วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุทธทาสภิกขุที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ตอนที่ 1..ศิษย์ไกลกุฏิ)


พุทธทาสภิกขุที่ข้าพเจ้ารู้จัก

                               

                ในชีวิตนี้ผู้เขียนได้พบกับท่านพุทธทาสเพียงครั้งเดียว ได้สนทนาธรรมกับท่านประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ความประทับใจเริ่มแรกที่ได้พบกับท่านก็คือ เข้าพบง่ายที่สุด เพราะท่านนั่งรอรับอยู่ที่ม้านั่งหินบนลานดินหน้ากุฎิของท่านอยู่แล้ว

              

                ทราบจากศิษย์ก้นกุฎิของท่านที่เดินทางไปด้วยกันว่า ส่วนใหญ่แล้วท่านจะนั่งคอยรับแขกอยู่ที่ม้าหินตัวนี้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ท่านไม่ต้องทำงานออกเดินตรวจบริหารกิจการของสวนโมกข์  ที่เป็นดังนั้นเพราะท่านตระหนักว่ามีคนมาหาท่านมาก ส่วนใหญ่ก็จะเดินทางรอนแรมกันมาจากที่ใกลๆ แขกส่วนหนึ่งก็เป็นแขกต่างประเทศ เขาอุตส่าห์เดินทางกันมาเพื่อจะได้มาสนทนาธรรมกับท่าน ท่านจะไปเก็บตัวอยู่ในกุฎิ คอยให้ลูกศิษย์หน้ากุฎิคอยจัดคิวให้เข้าพบนั้นท่านว่ามันเป็นการเสียมารยาทของนักบวชอย่างยิ่ง  

ผู้คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรถึงเสนาบดี จะเข้าพบท่านได้ทุกเวลา โดยเท่าเทียมเสมอกันหมด การปฎิบัติตัวของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นแบบอย่างอันดียิ่งที่เกจิอาจารย์ดังๆทั้งหลายในปัจจุบันสมควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ไม่เคยทรงถือพระองค์ ขอทาน พ่อค้า หรือ มหากษัตริย์จะมาเข้าพบพระองค์ก็ย่อมได้พบเสมอ แม้แต่ในขณะที่ทรงประชวรอย่างหนักและจะทรงเข้าปรินิพานอยู่ภายในอีกอึดใจเดียวแล้วก็ตาม พระองค์ท่านก็ยังอุตส่าห์กลั้นความเจ็บปวดอันสาหัสเพื่อให้พราห์มณ์เข้าพบ จริยาวัตรอันงดงามของท่านพุทธทาสในเรื่องนี้จึงต้องนับว่าเป็นการปฎิบัติตนเยี่ยงศิษย์ตถาคตอย่างแท้จริง

                เมื่อตอนที่ผู้เขียนเดินทางไปพบท่านนั้นเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ในขณะนั้นท่านก็อยู่ในระหว่างการอาพาธขั้นสุดท้าย แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์มานั่งคอยเพื่อนร่วมทุกข์ที่กระเสือกกระสนไปแสวงธรรมที่สวนโมกข์

                ท่านยิงคำถามแบบห้วนๆ ว่า "มาทำอะไรที่นี่" ตอบท่านว่า "กระผมมาพักผ่อนครับ" ท่านก็พูดเสริมต่อว่า "การพักผ่อนด้วยธรรมะเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด"

                ผู้คนโดยมากจะกล่าวหาว่าท่านพุทธทาสไม่ใช่พระนักปฎิบัติแต่เป็นพระนักปรัชญาทางศาสนา นี่คงเป็นเพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เคยชินอยู่กับรูปแบบของพระแบบที่เราเรียกกันว่า "พระปฎิบัติ"  จนเกิดการยึดติดอยู่ในรูปแบบนี้

แท้จริงแล้วท่านพุทธทาสเองท่านก็ได้ปฎิบัติมาเสียจนช่ำชองหมดแล้ว แต่จะว่าท่านโชคดีก็ว่าได้ที่ไม่ได้มีอาจารย์เป็นตัวเป็นตนที่แท้จริง ท่านก็เลยไม่ต้องมีรูปแบบเก่าๆที่จะต้องยึดเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อาจารย์ของท่านก็คือพระไตรปิฎก ท่านอ่านพระไตรปิฎก เห็นคำสอนอันใดที่ดูดีหรือแปลกดีท่านก็นำเอามา “ปฎิบัติ” ดูว่าจะได้ผลอะไรอย่างไร  สมจริงกับที่ได้บรรยายไว้ในพระไตรปิฎกหรือไม่

