและความคิดอย่างไม่จำกัดจากประเทศมหาอำนาจ

ในปี 1930 ภายใต้การนำของเหวียนไทฮ๊อก (Nguyen Thai Hoc) พรรคกว๊อกเยิ่นดัง ได้ก่อการจราจลทางการทหารขึ้น ต่อมากลุ่มคอมมูนิสต์ซึ่งเจริญรอยตามการสร้างกระแสขึ้นในนามของกลุ่มเคลื่อนไหวเหง่ติงห์โซเวียต (Nghe Tinh Soviet) ได้นำกลุ่มชาวนามาประท้วง ฝรั่งเศสจึงตอบโต้โดยการใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อกลุ่มเคลื่อนไหวที่ยังอ่อนหัด

ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง หัวเมืองชายฝั่งส่วนใหญ่ของจีนตกอยู่ภายใต้กองกำลังของญี่ปุ่น ส่วนในเวียดนาม ญี่ปุ่นสามารถยึดครองภูมิภาคสำคัญๆไว้ได้อย่างรวดเร็วในปี 1940

สงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับเวียดนามแล้ว การระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนกันยายน 1939 นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับการยึดครองดานังของฝรั่งเศสในปี 1858 เลยทีเดียว รัฐบาลวิชชี่ (Vichy) ของฝรั่งเศสที่สนับสนุนนาซี ยอมรับการยึดครองอินโดจีนของญี่ปุ่น แต่ยังคงได้รับอนุญาตให้บริหารเวียดนามต่อไป ต่อมาในเดือนมีนาคม 1945 ด้วยความตระหนักว่าสัมพันธมิตรจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน ญี่ปุ่นจึงประกาศให้เวียดนามเป็น “อิสระ” ภายใต้ “การคุ้มครอง” ของญี่ปุ่น โดยมีพระเจ้าเบ๋าได๋ เป็นประมุขของรัฐ

การยอมจำนนของญี่ปุ่นในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เป็นการเปิดฉากที่ เหวียนไอกว็อก คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนได้ประชุมกันทางตอนใต้ของจีน และประกาศก่อตั้งสันนิบาตปฏิวัติ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ เวียดมิงห์ (Viet Minh) เพื่อปลดแอกเวียดนาม ท้ายที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง “สหภาพกลุ่มชาตินิยมชาวเวียดนามที่แตกต่างกัน ภายใต้ทิศทางคอมมิวนิสต์” อันเป็นเป้าหมายที่เขามุ่งมั่นมาตลอดนับตั้งแต่ประกาศออกมาที่โคมินเทิร์น ในปี 1924 ว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนของเขา

ในตอนแรกนั้น ผู้นำชาตินิยมของจีนให้การสนับสนุนพวกเวียดมิงห์ แต่ต่อมาพวกเขาล่วงรู้ว่า เหวียนไอกว็อก มีใจฝักใฝ่การเมืองสายใหม่ จึงจำคุกเขา และก่อตั้งองค์กรคู่แข่งขึ้น แต่ไม่นานนักก็ตระหนักว่า องค์กรของ เหวียนไอกว็อก เป็นสิ่งจำเป็น จึงปล่อยเขาเป็นอิสระในปี 1943 และยอมรับ เหวียนไอกว็อก ว่าเป็นผู้นำของเวียดมิงห์ จากนั้นมาเขาได้เปลี่ยนไปใช้นามว่า โฮจิมินห์

ในช่วงนี้ โวเหวียนยาพ (Vo Nguyen Giap) ผู้ร่วมงานคนสำคัญของโฮ ตั้งกลุ่มกองโจรขึ้นในหลายส่วนของเวียดนามเหนือ รวมทั้งสร้างเครือข่ายงานจารกรรมขึ้นด้วย มีการตั้งหน่วยลับของคอมมิวนิสต์ขึ้นทั่วประเทศ ภายใต้การดูแลของเตรืองจิงห์ (Truong Chinh) เลขาธิการหนุ่มแห่งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้ในปี 1945 อันเป็นเทยเกอ (Thaoi Co) หรือจังหวะเหมาะสมที่จะทำการปฏิวัติขึ้นทั่วไป

