วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เชียงตุงตอนจบ กับสัญญาที่ถูกลืม


๑๕ เมษายน ๒๕๕๑

หลังจากอยู่เชียงตุงมาเป็นวันที่ 4 ก็ได้เวลาที่จะเดินทางกลับแล้ว สำหรับวันนี้เราจองตั๋วรถบัสแทนที่จะจ้างแท็กซี่เพื่อเป็นการประหยัด โดยรถบัสจะออกจากเชียงตุง 9 โมงเช้า ใช้เวลา 5 ชั่วโมงในการเดินทางถึงท่าขี้เหล็ก

เช้าวันนี้บรรยากาศที่เชียงตุงเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุก็คือผู้คนส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าเข้าไปทำบุญยังวัดที่ตัวเองสังกัดอยู่ พอดีเราพอมีเวลาก่อนรถออกเลยได้แวะเวียนไปยังวัดพระสิงห์ที่อยู่ระหว่างทาง ภายในวัดวันนี้คึกคักไปด้วยชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มาทำบุญกันจนแน่นพระอุโบสถ

เรามาถึงสถานีรถบัสก่อนเวลาออกเดินทางร่วมชั่วโมง เจ้าหน้าที่ที่สถานีบอกว่าตอนนี้ให้คนไปรับใบผ่านเข้าเมืองของเราจาก ตม.อยู่ ขณะนั้นไม่มีอะไรทำก็เลยเดินข้ามไปยัง สุสานหลวงที่อยู่ใกล้ๆ สำหรับสุสานหลวงแห่งนี้เป็นที่บรรจุ อัฐิของเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุงและพระบรมวงศ์ และแล้วก็เกิดสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อน คือพวกเราได้พบกับชายแก่คนหนึ่งที่เข้ามาทำการสักการะสถูปที่บรรจุอัฐิของเจ้าก้อนแก้ว อินแถลง อดีตเจ้าฟ้าเชียงตุง จากการพูดคุย แกแนะนำตัวว่าแกเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าก้อนแก้ว ชื่อมีชื่อว่าเจ้าอู่เมือง เคยไปอยู่เชียงใหม่มาช่วงเวลาหนึ่ง และยังเคยเป็นทหารของกองกำลังขุนส่าเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับรัฐฉาน หลังจากที่ขุนส่าเจรจาสงบศึกกับทางการพม่าแล้ว แกก็มาใช้ชีวิตเรียบง่ายในเมืองเชียงตุงแห่งนี้ แกเปรยให้ฟังว่า “ก็เราแพ้เขา ตอนนี้ก็เป็นแค่คนธรรมดา...”

ในฐานะที่พอรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของรัฐฉานมาบ้าง ทำให้ผมพูดคุยกับคุณลุงด้วยความรู้สึกหลายๆอย่าง ทั้งเห็นใจ สงสาร และเป็นห่วงในชะตากรรมของผู้คนในรัฐฉาน ดินแดนที่ปฏิเสธไม่ได้ในความใกล้ชิดกันทั้งทางด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม กับคนไทยอย่างเราๆท่านๆ ก่อนลาจาก คุณลุงแกบอกว่า “ดีใจที่มีคนไทยมาเยี่ยมเมืองเชียงตุง อยากให้มากันเยอะๆ มาเห็นว่ายังมีคนไท (ไต) อยู่ที่นี่เช่นกัน”

สุดท้ายแกฝากเอกสารที่เป็นตำนานการสร้างเมืองเชียงตุงมาให้ พร้อมกับรูปของเจ้าก้อนแก้ว อินทร์แถลง และรูปของหอหลวงที่ประทับของเจ้าฟ้าเชียงตุง แต่ปัจจุบันถูกรัฐบาลพม่าทุบทิ้งแล้วสร้างเป็นโรงแรมมาแทนที่ เหตุการณ์นี้เป็นการทำลายศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงตุงอย่างรุนแรง สังเกตได้จากการไปเยือนวัดต่างๆในเชียงตุง มักจะมีภาพของหอคำแห่งนี้แขวนไว้เสมอ สำหรับผมเองนั้น รู้สึกแย่จนปฏิญาณว่าจะไม่แม้แต่จะถ่ายรูปโรงแรมแห่งนั้นและบอกได้คำเดียวว่าเสียดาย เสียดายในความคิดของทางการพม่าที่ตื้นเขินเหลือเกิน

เราจากเชียงตุงมาเมื่อตอนสายๆ สำหรับวันนี้ก็เป็นการเดินทางกันทั้งวัน เพราะกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็ล่วงเข้าตีสามของวันใหม่เข้าไปแล้ว กลับบ้านเก็บของรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นไปทำงานต่อ...เป็นอันจบทริปอย่างสมบูรณ์ครับ  


