วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘สมัคร’มั่วนิ่ม OREC เหมือน 'ทักษิณ' มั่วตั้งกลุ่มกำหนดราคายาง


 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 10 พฤษภาคม 2551 09:58 น. 


ฟันธงตั้ง OREC ข้าวเกิดยาก.!ชี้ ‘สมัคร’มั่วข้อมูล-ทั่วโลกประณาม

       วงในแฉเหตุล้มโต๊ะ OREC! ระบุ“สมัคร”ปากไว-ได้ข้อมูลมั่วจนถูกทั่วโลกประณาม ขณะที่ “ผู้ส่งออก-นักวิชาการ” ประสานเสียงตั้งกลุ่ม OREC ข้าวเกิดได้ยาก เพราะข้าวแต่ละประเทศคนละเกรดไม่เหมือนน้ำมัน ทั้งต้นทุนการผลิตก็ไม่เท่ากัน ด้าน “ส.โรงสีข้าวไทย” เสนอภาครัฐแจง 4 องค์กรโลกบาล ชี้ราคาข้าวไทยพุ่งเพราะต้องการช่วยชาวนา พร้อมเสนอให้ทั่วโลกรับประกันราคาข้าวไทยหากต้องการช่วยคนจนทั่วโลกมีกิน
      
       เป็นข่าวที่ทั่วโลกให้ความสนใจสำหรับแนวคิดการจัดตั้งกลุ่มของผู้ผลิตและส่งออกข้าวหรือ OREC (Organization of Rice Exporting Countries) ที่ไทยประกาศพร้อมจะเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งกลุ่ม โดยแนวคิดการจัดตั้งกลุ่มดังกล่าวจะยึดเอากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือโอเปก เป็นแบบอย่างในการกำหนดราคาส่งออกข้าวทั่วโลก เพราะประเทศไทยคือผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับหนึ่ง เวียดนามอันดับสอง และ อินเดียอับดับสาม โดยหาก 3 ประเทศรวมกลุ่มกันได้จะมีสัดส่วนการส่งออกทั่วโลกมากกว่า 65% แต่จนถึง ณ เวลานี้แนวคิดดังกล่าวทำท่าว่าจะแท้งแล้ว
      
       ล่าสุด “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันในที่ประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการค้าของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนว่าไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกจะไม่ดำเนินตาม 4 ประเทศ (ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม) และยืนยันจะส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากที่เคยส่งออก 9.55 ล้านตัน เมื่อปีที่แล้วนี่ก็จะเป็นอีกครั้งที่แนวคิดก่อตั้งกลุ่มORECของไทยไม่มีทางจะเป็นได้จริงอีกครั้ง
      
       แฉเบื้องหลังล้มโต๊ะ OREC
      
       แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เผยสาเหตุรวมกลุ่ม OREC ไม่สำเร็จเนื่องจาก สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศว่า 4 กลุ่มประเทศนำโดย ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงสนับสนุนแนวความคิดไทยให้เป็นเจ้าภาพกลุ่ม OREC เรียบร้อยแล้วทำให้ประเทศอินเดียซึ่งครั้งนี้มีทีท่าว่ารวมกลุ่มกลับไทยต้องถอยห่างออกไปเหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนกับเมื่อ 6 ปีที่แล้วที่อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้นก็มีแนวความคิดดังกล่าวจึงได้เชิญ อินเดีย จีน ปากีสถาน จีน มาร่วมจัดกลุ่ม OREC ดังกล่าวแต่ครั้งนั้นภายหลังการหารืออินเดียได้ออกมาประกาศว่าไม่ขอเข้าร่วมกลุ่มทำให้แนวความดังกล่าวล้มเลิกไป
      
       ทว่าเหตุการณ์หลังจากที่นายกฯสมัครออกมาประกาศ “หงียน ทาห์น เบียน” รมว.อุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามก็ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่ได้บรรลุข้อตกลงใดๆกลับไทยทำให้ไทยถูกชาวโลกมองว่าจะทำการค้าในลักษณะ CARTEL หรือผูกขาดแต่ไม่สำเร็จ
      
       “อยากรู้จริงๆว่าใครเอาข้อมูลหรือเมคข้อมูลให้นายกฯสมัครไปพูดเพราะพูดออกไปอย่างนั้นหน้าแตกระดับโลกซ้ำยังถูกมองว่าเราผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ1 ของโลกจะฮั้วกับอีก 4 ประเทศแต่ไม่สำเร็จ” แหล่งข่าวในวงการข้าวระบุและว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เสียโอกาสที่จะรวมกลุ่มกับประเทศอินเดีย และเวียดนามในการกำหนดราคาข้าวโลกไปอย่างน่าเสียดาย
      
       อ.จุฬาฯฟันธง OREC เกิดยาก.!
      
