วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญิงนี้ที่ไม่ได้แลกมาด้วยหมา ๗


๗.คุณนายแดงยิหวา

         สายการบินจากซิดนีย์ไปทัสมาเนียนั้น เป็นสายการบินภายในประเทศ  ที่ใช้เครื่องบินเล็ก  ผู้โดยสารจากไทยแลนด์ หรือ ประเทศเขตแดนอื่นใดจะไปทัสมาเนียก็ต้องลงที่สนามบินในซิดนีย์ เพิร์ธ หรือเมล์เบิร์นก่อน เพื่อต่อเครื่องไปที่โฮบาร์ตเมืองหลวงที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐ  หรือเมืองลันเชสตันเมืองสำคัญทางภาคเหนือ

         สองหญิงวัยต่างกัน พร้อมบริวารชายสอง หญิงหนึ่งบินจากกรุงเทพมาลงที่ซิดนีย์ เพื่อต่อเครื่องไปที่โฮบาร์ตดังกล่าว  เหินฟ้าฝ่าเมฆพราวแห่งเดือนเมษายนที่อากาศเริ่มหนาวเย็น  แต่ภายในใจของทั้งสองคนกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผาผลาญ

          ร้อนรุ่ม ร้อนรนจนแทบรอไม่ไหว  จากไทยแลนด์ถึงแดนจิงโจ้ใช้เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง  ยังต้องมานั่งรอต่อเครื่องอีกเป็นชั่วโมง  และเครื่องบินเล็กก็ใช้เวลาเดินทางข้ามช่องแคบแบสอีกเป็นชั่วโมง  แสงแดดยามเช้าที่ทะลุผ่านม่านเมฆพราวเป็นชั้น ๆ นั้นดูสวยราวกับแดนนิรมิต  แต่สองหญิงไม่มีใจ  ไม่มีอารมณ์ และสายตาจะมองเห็นความงามของสิ่งใด

        จะโทษใครได้  เมื่อสองวันก่อน มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วโลกทั้งบนจอ  และในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ารัฐมนตรีหนุ่มจากไทยแลนด์ฟุบคาอกเมียน้อยที่แอบหนีไปเที่ยวด้วยกันในทัสมาเนีย  รัฐเล็ก ๆ บนเกาะที่สวยงามใกล้นิวซีแลนด์

          หญิงหนึ่งแทบช็อคด้วยความตกใจ ห่วงใยลูกชาย     สุดที่รัก  ด้วยหัวอกความเป็นแม่ทำให้ใจนั้นร้อนรุ่มอยากไปให้ถึงไว ๆ อยากจะได้เห็นหน้าลูก  ซึ่งจะเป็นจะตายยังไม่รู้แน่ชัด  เพราะข่าวต่าง ๆ กับเสียงโทรศัพท์ที่พูดคุยถามไถ่กับคนทางนี้ดูขัดแย้งไม่แจ้งชัด  คนทั้งหลายที่อยู่ห่างไกลต่างวิเคราะห์ วิพากษ์กันไปต่าง ๆ  ยิ่งมากยิ่งสับสน

           หญิงหนึ่งแทบช็อคด้วยอารมณ์โกรธขึ้ง หึงหวง และเสียหน้า  ด้วยรู้สึกว่าตนเองโดนคนทั้งโลกตบหน้าเอาฉาดเบ้อเริ่ม  ก็คนอย่างคุณนายแดงยิหวาที่เป็นตัวแทน  เป็นประธาน  เป็นนายก  เป็นสมาชิกของสมาคม สโมสร  และกลุ่มอะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่รณรงค์  เรียกร้องให้ผู้คนในโลกแห่งยุคดิจิตัลหันมาห่วงใย ใส่ใจ ดูแลคนใกล้ชิด และครอบครัว  ใคร ๆ ก็รู้กันทั่ว  เมื่อคุณนพดลผู้ใกล้ชิดเธอเองมาแอบทำแบบนี้ ก็เหมือนฉีกหน้าคุณนายแดงยิหวาให้เหวอะหวะหมอไม่รับเย็บ  จะไม่ให้ร้อนรุ่มดั่งไฟสุมได้อย่างไรกัน

           "ลูกจะเป็นอะไรไปมากหรือเปล่าก็ไม่รู้  เจ้าประคุ้ณ..."

