วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สงกรานต์ ณ.เขมรัฐนครเชียงตุง ตอน3 เที่ยวนอกเมือง


๑๔ เมษายน ๑๕๕๑

อันเนื่องมาจากเมื่อวานน้องคนขับตุ๊กๆให้บริการพวกเราด้วยราคาที่สมเหตุสมผล และน้องเค้าก็ดูซื่อๆดี เช้านี้เลยนัดให้มารับที่หน้าเกสเฮ้าส์แต่เช้า เพื่อให้พาไปเที่ยวรอบๆเมืองเชียงตุง อันที่จริงก็ไม่คิดจะออกไปไกลมากนัก เพราะถ้าออกนอกเขตเมืองจะต้องทำเรื่องผ่านด่านให้วุ่นวายอีก พวกเราเลยบอกให้ตุ๊กๆพาไปแค่ใกล้ๆ โดยจุดแรกที่จะเดินทางไป ก็คือ กาดหลวง หรือตลาดใหญ่กลางเมืองเชียงตุง ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก มีแทบทุกสิ่งที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นของสด ของแห้ง ข้าวของอุปโภคบริโภค สามารถหาได้จากที่นี่ พวกเราเดินชมตลาดเพลินๆ พร้อมกับลองเมนูสุดฮิตของผู้ที่มาเชียงตุง นั่นคือ โรตีแปะโอ่ง หรือก็คือ โรตีที่ใช้วิธีแปะเข้ากับโอ่งที่ถูกไฟสุมอยู่แทนการใช้กระทะทอดเหมือนโรตีทั่วไป รสชาติก็เหมือนโรตีปกติ แต่จะไม่มันมากเพราะเหมือนเป็นการย่างมากกว่า

ออกมาจากตลาดมาก็สายแล้ว ถามน้องเค้าว่าจะพาไปไหนต่อ แกบอกว่าไปน้ำพุร้อนมั้ย พวกเรามองหน้ากันว่าที่นี่มีน้ำพุร้อนด้วยหรือ แต่ก็ตอบตกลงว่าไปก็ไป กว่าจะไปถึงน้ำพุร้อนก็ต้องออกไปนอกเมืองพอสมควร ซึ่งระหว่างทางก็โดนสาดน้ำจนเปียกปอนไปหมด ดีที่เตรียมถุงดำเอาไว้ใส่กระเป๋ากล้องรวมถึงสัมภาระต่างๆ สำหรับผู้น้ำพุร้อนแห่งนี้ มีบริการอาบน้ำแร่ทั้งแบบแบ่งเป็นห้องส่วนตัว หรือไม่ก็อาบรวมเป็นห้องๆ เรียกเป็นแบบครอบครัว หรือถ้าใครไม่อยากอาบน้ำแร่ ก็จะมีไข่ไก่ขาย พร้อมให้ยืมกระเช้าสำหรับต้มไข่กับบ่อน้ำพุร้อน ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่มาพักผ่อนกัน พวกเราเลือกที่จะลองไข่ต้มน้ำแร่ เป็นการแก้หิวไปพลาง อีกทั้งตอนนี้ก็เหมือนได้อาบน้ำกันคนละหลายๆรอบเพราะโดนสาดมาตลอดทางเลย หลังจากอิ่มจากไข่ต้มก็เดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุจอมสลี

วัดพระธาตุจอมสลีในวันที่เราไปถึงกำลังได้รับการบูรณะขนานใหญ่ ทั้งพระอุโบสถ และเจดีย์รายรอบ เนื่องจากวัดพระธาตุจอมสลีตั้งอยู่บนเนินเขา ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งข้าวเขียวขจีเบื้องล่างได้กว้างไกล ถึงตอนนี้ก็เริ่มหิวกันอีกแล้ว จึงมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองเพื่อหาอะไรกินกัน น้องคนขับพาเราไปร้านอาหารไทยข้างทางตามคำร้องขอของพวกเราว่าช่วยพาไปกินอะไรอร่อยๆหน่อย แต่อันที่จริงพวกเราอยากกินอะไรที่เป็นพื้นเมืองๆมากกว่า แต่ไหนๆก็มาถึงแล้ว เลยตกลงปลงใจว่ากินที่นี่แหละเพราะดูจากราคาแล้วก็ไม่โหดร้ายเกินไปนัก