       ด้าน รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสิรฐ อาจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงแนวคิดจัดตั้งกลุ่มORECของไทยว่า ต้องยอมรับว่าแนวโน้มในทางปฏิบัติเป็นไปได้ค่อนข้างยากเพราะการรวมกลุ่มดังกล่าวไม่เหมือนการรวมกลุ่มโอเปกในเรื่องน้ำมัน เพราะข้าวมีหลายราคา มีหลายเกรด แต่ละประเทศก็มีข้าวคนละเกรด อย่างเวียดนามก็ส่งออกข้าวในระดับล่าง ขณะที่ไทยและอินเดียจะส่งออกข้างในตลาดบน (premium ) การรวมกลุ่มจึงมีข้อยุ่งยากมากกว่าน้ำมันที่ใช้มาตรฐานเดียวกันและราคาเดียวกันได้ทั่วโลก
      
       นี่คือโจทย์ใหญ่หากรัฐบาลต้องการจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อีกทั้งต้นทุนการปลูกข้าวแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากันการจะหาราคาสมดุลในการส่งออกให้ทุกฝ่ายยอมรับจึงเป็นอีกเรื่องที่ยากมาก
      
       นอกจากนี้การรวมกลุ่มในเรื่องยางพาราก็เคยหลอกหลอนเกษตรกรมาแล้ว ที่รวมตัวกันขึ้นมาได้ แต่เกษตรกรกลับไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย มีแต่ตัวแทนภาครัฐและนักธุรกิจเข้าไปจัดการและต่อรองราคา แต่ตัวแทนภาคการเกษตรจริงๆกลับไม่มีตัวแทนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ ซึ่งหากการตั้งกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกข้าวหรือORECขึ้นมาได้จริงๆ ก็เชื่อว่าชาวนาก็จะยังไม่มีโอกาสไปกำหนดราคาข้าวเหมือนเดิม
      
       กำหนด “ราคาข้าว” ร่วมกันไม่มีทาง
      
       แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ “ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศที่มองว่า ความร่วมมือตั้งOREC เป็นไปได้ยาก ซึ่งข้าวต่างจากยางพาราและมันสำปะหลังเพราะข้าวสามารถบริโภคพืชอื่นๆทดแทน ต่างกับน้ำมันที่ขุดเจาะมาใช้เมื่อใดก็ได้ แต่หากการตั้งกลุ่ม OREC เพื่อความร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกช่วงที่ตลาดเป็นของผู้ขายขณะนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยอมรับว่าความร่วมมืออาจจำกัดเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านราคา, ปริมาณสต็อกของแต่ละประเทศ แต่ปัญหาที่ท้าท้ายที่สุดคือการกำหนดราคาร่วมกันคงทำได้ยากเพราะแต่ละประเทศมีข้าวแต่ละชนิดและราคาก็แตกต่างกัน
      
       “ไม่แน่ว่าสถานการณ์อาจจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงเดือน พ.ย.นี้ก็ได้ จากนั้นทุกประเทศก็จะหันมาแข่งกันขายข้าวเหมือนเดิม ส่วนความร่วมมือOREC น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าข้าวซึ่งกันและกัน“
      
       ช่วย ‘ชาวนา’ ลดต้นทุนการผลิต
      
       อย่างไรก็ดีสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ควรดำเนินเร่งด่วน คือเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น100%ทั้งจากราคาปุ๋ย และ ยาฆ่าแมลงทำให้ราคาข้าวที่สูงขึ้นมากกลับมีราคาต้นทุนการผลิตที่มากขึ้นทำให้กำไรจากการปลูกข้าวจึงเท่าเดิม ส่วนพ่อค้าคนกลางผู้ส่งออกกลับเป็นกลุ่มที่มีกำไรจากการขายข้าวแทน
      
       “หากต้องการช่วยชาวนาอย่างยั่งยืนต้องลงลึกไปถึงต้นทุนการผลิตก่อนที่จะมาช่วยด้านราคาส่งออกเพราะนั่นคือคือฐานรากของประเทศ” รศ.ดร.ณรงค์ ระบุ
      
       โดยปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือข้าวนาปีที่ปลูก 2/3ส่วนของพื้นที่ทั่วประเทศเก็บเกี่ยวหมดแล้วและข้าวเหล่านั้นอยู่ในมือพ่อค้าผู้ส่งออกการขึ้นราคาช่วงนี้ชาวนาจึงไม่ได้ประโยชน์ ขณะที่พื้นที่ปลุกนาปรัง1/3 ของพื้นที่ปลูกทั่วประเทศก็ทยอยเก็บเกี่ยวในการปลูกนาปรังครั้งแรก และเริ่มปลูกนาปรังครั้งที่สองทำให้เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากราคาข้าวทั่วโลกมีเพียงเกษตรกร 1/3 ที่ปลูกข้าวนาปรังเท่านั้น
      
       ระวัง..!ข้าวในประเทศแพง
      
       ขณะเดียวกันการตั้งกลุ่มประเทศ OREC ที่ถูกต่างชาติประณามว่าเป็นการฉวยโอกาสนั้นก็ค่อนข้างจะเป็นจริง แม้ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบ แต่หากขึ้นราคาข้าวที่เป็นเรื่องปากท้องย่อมส่งผลสะเทือนมากกว่าเพราะในกลุ่มประเทศแอฟริกาที่มีประชนชนกว่า 100 ล้านก็กินข้าวแต่ประเทศเหล่านี้อยู่ในฐานะยากจนคงไม่มีเงินที่จะมาพอซื้อข้าวในราคาที่สูงได้
      
       “น้ำมันแพงขึ้นมากก็ไม่ใช้ได้ แต่ข้าวต้องกินทุกมื้อนี่คือสิ่งที่หลายฝ่ายอดห่วงใยไม่ได้”
      
       ปัจจุบันสถานการณ์ของไทยก็ไม่แตกต่างกันเพราะกำลังแรงงานกว่า 37 ล้านคนซึ่งอยู่ในภาคการเกษตรแค่ 15 ล้านคนแต่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมถึง 22 ล้านคน ซึ่งต้องซื้อข้าวกินหากราคาข้าวในประเทศแพงคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็ได้รับความเดือดร้อนด้วยเช่นกัน
      
       ยื่นข้อเสนอต่อ 4 องค์กรโลก
      
       ขณะที่ “ปราโมทย์ วานิชานนท์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทยเสนอถึงแนวทางช่วยชาวนาไทยว่า ภาครัฐต้องเสนอข้อมูลต่อ 4องค์กรหลักไม่ว่าจะเป็น World Bank, IMF , WTO , UN ถึงสาเหตุที่ไทยต้องการขึ้นราคาในช่วงนี้เพราะชาวนาไทยไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นได้ ขณะเดียวกันชาวนาไทยก็มีหนี้สินกว่า 80% กว่า 4ล้านครอบครัวที่มีอาชีพทำนา ซึ่งหากองค์กรระดับโลกต้องการช่วยเหลือประเทศที่ยากจนที่ต้องกินข้าวแพง 4 องค์กรนี้ก็ต้องช่วยชาวนาไทยด้วย เพราะนี่คือหลักมุนษยธรรม
      
       อีกทั้งต้องคำนวณต้นทุนการผลิตเสนอไปด้วยว่าต่อไปไทยจะเสนอขายในราคาไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้เพื่อต้องการให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ เพราะเมื่อมีการประกันราคาซื้อชาวนาไทยจะได้หมดภาระหนี้สินนี่คือสิ่งที่ทั่วโลกต้องรับรู้
      
       “ชาวนาไทย อินเดีย เวียดนาม ฐานะยากจน แต่จะให้คนจนเหล่านี้แบกรับภาระปากท้องทั่วโลกโดยไม่ช่วยเหลือเขาได้หรือ ซึ่งไทยต้องตั้งโต๊ะเจรจาไม่ใช้สุมหัว “ฮั้ว” กันแบบที่ทำกันไปต่างชาติจะประณามได้ แต่หากทำตามข้อเสนอนั้นองค์กรชาวโลกจะไม่มีสิทธิ์ประณามไทยได้”
      
       นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ตั้งโจทย์ผิดในการเสนอรวมกลุ่ม OREC เพราะไม่บอกสาเหตุถึงการขึ้นราคาสินค้าและต้องการช่วยชาวนาไทย หากเปิดโต๊ะเจรจากับประเทศอินเดีย และ เวียดนามรวมกลุ่มกันได้อีกครั้งจะทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยจะสูงขึ้นแต่ต่างชาติรับได้ ขณะที่ชาวนาไทยจะได้ประโยชน์แต่ต้องอธิบายถึงสาเหตุที่รวมตัวกันได้เพราะการรวมกลุ่มแบบนี้ใครๆก็ทำกันแต่ต้องนุ่มนวลให้ชาวโลกยอมรับได้ด้วย
 
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054133

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net