วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้กำกับคนที่สิบหก


เรื่องที่สิบหก

หนึ่งต่อหนึ่ง

 

ในวงการภาพยนตร์มีสัญญาประหลาดฉบับหนึ่ง  ถูกเขียนขึ้นโดยผู้กำกับมีชื่อ  คือคุณมนัสนันท์ วสุมดิมาศ  กับทางสตูดิโอ  สัญญาฉบับนั้นมีชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่ง

 

คุณมนัสนันท์  ปีนี้อายุ ๖๒ ปี  เขาได้สร้างหนังมา ๓๘ เรื่อง  ในนั้นมีหลายเรื่องที่เป็นคลาสสิค  และทุกวันนี้แม้เขาจะไม่ใช่หนุ่มน้อยเหมือนวันแรกที่เขาเข้าสู่วงการเมื่อสามสิบปีก่อน  แต่เขาก็ยังมีชีวิตชีวา  และมีพลังในการสร้างสรรค์  ผลงานของเขาจะออกมาประมาณปีละเรื่องอย่างสม่ำเสมอ 

 

บทความนี้  ตัดตอนมาจากเทปบันทึกการสัมภาษณ์เขา  เพื่อขอให้เขาเปิดเผยความเร้นลับแห่งสัญญาดังกล่าว

 

ผู้สื่อข่าว          วันนี้เราจะไม่สัมภาษณ์หนังของคุณมนัสนนท์นะคะ  เพราะเคยคุยมาแล้ว  ทางเราสนใจสัญญาที่มีชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่ง  มันเป็นความลับไหมคะ

มนัสนันท์        (  หัวเราะ )  ไม่หรอกครับ 

ผู้สื่อข่าว          งั้นขอให้เปิดเผยหน่อยคะว่ามันคืออะไร

มนัสนันท์        ที่จริงมันเป็นสัญญาง่ายๆที่ผมทำขึ้นกับสตูดิโอ  นับจากหนังเรื่องที่หกของผมเป็นต้นมา  ว่านับจากนี้ผมจะสร้างหนังตามใจสตูดิโอหนึ่งเรื่อง  และขอให้ทางสตูดิโอปล่อยให้ผมสร้างหนังตามใจตัวเองหนึ่งเรื่อง  นี่เองที่เรียกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง

ผู้สื่อข่าว          ง่ายเท่านี้เองหรือคะ

มนัสนันท์        ครับ  แต่มันมีเงื่อนไขเล็กๆบางอย่าง  เช่นหนังที่ผมสร้างตามใจเขาต้องทำกำไรให้ได้  ผมจึงจะมีสิทธิสร้างหนังตามใจตัวเอง

ผู้สื่อข่าว          หากทำไม่ได้ละคะ

มนัสนันท์        ผมก็ต้องสร้างตามใจเขาอีกเรื่องนะสิครับ  จนกว่าจะทำกำไรให้ได้  ทั้งนี้เพราะปัญหาของการสร้างหนัง  อยู่ที่ทุน  หนังหนึ่งเรื่องลงทุนสูง  มันเป็นปัญหาที่ปวดหัวผมมาโดยตลอดห้าเรื่องแรก  ผมต้องทะเลาะกับนายทุน  เขาลงทุนก็กลัวไม่ได้ทุนคืน  พยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของผม  ทำให้ชีวิตของผมเป็นทุกข์มาก  แต่ก็เห็นใจเขานะครับ  เพราะเรื่องเงินๆทองๆ  ไม่ใช่ล้านสองล้าน  ปัจจุบันต้นทุนหนังหนึ่งเรื่องก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ  ผมจึงตัดสินใจทำสัญญาหนึ่งต่อหนึ่งกับพวกเขา  จะเห็นได้ว่าสัญญาฉบับนี้  เท่ากับผมขอเงินกำไรมาทำหนังที่ผมชอบ  เพียงแต่หนังที่ผมชอบอาจทำเงิน  หรืออาจไม่ทำเงินก็ได้  ขอให้พวกเขาทำใจ  และปล่อยให้ผมทำงานอย่างอิสระ  ซึ่งบางครั้งมันอาจพลิกล็อคทำเงินได้มากก็เป็นได้

ผู้สื่อข่าว          ด้วยทุนเท่าไรก็ได้หรือคะ

มนัสนันท์        ไม่หรอกครับ  เรามีเรทตามกำไรที่ได้จากหนังเรื่องที่ผ่านมา  เช่นหากผมทำกำไรในหนังที่ตามใจพวกเขาได้มาก  พวกเขาก็เปิดอิสระให้เงินผมมากหน่อย ผมว่าแบบนี้แฟร์ดีครับ

ผู้สื่อข่าว          แบบนี้พวกนายทุนมีแต่ได้นะคะ

มนัสนันท์        ก็เป็นธรรมดาครับ  เวลาเจรจากับนายทุน  เราต้องให้พวกเขาเห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่เสียเปรียบ  ไม่เช่นนั้นก็คุยกันไม่รู้เรื่อง  การสร้างหนังไม่เหมือนการเขียนรูปหรือการเขียนหนังสือนะครับ  มันเป็นธุรกิจด้วย  เราปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้  แต่แม้มองดูผิวเผินสัญญานี้เหมือนเป็นการเอาใจนายทุน    แต่เนื้อในจริงๆแล้วไม่ใช่ครับ