เขมรัฐนครเชียงตุง กับคำสัญญาที่ถูกลืม

ในอดีต ชนเผ่าไตในที่ราบสูงฉานมีการปกครองแบบนครรัฐ มีอิศระในการปกครองตนเอง โดยมีเจ้าฟ้าแห่งนครรัฐเป็นผู้ปกครองสูงสุด โดยนครรัฐที่เล็กกว่าจะต้องมาขึ้นต่อนครรัฐที่ใหญ่กว่า ตัวอย่างนครรัฐที่สำคัญได้แก่ แสนหวี สีป่อ เชียงตุง เมืองยอง เป็นต้น 

สำหรับเมืองเชียงตุง พระยามังรายเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น พร้อมกับปกครองเมืองเชียงตุงในฐานะ บ้านพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง พม่าได้แผ่อิทธิพลมายึดครองล้านนา และนครรัฐต่างๆในที่ราบสูงฉาน อันส่งผลให้เชียงตุงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ถึง 200 ปี

แต่ในช่วงปลายสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งเมืองแสนหวี เชียงตุง และเมืองยอง จัดอยู่ในประเภท “เมืองสามฝ่ายฟ้า” คือต้องส่งราชบรรณาการไป “จิ้มก้อง” อาณาจักรใหญ่อย่าง จักรวรรดิจีน อาณาจักรพม่า และล้านนากับสยาม

ภายหลังเมื่ออังกฤษยึดครองพม่าเป็นเมืองขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๘ ก็ได้อ้างสิทธิ์ในการปกครองประเทศราชของพม่า ซึ่งก็รวมถึงนครรัฐของชนเผ่าไท ในที่ราบสูงฉานราว ๓๖ หัวเมือง อันรวมถึงเชียงตุงด้วย แต่อังกฤษก็ยังให้เกียรติบรรดาเจ้าฟ้าในการคงสิทธิในการปกครองตนเองเช่นเดิม โดยอยู่ในฐานะรัฐอารักขา ไม่ใช่ เมืองขึ้น อย่างที่ปฏิบัติกับพม่า

ในช่วงสงครามโลก กองทัพญี่ปุ่นก็เข้ายึดครองพม่าและรัฐฉานอยู่นานถึง ๓ ปี โดยทางประเทศไทยได้ยกทัพขึ้นไปยึดเมืองเชียงตุง แล้วตั้งเป็นจังหวัดสหรัฐไทเดิม แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อังกฤษก็กลับเข้ามายึดครองในฐานะผู้ชนะสงครามอีกครั้ง

แต่ขณะเดียวกันในพม่า กระแสเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษก็รุนแรงขึ้นโดยมีนายพลอองซานเป็นผู้นำ จนถึงขั้นมีการประชุมตัวแทนผู้นำชนเผ่าต่างๆในพม่าที่รวมถึงรัฐไทในแคว้นฉานด้วย อันเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ณ.เวียงป๋างโหลง ที่สามารถบรรลุ “ข้อตกลงเวียงป๋างโหลง” อันมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่าบรรดานครรัฐของชนเผ่าต่างๆจะอยู่รวมกันภายใต้สหภาพพม่าเป็นเวลา ๑๐ ปี หลังจากนั้นแต่ละรัฐสามารถแยกตัวเป็นประเทศอิศระได้

หลังการเลือกตั้ง นายพลอองซานได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ก็เกิดโศกนาฏกรรมภายในอาคารรัฐสภา เมื่อนายพลอองซานถูกฆาตกรรมพร้อมกับรัฐมนตรีอีก ๖ นาย อันนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองของพม่า จนถึงขั้นมีการรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ภายใต้การนำของนายพลเนวิน ตามมาด้วยการจับกุมบรรดาเจ้าฟ้าไทใหญ่ของนครรัฐต่างๆและผู้นำชนเผ่าอื่นๆทั้ง กะเหรี่ยง มอญ ยะไข่ คะฉิ่น และประกาศยกเลิกข้อตกลงเวียงป๋างโหลงทั้งหมด รวมถึงทำการปิดประเทศเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย” 

คำสัญญาแห่ง “ข้อตกลงเวียงป๋างโหลง” ที่ถูกเพิกเฉย การจับกุมบรรดาผู้นำของชนเผ่าต่างๆ เป็นเสมือนเป็นการเปิดฉากสงครามกอบกู้เอกราชเพื่อแยกตัวเป็นอิศระนับจากวันนั้น จวบจนถึงปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

กบฏเกือก เมื่อเลือดอิระวดีกรุ่น : ธีรภาพ โลหิตกุล

คนชอบเที่ยว ฉบับที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๗


 

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net