ช่วงบ่าย เราไปกันต่อที่หมู่บ้านหนองกุ้ง จากข้อมูลที่มีอยู่หมู่บ้านแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเขิน ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างดั้งเดิม เรียบง่าย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อเราก้าวย่างไปถึง คนขับพาเราไปส่งที่วัดหนองกุ้ง อันเป็นเสมือนศูนย์กลางของหมู่บ้านแห่งนี้ จากก้าวแรกที่เข้าเขตวัดหนองกุ้ง เราก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีของหลวงพี่ที่มาพาเราเดินดูพระอุโบสถ รวมถึงร่วมพูดคุยอย่างใกล้ชิดเมื่อทราบว่าพวกเรามาจากเมืองไทย รวมถึงชาวบ้านที่แวะเวียนมาที่วัด ก็ร่วมกันต้อนรับขับสู้พวกเรา อีกทั้งยังพาไปชมพระพุทธรูป ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ คุณป้าเล่าให้ฟังว่าที่นี่เรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระวิเศษ เป็นพระพุทธรูปที่ขุดพบเมื่อหลายปีก่อน คุณป้าเล่าให้ฟังว่า พวกพม่าเอาปืนมายิงองค์พระสามครั้ง แต่ก็ยิงไม่ออก เลยเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านที่นี่อย่างมาก

ขณะที่เราไปเยือนวัดหนองกุ้ง เป็นช่วงที่ชาวบ้านเริ่มแวะเวียนมาจัดเตรียมพิธีบุญที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น และได้น้ำขนมมาถวายหลวงพี่ ซึ่งหลวงพี่ก็ได้นำมาให้พวกเราได้ลองกัน ลักษณะเป็นเหมือนขนมเทียนแต่ไม่มีใส้ ทำจากแป้ง และน้ำอ้อย ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวแอบ

ออกจากวัด พวกเราก็เดินเล่นรอบๆหมู่บ้านที่ยังคงเอกลักษณ์ของบ้านแบบยกพื้นสูงหลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบโบราณ เราเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่มองเข้าไปเห็นมีผู้คนมาชุมนุมกันอยู่ พอชาวบ้านภายในเห็นเราสี่คน ก็ต่างโบกมือพร้อมตะโกนเรียกให้เข้าไปหา แต่พวกเราเขินอายเกินกว่าจะเข้าไปรบกวน เลยขอตัวออกมา

จุดหมายถัมมาก็คือ หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในเรื่องการทำเครื่องปั้นดินเผา โดยเฉพาะหม้อไหที่ยังคงสืบทอดการผลิตมาจนปัจจุบัน นั่นคือหมู่บ้านยางโทน ตอนเราเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ให้น้องคนขับฟัง แกดูงงๆไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอบอกว่าหมู่บ้านที่เค้าปั้นหม้อกันหนะ น้องแกก็ร้องอ๋อทันที แต่ด้วยว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหยุดพักผ่อนกันหมด หมู่บ้านยามเราไปเยือนเลยดูค่อนข้างร้างราผู้คน เมื่อมองเข้าไปในแต่ละบ้านก็จะเห็นผลผลิตที่เป็นหม้อไหต่างๆอยู่เกือบทุกบ้าน เราทั้งสี่เลยเดินไปเที่ยววัดยางโทน อันเป็นวัดประจำหมู่บ้านนี้แทน ขณะนั้นเริ่มมีชาวบ้านนำทรายมาถวายวัดกันแล้ว