            เสียงคุณหญิงแม่สามีบ่นพร่ำอยู่เป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน จนกระทั่งบัดนี้

            "ฮึ...ตายเสียได้ก็ดี"

            แดงยิหวานึกอยู่ในใจ  เจ็บนี้รุนแรงนัก

            "กาแฟสักถ้วยไหมคะ"

            รินระวี  เลขาส่วนตัวของคุณนายแดงยิหวาถามแบบไม่เจาะจงใคร  เมื่อเห็นรถเข็นอาหารว่างเลื่อนเข้ามาใกล้    แต่งหญิงต่างวัยผู้เป็นนายต่างเมินหน้า  ดูเหมือนทั้งสองจะกลืนอะไรไม่ลงคล้าย ๆ กัน

            เมื่อใจเป็นทุกข์  กายจะสุขอยู่ได้อย่างไร  มันก็ไม่อยากทำแม้แต่การย่อยอาหารนะซี 

รินระวีจึงจัดการให้ตนเองแล้วนั่งนิ่งมองช่องหน้าต่าง เครื่องบินกำลังลดระดับต่ำลงจนมองเห็นน้ำทะเลสีเขียวดั่งมรกต  ในสถานการณ์อย่างนี้คนฉลาดอย่างเธอได้แต่สงบปากสงบคำ  ส่วนชายหนุ่มอีกสองคน หนึ่งเป็นอดีตนายตำรวจที่ลาออกจากราชการมาทำงานใช้ชิดคุณนพดล  สองเป็นทนายความหัวหมอที่พร้อมจะสู้แทนนายทุกสถานการณ์  ก็มีความเงีบยขรึมคอยฟังนายอยู่เป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว  ทุกคนจึงได้แต่ส่งความคิดไปคนละทาง ตามแต่พื้นฐานความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมของตนเอง  มีแต่คุณหญิงท่านเท่านั้นที่บ่น และถอนลมหายใจ สลับกับการนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่เป็นระยะ ๆ

          แดงยิหวาเคยเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น  ตั้งแต่เรียนหนังสือจบชั้นมัธยม        แล้วทำปริญญาต่อ จนจบตรี จบโท  กลับบ้านแล้วก็ยังเดินทางท่องเที่ยว พักผ่อนอยู่เป็นประจำ  ประเทศโน้น ประเทศนี้อยู่แทบทั้งปี  แต่งงานแล้วก็ยังต้องติดตามสามีไปประชุม ไปดูงานปีละหลาย ๆ หน

       แต่ไม่มีหนไหนเลยที่แดงยิหวาจะเดินทางด้วยจิตใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุมเหมือนครั้งนี้   ดังนั้นเพียงก้าวเท้าลงเหยียบแผ่นดินทัสมาเนียก้าวแรกแดงยิหวาก็อยากให้ก้าวนั้นก้าวลงไปเหยียบอยุ่บนใบหน้าของผู้หญิงอีกคนยิ่งนัก  ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุแห่งความอัปยศอดสูของคุณนายอย่างเธอในครั้งนี้

       "ยังจะมีหน้ามารับ...ฮึ"

       คุณนายสะบัดหน้า  ในขณะคุณหญิงแม่สามีของเธอน้ำตาร่วงผลอย ๆ ยื่นมือสั่น ๆ ไปสัมผัสใบหน้าแฉล้มแช่มช้อยของเด็กสาววัยไม่เกินสิบห้าปีที่เพิ่งได้พบหน้า  ความเป็นสายเลือดของตนก่อความอ่อนไหวให้จิตใจคนชรา และโยงใยความผูกพันขึ้นทันที   

แต่แดงยิหวาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยนี่

        "เขาอยู่ไหนล่ะ"

       ถามเสียงแข็ง ซ่อนความขื่นไม่มิด

      "อยู่บ้านค่ะ"