เช่น การทำสมาธิ การเข้าเงียบเป็นเดือนๆ การอดอาหาร การทรมานกายในรูปแบบต่างๆ ท่านได้ทำมามากทีเดียว เพียงแต่ท่านไม่นำเอามาป่าวประกาศให้ใครๆได้รู้เท่านั้นเอง การที่พวกเราได้รู้ก็ต่อเมื่อท่านแก่มากๆแล้ว และเป็นการรู้แบบที่ท่านไม้ได้จะตั้งใจให้รู้ เช่น ไปค้นเจอในสมุดบันทึกที่ท่านได้บันทึกการปฎิบัติและผลการปฎิบัติเอาไว้แต่สมัยท่านยังเป็นพระหนุ่มๆ ท่านไม่อยากเล่าเรื่องการปฎิบัติของท่าน ทั้งๆที่มีคนไปรบเร้าให้ท่านเล่ามากมาย ท่านบอกว่าการเล่าเรื่องชีวประวัติของตนเองนั้นเป็นเรื่องเสี่ยงมากเพราะผู้อ่านอาจตีความว่าเป็นการอวดตัวได้โดยง่าย

ต่อเมื่อพวกลูกศิษย์ตื๊อกันมากๆท่านก็อนุญาต โดยท่านก็ยังไม่ยอมเล่าตรงๆอยู่ดี แต่ให้เป็นการสัมภาษณ์แทน คือท่านจะตอบเท่าที่ถามเท่านั้น จะไม่เล่านอกเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดหนังสือเรื่อง "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" ทำให้เราได้ทราบประวัติการปฎิบัติของท่านโดยสังเขป เชื่อว่าท่านมีเรื่องดีๆจะเล่าอีกมากมายแต่ท่านไม่ยอมเล่า  หลายคนอาจจะตีความว่าท่านคุยโวเมื่อท่านเล่าว่า ท่านคงจะเป็นพวกพุทธิจริตในประเด็นที่ว่าพอท่านลงนั่งสมาธิครั้งแรกปุ๊บก็เข้าสมาธิได้โดยง่าย จึงไม่ต้องฝึกฝนตนเองเป็นเวลานมนานเหมือนคนอื่นๆ และไม่ต้องไปวิ่งวุ่นหาอาจารย์เหมือนกับใครอื่นๆ

                การสั่งสอนธรรมของท่านพุทธทาสนั้นท่านเน้นที่ปัญญา ไม่ได้เน้นที่ศิลหรือสมาธิเหมือนกับพระปฎิบัติรูปอื่นๆ ผู้เขียนเชื่อว่าเพราะเหตุนี้นี่เองผู้คนส่วนมากที่ไม่เข้าใจ จึงคิดว่าท่านเป็นนักปรัชญา โดยผู้พูดเองก็อาจจะยังไม่รู้ว่า “ปรัชญา” คืออะไรแน่

                ท่านพุทธทาสฯได้อธิบายไว้ว่าปรัชญานั้นเป็นเรื่องของการตรึกเอาตามอาการและเหตุผล ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถจะดับทุกข์อันจะนำไปสู่โลกุตรสุขได้ แต่ศาสนาพุทธที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ปรัชญาเพราะเป็นเรื่องที่สามารถนำมาใช้ดับทุกข์ได้จริง 

           

               ด้วยเหตุนี้เมื่อมีชาวตะวันตกพูดเสียดสีว่า เอาเวลาไปศึกษาปรัชญากรีกเสียห้านาที ยังจะมีประโยชน์ดีเสียกว่ามานั่งหลับตาโง่ๆแบบอินเดียตลอดชีวิต ท่านพุทธทาสจึงพูดโต้กลับไปว่า เอาเวลาไปนั่งหลับตาโง่ๆแบบอินเดียห้านาทียังมีประโยชน์ดีเสียกว่าไปศึกษาปรัชญากรีกตลอดชีวิต

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net