 

ผู้สื่อข่าว          ทำไม  ขอให้ช่วยอธิบายด้วยค่ะ 

มนัสนันท์        ต้องเล่าเรื่องราวสมัยเด็กของผมก่อน  สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย  ผมไม่ได้เรียนวิชาทำหนังนะครับ  แม้ใจผมจะรักหนังตั้งแต่เด็ก  ผมชอบดูหนังตั้งแต่จำความได้  เพราะคุณพ่อคุณแม่ของผมเป็นคนชอบดูหนัง  ดูด้วยกันตั้งแต่สมัยยังเป็นแฟนกัน  แต่งงานมีลูกแล้วก็ยังไปดูหนังทุกอาทิตย์  ผมก็ตามไปดูด้วย  แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย  ผมกลับเรียนวิชากฎหมาย

ผู้สื่อข่าว          คุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนกฎหมายหรือคะ

มนัสนันท์        ไม่ใช่หรอกครับ  ผมเลือกเอง  ก็คุณพ่อคุณแม่ของผมชอบดูหนังออกอย่างนั้น  ที่จริงพวกเขาเต็มใจอย่างที่สุดหากผมเลือกเรียนวิชาสร้างหนัง  แต่ผมเลือกของผมเอง

ผู้สื่อข่าว          เพราะอะไรคะ

มนัสนันท์        เพราะมันเป็นกฎพื้นฐานของผมตั้งแต่เด็กว่า  ผมต้องเลือกทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วย  ผสมกันไป  นี้คือตัวจริงของหนึ่งต่อหนึ่ง  ผมมีนิสัยอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก  ผมจะเลือกเรียนวิชาที่ผมไม่ชอบด้วย  ที่จริงตั้งแต่สมัยเรียนประถมเลย  ผมชอบฝืนใจตัวเอง  ผิดกับคนส่วนใหญ่  เช่นสมัยผมเป็นเด็ก  ผมไม่ชอบวิชาดนตรี  ผมก็บังคับตัวเองให้ลงวิชานี้เยอะๆ  และฝึกฝนตัวเองจนพอใช้ได้  ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผมจะเก่งวิชาดนตรี  แต่อยู่ที่ว่าผมไม่อยากตามใจตัวเองเสมอ

ผู้สื่อข่าว          เพราะอะไร

มนัสนันท์        ตอบแบบห้วนที่สุด  เพราะมันทำให้ผมเรียนรู้สิ่งใหม่  ผมทำบันทึกหนึ่งต่อหนึ่งเป็นสมุดสองเล่มเคียงคู่ขนานกัน  เช่นอาหารที่ผมชอบกับไม่ชอบ  แปลกนะครับ  บางครั้งผมเลือกกินอาหารที่ผมไม่ชอบโดยเจตนา  เลือกเดินเข้าไปในร้านที่ผมไม่ชอบ เลือกไปในสถานที่ผมไม่อยากไป เลือกคบคนที่ผมไม่อยากคบ ฯลฯ  แต่เมื่อเทียบดู  ผมพบว่าการกระทำดังกล่าวมีพลังมากเลย  มันทำให้ผมตื่นตัว  และเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอด  ทำให้ผมเป็นผู้กำกับหนังได้  และยังมีวัตถุดิบอีกมากข้างใน  ผลที่ได้จากการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ  ไม่ได้เป็นรองการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ   อาจเหนือกว่า   ผมเลือกเรียนกฎหมายเพราะผมเกลียดมันครับ

ผู้สื่อข่าว          (  หัวเราะ )  แปลกดีนะคะ

มนัสนันท์        การทำหนังตามใจคนอื่นสลับกับการทำหนังตามใจตัวเองต่างหากที่เป็นตัวผมที่แท้จริง  มันมีความหมายมากนะครับ  ยกตัวอย่างเช่นล่าสุด  ทางสตูดิโออยากให้ผมสร้างหนังรักเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น  ทันใดนั้นผมก็ต้องศึกษา  ต้องออกไปหาประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น  ทั้งที่วันนี้ผมอายุหกสิบกว่าแล้ว  ผมต้องไปแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่หากปล่อยผมคนเดียว  ผมไม่อยากไป  แต่แทนที่ผมจะมองว่านี่เป็นการบีบบังคับผม  ผมกลับมองมันเป็นงานที่ท้าทายและน่าสนุก 