       กิมหมวยตอบเสียงอ่อนโยน  ถึงอย่างไรก็เคยเป็นเจ้านายกันมา  ความกริ่งเกรงไหวหวั่นจึงยังครอบงำ

       "อ้าวไม่ได้อยู่โรงพยาบาลรึ"

       "ออกมาแล้วค่ะ  ตอนนี้เพื่อนหนูชื่อสายคำช่วยดูแลอยู่"

        "ไปกันเร็ว ๆ เถอะ"

       คุณหญิงท่านจูงมือหลานสาวไม่ยอมปล่อย  และเร่งเร้าอย่างรีบร้อน  แทบคอยขั้นตอนการตรวจสอบ การรับกระเป๋าไม่ไหว  อยากได้เห็นหน้าลูกชายเร็ว ๆ แม้จะเบาใจขึ้นเยอะที่ได้รู้ว่าเขากลับมาอยู่บ้านแล้ว  แต่ความเป็นแม่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี  หากไม่ได้เห็นหน้า  ได้สัมผัสแตะต้องเนื้อตัวลูกว่าเขายังมีลมหายใจอยู่จริง ๆ

        รถสองคันที่มารับวิ่งตามกันออกจากสนามบินเมืองโฮบาร์ต วิ่งเลียบไปตามชายทะเลสู่ชุมชนเล็ก ๆ บนยอดเนินลดหลั่น ที่มองลงไปเห็นทะเล และตัวเมือง โฮบาร์ตอยู่ลิบ ๆ

        เป็นย่านของคนมีเงิน  บ้านแต่ละหลังมีสไตล์แปลก หรู บนพื้นดินกว้าง   และบ้านของกิมหมวยก็ใหญ่โตจนคนห้าคนที่มาใหม่พักกันได้สบายไม่ต้องเดือดร้อนไปหาโรงแรม

       ก้าวแรกที่ลงจากรถก็มีแม่บ้านหน้าตาบอกให้รู้ว่าเป็นชาวเอเชียออกมายิ้มแป้นต้อนรับ  ยังมีเด็กนักศึกษาคนไทยอีกสองคนชายหญิงที่มาทำงานบ้านหาเงินพิเศษใช้จ่าย  และดูเหมือนทั้งสองจะกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านไปด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยที่คุณแดงยิหวาสังเกตไม่ให้รอดพ้นจากสายตา  เธอคำนวณค่าใช้จ่ายที่คุณนพดลต้องเสียอยู่ในใจแล้วยิ่งเพิ่มดีกรีความร้อนรุ่มในใจไปอีกร้อยเท่าพันทวี

       ฮึ...ใช่ว่าจะไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าของอดีตเลขาคนสวยที่กลายมาเป็น...

         ก็แค่เด็กบ้านนอก  ได้รับการศึกษาดีหน่อย  ไมมีอะไรเทียบเท่าคุณนายเลยทั้งชาติตระกูล และการศึกษา 

         แต่หล่อนกลับมีสิ่งที่แดงยิหวาใฝ่ฝันแต่ไขว่คว้ามาไม่ได้  นั่นคือหล่อนมีลูกกับเขา  คุณนายแทบสิ้นแรงเมื่อคิดถึงตรงนี้  ไม่อยากมองภาพเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เกาะคุณหญิงท่านแจตั้งแต่ได้รู้ว่านี่คือย่าของตน

         "พ่อคะดูซิว่ามีใครมาแน่ะ"

          กิมหมวยร้องขึ้นเมื่อลงจากรถ  สายคำเข็นเก้าอี้ติดล้อพาคุณนพดลออกมาคอยอยู่แล้วที่ระเบียงหน้าบ้าน 

          คุณนพดลคนเคยรูปหล่อ เก่ง รวย ที่ทุกคนใจจดใจจ่ออยากมาพบนั้นบัดนี้กลายสภาพเป็นคนง่อยเปลี้ย  ไม่มีเรี่ยวแรง ชีวิตชีวาอย่างเก่า  นั่งเฉยบนเก้าอี้ล้อเลื่อนของคนพิการ  หรือป่วยไข้ นัยน์ตาที่เคยฉายแววแห่งอำนาจ  เคยกราดมองลูกน้องจนหัวหด บัดนี้เลื่อนลอยเหมือนไม่มีความรู้สึกใด

           "นพลูกแม่"

          "คุณผู้ชาย"

          "............."