ตอนนั้นแต่ละคนเริ่มเหนื่อย จึงตัดสินใจกลับที่พักก่อน เพื่อไปนั่งตากลมให้ตัวแห้งเพราะโดนสาดน้ำตลอดทั้งวัน กะไว้ว่าเย็นๆค่อยเดินไปเที่ยววัดต่อ เพราะเย็นนี้จะเป็นวันที่ชาวบ้านจะทำการขนทรายเข้าวัด ก่อพระเจดีย์ทรายกัน เราซักไซ้ไล่เลียงกับน้องคนขับรถว่าวันนี้จะมีพิธีอะไรมั่ง แล้วก็ควรไปที่วัดไหนดี น้องแกทำหน้างงๆแล้วก็อ้อมแอ้มบอกมาว่า “เอ่อ...ผมเป็นคริสต์ครับ” อ้าว...แล้วก็ไม่บอก

นั่งพักเหนื่อยยังไม่ทันไร เราก็เดินมุ่งหน้าเข้าเมืองกันอีกครั้ง ระหว่างทางจะเห็นว่ามีชาวบ้านเดินกันออกมาพร้อมกับถังใบน้อยๆ อย่างเพิ่งนึกว่าบรรดาป้าๆแกจะมาเล่นน้ำกัน เพราะภายในถังบรรจุทรายที่แต่ละคนเอามาจากบ้านของตัวเอง มุ่งหน้าสู่วัดประจำคุ้มเพื่อรวบรวมก่อขึ้นเป็นเจดีย์ทราย อันเป็นกุศลบายอย่างหนึ่งในการให้ชาวบ้านช่วยกันนำทรายกลับเข้ามาถมที่วัด ถือเป็นการทำบุญทดแทนที่เราได้นำทรายติดเท้าออกไปในช่วงปีที่ผ่านมา

เราเดินเข้าเดินออกหลายวัด ทั้งวัดพระธาตุจอมคำ วัดเชียงยืน เดินจนมาถึงวัดกองคำมู เพียงแค่ด้อมๆมองๆอยู่หน้าวัด คุณลุงที่ยืนอยู่ภายในวัดก็รีบกวักมือเรียกให้เข้ามาข้างใน รวมทั้งพาเดินชมอุโบสถภายในที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ท่าทางแกดีใจที่มีคนไทยที่มาไกลจากกรุงเทพฯมาเที่ยวถึงเชียงตุง ซักพักก็มีคุณป้าพาหลานเดินเข้ามาถวายทรายเป็นพุทธบูชา แล้วก็เดินมาชวนคุยใหญ่ แกบอกว่าบ้านแกอยู่แถวนี้ เลยสังกัดกับวัดนี้ เข้าใจว่าที่นี่คงคล้ายๆกับเมืองไทยสมัยก่อนที่มีการแบ่งบ้านเรือนเป็นคุ้ม แต่ละคุ้มก็จะมีวัดประจำ ดังนั้นแต่ละบ้านก็จะสังกัดกับวัดประจำคุ้มนั้นๆ

เย็นนั้นพวกเราใช้บริการร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ใกล้ๆกับวัดพระมหาเมี๊ยะมุณี ด้วยราคา 1000 จั๊ดหรือประมาณสามสิบบาท กับก๋วยเตี๋ยวชามโตและลูกชิ้นนับสิบลูก ก็ถือว่าไม่แพงมากนัก แต่พอเดินกลับ ก็เริ่มรู้สึกหิวอีกแล้ว คราวนี้นัดกันไว้เลยว่าต้องหาร้านยายที่แวะวันแรกให้เจอ เรียกว่าดูกันหลังต่อหลังเลย แต่ดูยังไงก็ไม่เห็นมีวี่แววของร้านยายเลย ไล่มาจนถึงที่พักก็ไม่เจอ จนแซวๆกันเองว่าอาจต้องอธิษฐานให้ยายออกมาช่วยหลานๆให้หายหิวแล้วสิ

คืนนี้เลยต้องอาศัยขนมที่ติดตัวมาจากเมืองไทยแก้หิวไปพลางๆครับ

 

 

 

 

 

 

 

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net