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เวียดนามต้องเผชิญกับสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ คงอยู่แต่เพียงในนามเท่านั้น กองกำลังชาตินิยมของจีนได้ข้ามพรมแดนเวียดนามจนถึงเส้นขนานที่ 16 เพื่อรับการยอมแพ้ของญี่ปุ่น ส่วนทางอังกฤษก็เข้าควบคุมทางด้านใต้ ราวกลางเดือนสิงหาคมความสับสนวุ่นวายและสภาพอนาธิปไตยเดขึ้นอีกครั้ง ด้วยการใช้พรรคคอมมิวนิสต์อินจีนใต้ และเวียดมิงห์ เป็นสื่อกลาง โฮจิมินห์ ดำเนินการเพื่อเป็นกองกำลังทางการเมืองที่มีอิทธิพล โดยการยึดครองดินแดนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันที่ 16 สิงหาคม 1945 เมื่อเวียดมิงห์ ประกาศตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อปลดแอกเวียดนาม อีก 3 วันต่อมา กลุ่มกองโจรของโฮเข้ายึดฮานอยได้สำเร็จ จากนั้นก็ยึดเว้ในอีก 4 วันต่อมา เมื่อรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ถูกปิดล้อม และพระองค์ถูก “ร้องขอ” ให้ส่งมอบตราพระราชลัญจกร พระเจ้าเบ๋าได่ทรงยอมสละอำนาจ เพราะเชื่อว่าเวียดมิงห์เป็นแนวร่วมแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตร กองกำลังของโฮตอนนี้สามารถควบคุมไซง่อนและบริเวณชนบทที่อยู่รอบๆได้ทั้งหมดแล้ว โฮประกาศจั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นในฮานอย และในต้นเดือนกันยายน เขาก็ประกาศตัวเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม โฮพบว่าตนเองอยู่ในสถานะภาพที่ไม่มั่นคงโดนสิ้นเชิง เมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรมาถึง เขาพรางการมีอยู่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ไว้ภายในเวียดมิงห์ และแสวงหาการสนับสนุนจากทั้งจีนและฝรั่งเศส ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนประกาศสลายตัวเองในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามความเป็นจริงก็ยังคงดำเนินกิจกรรมไปตามปกติ

หลังจากนั้น โฮจึงเตรียมการต่อรองสถานภาพในอนาคตของเวียดนามกับฝรั่งเศส ด้วยการจัดเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในเดือนมกราคม 1946 พวกเวียดมิงห์ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติครั้งแรก รัฐบาลของโฮได้รับการรับรองในการประชุมสภาสมัยแรกในเดือนมีนาคม แต่ในการประชุมครั้งที่ 2 มีสมาชิกสภาเพียง 291 คน และฝ่ายค้าน 37 คนเท่านั้นที่มาประชุม เมื่อถูกขอให้อธิบายว่าเหตุใดจึงมีผู้มาร่วมน้อยเช่นนั้น รัฐมนตรีเวียดมิงห์คนหนึ่ง จึงประกาศว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมประชุมนั้นเนื่องจากถูกจับกุมเนื่องจากการกระทำความผิดทางอาญา รัฐธรรมนูญแห่งชาติฉบับแรกของประเทศจึงได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียง 240 ต่อ 1

ในที่สุดฝรั่งเศสจำต้องยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม เป็นรัฐอิสระภายในสหภาพฝรั่งเศส แต่ความสัมพันธ์กลับเสื่อมลง ความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันมีมากขึ้น และถึงขีดสุดเมื่อฝรั่งเศสทิ้งระเบิดเมืองท่าไฮฟอง (Hai Phong) ในวันที่ 19 ธันวาคม 1946 โฮได้สั่งการให้ต่อต้านฝรั่งเศสในฮานอย และที่กองทหารฝรั่งเศสในเวียดนามเหนือและกลาง สงครามกู้อิสระภาพอันยาวนานนับทศวรรษจึงเปิดฉากขึ้น

สงครามต่อต้านอันยืดเยื้อ  สงครามเพื่ออิสรภาพของประเทศที่เริ่มขึ้นอีกครั้ง ชาวเวียดนามจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับฝรั่งเศส แม้จะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักธาตุแท้และอุดมการณ์ของผู้นำคนใหม่และพรรคของเขา พลเมืองขาดความเข้าใจในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศของตนโดยสิ้นเชิง รวมทั้งไม่สามารถวาดภาพสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ได้  สำหรับพวกเขาแล้ว ด้วยผลประโยขน์เฉพาะหน้า พรรคใหม่ของโฮจิมินห์ ดูจะประกอบไปด้วยพวกชาตินิยมที่กำลังต่อสู้กับศัตรูที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นคือความเป็นเอกราชของชาติ และจริงๆแล้วแม้ในปัจจุบัน ในขณะที่ประเทศนำเอาระบบเศรษฐกิจเสรีมาใช้ และกำจัดส่วนใหญ่ของระบอบคอมมิวนิสต์ทิ้งไปนั้น ก็ยังมีการเน้นว่าสงครามต่อต้านที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเป็นผลงานของพวกชาตินิยม