            หลายเสียงร้องเรียก    หลายร่างโถมเข้ามารุมล้อม  ไม่ทำให้เจ้าของร่างที่นั่งบนรถเข็นแสดงอาการตื่นเต้นแต่อย่างใด  กิมหมวยต้องนั่งยอง ๆ ลงใกล้ ๆ เอียงหน้าเข้าไปหาพูดใส่หูเขาดัง ๆ เขาจึงคลี่ยิ้มออกนิดหนึ่งพลางพยักหน้า  แต่สายตายังคงเลื่อนลอยแม้จะพยักหน้าหงึกหงัก

         คุณหญิงท่านถึงกับปล่อยโฮออกมา  คนอื่น ๆ เมินหน้ากล้ำกลืนความรู้สึกและน้ำตา  คุณแดงยิหวาเท่านั้นที่ระเบิดเสียงออกมาว่า

         " คุณนพดล คุณเป็นอะไรไป... แก  แกทำอะไรเขาหานังกิมหมวย"

         ความโกรธขึ้งฉุนเฉียวก็เป็นดั่งไฟที่ลุกลามไหม้ทุกสิ่ง  คุณนายแดงยิหวาที่ตั้งใจว่าจะมาฉีกอกเขา  มาเห็นสภาพแบบนี้เข้าก็จึงเปลี่ยนเป้าหมายทันที

         "แกทำอะไรเขาฮึ"

        พูดพลางสาวเท้าเข้ามายืนจังจ้าจะกินเลือดกินเนื้อ

          "คุณไม่มีสิทธิอะไรมาว่าแม่หนูอย่างนั้นนะ"

          เด็กสาววัยไม่เกินสิบห้าปีที่เฝ้าดูสถานการณ์อันน้าอึดอัดมาแต่แรกโพล่งขึ้น  ด้วยเสียงอันดังหวังให้กลบทุกเสียงในที่นั้น  เรียกสายตาทุกคู่หันมามองอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

         "อ้อ...นังเด็กเมื่อวานซืน  นังลูกนอกกฏหมาย  แกรู้จักกำพืดของแกเองรึเปล่าเล่าฮึ..."

          "กำพืดเป็นอย่างไรหนูไม่รู้หรอก  หนูรู้แต่ว่า หนูกับแม่ต้องมาอยู่ไกลบ้านอย่างนี้เพราะพ่อมีนางยักษ์ขวางกั้นเอาไว้"

          คุณนายแดงยิหวาถึงกับหน้าเขียวสลับแดง  ยกมือขึ้นเงื้อง่าก้าวเข้ามาหา  หวังจะฟาดลงบนใบหน้าสวยที่จีบปากจีบคอต่อล้อต่อเถียงอยู่ฉอด ๆ ฟาดให้มันตายคามือแล้วจึงถึงคิวแม่ของมัน

         "อย่า ... ดอลลี่"

ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ทุกคนหวั่นเกรงว่าสงครามปากจะลุกลามไปเป็นสงครามความรุนแรงนั้น  สายคำกลับร้องเรียกชื่อใครบางคนออกมา  เป็นชื่อที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับใคร ๆ ในสถานการณ์นั้น

          เพราะสายคำได้ยินเสียงออด ออด  ...ดังออกมาจากกระเป๋า  และมีประกายแสงลำหนึ่งพุ่งออกมากระทบร่างคุณนายแดงยี่หวา แว๊ บ..รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ  และไม่ใครสังเกตเห็น 

  แต่ที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ก็คือร่างของคุณนายแดงยิหวาถูกสต๊าฟให้กลายเป็นรูปปั้นในท่าก้าวเท้าเงื้อง่าอ้าปากเตรียมตบ  แข็งทื่อ ไม่เคลื่อนไหว และราวกับว่าจะไม่หายใจ 

           ๐๐๐๐๐๐๐๐๐

(โปรดติดตาม)

      

        

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net