วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุทธทาสภิกขุที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ตอนที่2...เปรตที่ตำตา)


            เมื่อครั้งเดินทางไปกราบท่านที่สวนโมกข์ท่านก็ยิงคำถามแบบไม่เลี้ยงว่า "มาทำอะไรที่นี่" ตอบท่านว่า "กระผมมาพักผ่อนครับ" ท่านก็พูดเสริมต่อว่า "การพักผ่อนด้วยธรรมะเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด" แล้วผู้เขียนก็ไปถามคำถามเชยๆกับท่านเกี่ยวกับเรื่องการเกิดใหม่ในชาตินี้ชาติหน้าว่ามีจริงหรือเปล่าทั้งๆที่ก็ได้ทราบคำสอนของท่านอยู่ก่อนแล้ว คำตอบของท่านก็ยังยืนยันคำสอนดั้งเดิมของท่านที่ว่าอย่าไปสนใจมันเลยเรื่องชาติหน้าน่ะ มันจะเสียเวลาของชาตินี้โดยใช่เหตุ ชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกรรมวิธีการแสวงหาเพื่อให้เข้าถึงซึ่งโลกุตรสุขในชาตินี้แม้แต่น้อย

คือเราจะต้องเป็นคนดี มีศิลธรรม และพยายามละวางความยึดมั่นให้มากขึ้นๆโดยลำดับ หากชาติหน้ามีจริงเราก็คงจะได้เกิดในที่ดีๆ เป็นแน่ (เช่นสวรรค์) แต่หากไม่มีจริงก็ไม่เสียหลาย เพราะได้ทำดีในชาตินี้เป็นประโยชน์ในตัวของมันอยู่เองแล้ว

ท่านสอนต่อไปว่า นรกสวรรค์ต่อเมื่อตายแล้วก็เช่นเดียวกัน อย่าไปกังวลกับมันมากนัก  นรกจำนวนมากมายที่มีอยู่จริงๆ ณ ที่นี่ ณ เวลานี้ ต่างหากที่ต้องระวังให้มาก อย่าให้ต้องตกนรกทั้งเป็นในชาตินี้ก็พอแล้ว  หากทำได้เพียงเท่านี้ก็จะพลอยไม่ต้องตกนรกในปรโลกด้วย...หากว่ามันมีอยู่จริง

ตรรกกะของท่านพุทธทาสในเรื่องนี้ เป็นตรรกะง่ายๆ ที่นักธุรกิจขายโชห่วยที่ไหนก็เข้าใจได้ เพราะมันก็เป็นตรรกะธุรกิจพื้นฐานเราดีๆนี่เอง เพียงแต่คราวนี้ “กำไร” คือกำไรด้านจิตวิญญาณ

                เมื่อพูดถึงชาตินี้ชาติหน้าก็ต้องพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านพุทธทาสได้ตีความเรื่องการเกิดใหม่เสียแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน  จนสังคมทั่วไป ที่เคยชินกับข้อมูลเดิมๆ ยอมรับกันได้ยาก เนื่องจากเราเคยชินอยู่กับการตีความแบบเก่ากันมานมนานเต็มที

 ท่านพุทธทาสบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงสอนเรื่องการเกิดใหม่ในทางร่างกาย เรื่องการเกิดใหม่ที่มีปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา(หนังสือขยายความพระไตรปิฎก) เป็นเรื่องที่อาจารย์รุ่นหลังรจนาเพิ่มเติมเอาเองทั้งนั้น

 เหตุที่พุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบไทยๆเชื่อถือทฤษฎีการเกิดใหม่กันมากนั้น ท่านพุทธทาสกล่าวว่ามีสาเหตุใหญ่มาจากงานเขียนของพระพุทธโฆษาจารย์ (พระอินเดียผู้มีชื่อเสียงซึ่งมีชีวิตอยู่ราวๆปีพ.. ๑๐๐๐) ท่านผู้นี้ได้รจนาพระคัมภีร์อันมีชื่อเสียงมากขึ้นมา อันได้แก่ พระคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ซึ่งถือกันว่าเป็นคัมภีร์อรรถกถาที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาของไทยเรา (ท่านเล่าต่อไปว่าความจริงพระคัมภีร์นี้ไม่ใช่คัมภีร์ที่รจนาขึ้นใหม่ แต่คัดลอกมาจากคัมภีร์ “วิมุติมรรค” ของท่าน อติสสะ เสียเป็นส่วนใหญ่ ภายหลังท่านพระพุทธโฆษจารย์สั่งให้เผาคัมภีร์วิมุติมรรคทิ้ง แต่เผอิญได้มีผู้แปลเป็นภาษาจีนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว)

ในพระคำภีร์นี้ได้มีการตีความพระไตรปิฎกในข้อที่เกี่ยวกับคำสอนในเรื่องของ “ปฎิจจสมุปปาท” (ทฤษฎีที่ว่าด้วยการที่สิ่งหนึ่งเป็นปัจจัยให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่  ซึ่งถือกันว่าเป็นหัวใจคำสอนของพุทธศาสนา) ว่า คำว่า"ชาติ" แปลว่าการเกิดทางร่างกาย  และกิเลสตัณหาต่างๆที่ได้กระทำในชาตินี้จะส่งผลกระทบในชาติหน้าอีก”สาม”ชาติ ได้มีการตีความกันในทำนองนี้มากว่าพันปีโดยไม่มีใครฉุกใจที่จะสงสัยหรือคัดค้าน จนกระทั่งท่านพุทธทาสได้ตีความเสียใหม่ว่า การเกิด ในวงจรของปฎิจจสมุปปาทนั้น แท้จริงเป็น”การเกิดในทางจิตวิญญาณ” ไม่ใช่การเกิดทางร่างกายแบบข้ามภพข้ามชาติ

                เมื่อพิจารณาดูด้วยปัญญาของปุถุชน  ก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องยอมรับในการตีความของท่านพุทธทาส

 บางท่านอาจจะแย้งว่าตีความอย่างปุถุชนไม่ได้เพราะนี่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาด้วยญาณชั้นสูงของผู้ที่สำเร็จแล้ว  ก็อาจเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันได้ แต่อย่าลืมว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านจะสอนแต่สิ่งที่สามารถหยั่งรู้ได้โดยสามัญสำนึกของมนุษย์ธรรมดาในชาตินี้ทั้งนั้น ไม่ได้สอนเกินเลยกว่านี้เลย เช่น คำสอนเรื่องอริยสัจสี่ และมรรคมีองค์แปด ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นก็เป็นเรื่องไม่เกินวิสัยที่ปัญญาของปุถุชนจะพอหยั่งรู้จนเกิดเลื่อมใสศรัทธาได้ เชื่อว่าคำสอนเรื่องปฎิจจสมุปปาทที่มาจากพระโอษฐ์จริงๆก็คงจะเป็นอย่างนั้น

                การตีความเรื่องการเกิดแบบของท่านพุทธทาสนี้ได้รับการโจมตีและสรรเสริญมากพอๆกันแล้วแต่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แน่นอนว่าผู้เขียนชอบ เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้

มีความโลภเดี๋ยวนี้ก็เกิดเป็นเปรตเดี๋ยวนี้ พิสูจน์ให้เห็นกับตาโต้งๆอย่างนี้จะให้ไม่เชื่อได้อย่างไร!

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net