โดยคำสั่งของ โอโวเหวียนยาพ ได้กำเนิดการรบเชิงรุกต่อต้านกองกำลังของฝรั่งเศสขึ้นทั่วไป แต่เมื่อเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่า กองทหารของโฮต้องถูกบังคับให้ถอยร่นไปสู่ชนบท พวกเขานำเอายุทธวิธีการรบแบบกองโจรของเหมาเจ๋อตุงมาใช้ โดยยึดแนวความคิด “สงครามของประชาชน กองทัพของประชาชน” โจมตีและก่อวินาศกรรมหน่วยทหารฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดียว มากกว่าที่จะเข้าไปพัวพันด้วยการสู้รบเต็มรูปแบบ

หลังจากที่กองโจรของโฮสามารถทำลายที่มั่นหลายแห่งของฝรั่งเศสในบริเวณชายแดนจีนได้สำเร็จ รัฐบาลทั้งสองได้สถาปนาความสัมพันธ์โดยตรงขึ้นเป็นครั้งแรก จีนได้กลับกลายมาเป็นพันธมิตร ปักกิ่งช่วยจัดหายุทโธปกรณ์ ยุทธปัจจัย และความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อพัฒนากองทัพเวียดมิงห์

ในส่วนของโฮ เขาได้พยายามเพิ่มฐานอำนาจของรัฐบาลจากการสนับสนุนของพวกชาตินิยม ช่วงต้นปี 1951 เขาได้รวมเวียดมิงห์ เข้ากับเลียนเวียด (Lien Viet) หรือแนวร่วมผู้รักชาติซึ่งเป็นสมาคมใหม่ เพื่อตั้งสหภาพแห่งชาติของเวียดนาม และได้ประกาศตั้งพรรคแรงงาน (Lao Dong) ขึ้น เพื่อพรางตัวพรรคคอมมิวนิสต์ที่สลายตัวลงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ในความเป็นจริงยังคงทำงานอยู่ พวกชาตินิยมและพวกที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ถูกบังคับให้เลือกระหว่างระบอบการปกครองใหม่กับรับอาณานิคมของฝรั่งเศส

กองโจรของยาพ ขยายเขตดินแดนของตนอย่างรวดเร็ว ในระหว่างปี 1952 – 1953 ราวฤดูใบไม้ผลิของปี 1953 หลายกลุ่มกำลังฝึกอบรมอยู่ในลาว และเข้าร่วมกับพวกสนับสนุนคอมมิวนิสต์ของลาว ในเดือนพฤษภาคม ปี 1954 ฐานทัพของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) ประสบความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ จนต้องถอยร่นมาอยู่ที่เส้นขนานที่ 16

สงครามกู้อิสรภาพสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 กรกฎาคม หลังการเจรจาต่อรองอย่างยืดเยื้อที่เจนีวา จึงได้อิสรภาพของประเทศกลับคืนมาอย่างเต็มที่ แต่ทว่าในเดือนสิงหาคมมีมติให้แบ่งแยกประเทศที่เส้นขนานที่ 17 จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในกลางปี 1956 ส่วนเหนือของประเทศกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือเวียดนามเหนือ ภายใต้การนำของพรรคเลาด่ง (Lao Dong) ส่วนทางใต้กลายเป็นสาธารณรัฐเวียดนามใต้ โดยกองกำลังฝรั่งเศสชุดสุดท้ายออกจากเวียดนามและอินโดจีนในเดือนเมษายน 1956

พระเจ้าเบ๋าได่ ทรงขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายในนามของพวกสนับสนุนกษัตริย์ โดยทรงขอให้แต่งตั้งโงดินห์เยียม (Ngo Dinh Diem) เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของดินแดนที่จะเป็นเวียดนามใต้ แต่ในการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการฉ้อฉล พระเจ้าเบ๋าได่ ถูกเยียมขับออกจากบัลลังก์ นับเป็นอวสานของราชวงศ์เหวียน และเป็นการเริ่มต้นสาธารณรัฐเวียดนามใต้ (พระเจ้าเบ๋าได้ เพิ่งจะถึงแก่อสัญกรรมในปี 1997 ที่กรุงปารีส ในขณะที่มีอายุ 83 ปี)

การแบ่งออกเป็นเหนือและใต้ การเลือกตั้งที่ถูกกำหนดโดยข้อตกลงเจนีวาไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าในช่วงปี 1954 – 1974 เวียดนามทั้งสองฝ่ายไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า หรือวัฒนธรรมระหว่างกันเลย สภาวะสงครามระหว่างสองส่วนของประเทศนี้ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดแจ้ง การที่เวียดนามเหนือเพิ่มกำลังทหาร และกิจกรรมการปฏิวัติ ทำให้โอกาสที่จะมีการรวมชาติโดยการเลือกตั้งโดยเสรียิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่เยียม ทำให้เวียดนามใต้กลายเป็นรัฐในอารักขาของอเมริกา