ผู้สื่อข่าว          คุณมนัสนนท์ไม่เหนื่อยหรือคะ  การทำอะไรฝืนใจตัวเอง

มนัสนันท์        เพราะผมทำมาตั้งแต่เด็ก  จึงมีความตื่นตัวสูงครับ  ถึงเหนื่อยแต่ก็ทนได้  มันเปิดประตูตัวเองให้กว้าง  เวลากลับมาทำหนังที่ตัวเองชอบ  ผมกลับทำได้ดีขึ้น  เพราะโลกของตัวเองกว้างขึ้น  เช่นแม้ผมจะเกลียดกฎหมาย  แต่ความรู้  วิธีการคิดแบบนักกฎหมายผมก็เอามาใช้ประโยชน์ได้  ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงาน   อันตรายอย่างหนึ่งของศิลปินคือการตามใจตัวเองมากเกินไป  ในที่สุดก็จะมีโลกที่แคบลงๆ  จนในที่สุดก็จะหมดความสามารถที่จะสื่อสารกับโลกภายนอก  หรือที่เรียกง่ายๆว่ากลายเป็นคนปิดไปโดยไม่รู้ตัว

ผู้สื่อข่าว          ทางสตูดิโอเข้าใจวิธีการคิดแบบนี้ไหม

มนัสนันท์        เข้าใจครับ  พวกเขาจึงโยนงานนานารูปแบบให้ผม  โดยไม่สนใจว่าผมเคยทำงานแบบนี้มาก่อนหรือไม่  เช่นพวกเขาอาจให้ผมทำหนังผี  ทั้งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน  หรือให้ผมทำหนังเกี่ยวกับการแข่งรถ  โดยไม่ถามว่าผมมีความรู้ทางนี้ไหม  เพราะพวกเขารู้ว่าผมไม่ถอยหนีงานใด  และในทางตรงกันข้าม  ผมกลับชอบเสียอีก 

ผู้สื่อข่าว          น่าทึ่งนะคะ  การเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา

มนัสนันท์        บางครั้งผมรักงานที่ทำตามใจคนอื่นมากกว่างานที่ตามใจตัวเองเสียอีกครับ        ( หัวเราะ )  ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ  ปัญหาหลักคือผมจะถามตัวเองว่าผมจะสร้างหนังตามใจคนอื่นได้อย่างไร  โดยในขณะเดียวกันในหนังเรื่องนั้นมีตัวตนของผมอยู่

ผู้สื่อข่าว          ที่ผ่านมาเคยพลาดบ้างไหมคะ

มนัสนันท์        เคยสิครับ  แต่ไม่บ่อยนัก 

ผู้สื่อข่าว          พูดอย่างนี้แสดงว่า  ทุกวันนี้  คุณเวลาไปไหนมาไหน  ก็ยังพร้อมจะต่อรองกับตัวเอง  หนีไปทำอะไรๆที่ตัวเองไม่เคยทำ  หรือไม่ชอบโดยนิสัย 

มนัสนันท์        ครับ  ชีวิตประจำวันของผมเป็นอย่างนั้น  บางอาทิตย์ผมจะทำอะไรตามใจตัวเอง  เพราะต้องการพักผ่อน  แต่บางอาทิตย์ผมจะทำอะไรฝืนใจตัวเอง  เช่นตกกลางคืนผมจะออกจากบ้าน  ผมเริ่มปฏิบัติการที่จะสอดส่องหาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ  หรือไม่อยากทำ  เริ่มจากการนั่งกินอาหารในร้านที่ผมไม่อยากกิน  ในเวลาขณะนั้นมันเจ็บปวดครับ  แม้แต่อาหารที่ผมไม่ชอบกิน  กินแล้วร่างกายมีอาการผิดปกติ  ไม่สบายกายเลย  คือมันไม่เหมาะกับร่างกายของผม  แต่ผมก็ต้องทน  การไปเจอคนที่ไม่อยากเจอ  ผมก็ต้องไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะผมเป็นคนทำงานสร้างสรรค์  ผมต้องเรียนรู้มาก  ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรมาบอกคนอื่น  ผมคิดว่าสติปัญญาของมนุษย์มีมาเพื่อการฝืนใจตัวเองครับ  เพราะการตามใจตัวเองทำง่ายมาก  แทบไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไรเลย  ไม่ว่าใคร  หน้าไหน  ก็ตามใจตัวเองอยู่แล้ว  แก่นแห่งสติปัญญาจึงเป็นเรื่องของการสร้างกฎห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำเรื่องราวบางอย่าง  และบีบบังคับให้ตัวเองทำเรื่องราวบางอย่าง  แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีสติปัญญาเพื่อจะหาข้ออ้างให้ตัวเอง  เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น 

ผู้สื่อข่าว          แต่การทรมานสังขารตัวเองอย่างนั้น  คนทำต้องเข้มแข็งมากใช่ไหมคะ

มนัสนันท์        มันเป็นเรื่องของการฝึกฝนนะครับ  เหมือนทหารที่ผ่านการฝึกวิ่ง  ฝึกแบกของหนัก  ฝึกปีนหน้าผา  ฯลฯ  เวลาสงครามมาถึง  ก็จะรบได้ง่าย  ผมเชื่อว่าสิ่งใหม่จะได้มาต้องผ่านความเจ็บปวดของสังขาร  ดังนั้นคนที่สุขสบายเกินไปจะไม่มีหวัง 

ผู้สื่อข่าว          แต่ดิฉันไม่กล้าทำคะ  กลัวช้ำใน  เดี๋ยวจะยิ่งแย่  ปกติดิฉันก็สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว (  หัวเราะ )

 

โดย ฟ้าพูลวรลักษณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net