ในเดือนธันวาคม 1960 แนวร่วมเพื่อการปลดแอกแห่งชาติของเวียดนามใต้ (NLF) ถูกจัดตั้งขึ้น และเริ่มทำการปฏิวัติเพื่อต่อต้านระบบการปกครองที่ขาดเสถียรภาพในภาคใต้ ขบวนการคอมมิวนิสต์ภาคใต้ในนามของเวียดกง (Viet Cong) เริ่มเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960

เมื่อถูกกดดันหนักขึ้น เยียมจึงออกมาตรการปราบปรามองค์กรทางศาสนาพุทธอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น ในเดือนมิถุนายน 1963 ทิกกว่างดิ๊ก (Thich Quang Duc) พระสงฆ์วัย 66 ปี ผู้เป็นที่เคารพของชนทั่วไปได้กระทำอัตวินิบาตกรรมบนหัวมุมถนนในกรุงไซ่ง่อน ขณะที่ภาพของท่านที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกโดยหนังสือพืมพ์ และโทรทัศน์ เปลวไฟที่กำลังลุกท่วมตัวท่านก็แผดเผาจิตสำนึกของชาวเวียดนาม ชาวอเมริกัน ละนานาชาติด้วย เหตุการณ์ปีนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคของเยียม เยียมและน้องชายถูกสังหารในอีก 5 เดือนต่อมาโดยเจ้าหน้าที่ของตนเอง จากรัฐประหารที่อเมริกาให้การสนับสนุน

ช่วงต้นปี 1965 เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในเวียดนาม เมื่อประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ตัดสินใจส่งทหารเข้าสู่เวียดนาม ปลายปี 1967 ปรากฏว่ามีทหารอเมริกันกว่าห้าแสนคน และทหารสัมพันธมิตรอีกกว่าหนึ่งแสนคน

จุดเปลี่ยนของสงครามเกิดขึ้นในปี 1968 เมื่อพวกเวียดกงจู่โจมกรุงไซ่ง่อนและอีกหลายเมืองทั่วเวียดนามใต้ในวันเต็ด (Tet) อันเป็นวันปีใหม่ในทางจันทรคติ การบุกในวันเต๊ดนี้ รวมถึงการโจมตีสถานทูตอเมริกันด้วย ซึ่งทำความตกตลึง และนำความอับอายมาสู่สหรัฐอเมริกาที่เริ่มมองว่าสงครามครั้งนี้หาประโยชน์ไม่ได้อย่างยิ่ง ประธานาธิบดีจอห์นสันประกาศว่าเขาจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งใหม่อีก

ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ผู้ครองตำแหน่งต่อจากจอห์นสัน ให้สัญญาในแผนการลับที่จะยุติสงคราม ในปี 1969 โฮจิมินห์เสียชีวิตลง โดยยังไม่ทันได้เห็นงานของตนประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้การเจรจาสันติภาพที่ปารีสยืดเยื้อออกไปในช่วงปี 1968 – 1973

ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1973 มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติการสู้รบทั้งมวล สหรัฐอเมริกายอมถอนทหารออกไป แต่เวียดนามทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเสียเวลาที่จะละเมิดข้อตกลงในปี 1975 ในขณะที่กองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกคืบลงไปทางใต้อย่างไม่ลดละ และรัฐบาลไซ่ง่อนกำลังระส่ำระสายนั้น รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติม ส่งผลให้เวียดนามใต้หมดความสามารถที่จะทำสงครามต่อไป ผู้นำของฝ่ายเหนือจึงทำการเผด็จศึกเวียดนามใต้สำเร็จ

ในวันที่ 30 เมษายน 1975 กองทัพของฝ่ายเหนือเข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เพื่ออำนาจอันยาวนานของพรรคคอมมิวนิสต์ในนามของการปลดแอกและการรวมชาติจึงสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอย่างสมบูรณ์ในที่สุด

เวียดนามในวันนี้เป็นอิสระจากการควบคุม ปลอดจากอิทธิพลและกองกำลังของต่างชาติ เวียดนามได้ประกาศให้โลกรู้ถึงความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ด้วยการรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวจากความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศ และประกาศเอกราชในปี ค.. 1975 หลังจากที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ในปี 1883 เป็นต้นมา และต้องต่อสู้กับฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาถึงเกือบร้อยปี ..

ฉันจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นความรักและความภาคภูมิใจในเอกราชของตนอยู่ในแววตาของชาวเวียดนามทุกคนที่ฉันได้พบและเจอะเจอ

*** Many thanks to “TRIPS” magazine for parts of the content appear in this article.

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net