วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ้ำขวัญเมือง....ตอนที่สาม


        

                 ถ้ำขวัญเมือง....ตอนที่สาม

                             ๏ ชื่นขวัญวันนั้นชื่น           สู่ขวัญ

                   ชื่นอุตส่าห์จรจรัล                        เยี่ยมเหย้า

                   ขวัญตะลึงตื่นเต้นตัน                    หัวอก

                   ซึ้งซึ่งน้ำใจเจ้า                           นักแก้วกานดา.

                             ๏ เอ้อระเหยลอยรื่น      ชื่นใจนักชื่นใจ

                   ชื่นอุตส่าห์มาเยี่ยมขวัญ            ตื้นตันนักน้ำใจ

                   ขวัญตะลึงเพราะตื่นเต้น            ไม่ได้พูดเล่นนะขวัญใจ

                   ซึ้งใจเสียยิ่งนัก                      แม่ยอดรักขวัญรู้ไหม

                   กานดาหนอเอยขวัญชื่น            ตาตื่นตั้งแต่ลงบันได

                   แรกแรกขวัญก็ไม่อยากเชื่อ        เพราะไม่ได้เผื่อว่าจะเจอขวัญใจ

                   แหม ! เรื่องมันน่าพิลึก              นึกนึกมันก็เหมือนหนังไทย

                   ก็ชื่นอยู่ตั้งบางกอก                  ตั้งออกระยะทางไกล

                   นี่แหละโบราณเขาว่า                ถึงไกลตาแต่ก็เหมือนใกล้ใจ

                   ขวัญก็ออกจะเพ้อกันใหญ่           ถึงอย่างไรก็ขอบใจนะเอย.

                             ๏ กุฏิขวัญตั้งอยู่ข้าง            ริมทาง

                   ทางหนึ่งออกนาทาง                     เก่าใกล้

                   ถึงเก่าแต่อยู่กลาง                        ทางระหว่าง  ในวัด

                   ลัดลัดเดินใกล้ใกล้                       รอบข้างทางเดิน.

                             ๏ กุฏิขวัญอยู่ริมทาง           ทางไม่ห่างหากจะเดิน

                   ทางเก่าที่เขาเมิน                         เพราะเดินนานและผ่านนา

                             เดี๋ยวนี้มีถนน                    ที่ผู้คนเขาไปมา

                   ยังขวัญคงยาตรา                         เพราะว่าผ่านบ้านบิณฑบาต

                             ถึงเก่าแต่อยู่กลาง              ทางระหว่างยุรยาตร

                   ไกลใกล้ก็สามารถ                       ไม่ลำบากจากกุฏิขวัญ

                             

                             ๏ ย้ายกุฏิสุดที่รักให้           นาคสุรินทร์

                   ด้วยถิ่นเขาอาจิณ                        ก่อนนั้น

                   กุฏิใหม่ใหม่ถวิล                          ริมวัด

                   หลวงพี่สุทธิพรกั้น                       แต่งไว้อยู่เอง.

                             ๏ กุฏิเอยสุดที่รัก               จำหักใจเจ้าลาจาก

                   เดือนหนึ่งนั้นผ่านพ้นฟาก                คืนนาคสุรินทร์ถิ่นเขา

                   กุฏิใหม่ของเราริมวัด                    ทำเลถนัดร่มเงา

                   หลวงพี่สุทธิพรก่อนเก่า                 กั้นเอาไว้อยู่เองเอย.

                              ๏ ฝนโปรยปรายน้ำลู่          เป็นละออง

                   หลังค่อมลุยน้ำนอง                      ปักกล้า

                   นี่คือกระดูกทอง                         ของชาติ

                   จนแต่สุจริตข้า                            ก็พ้นภูมิใจ.

                             ๏ ชาวนา                  สันหลังล้าเหลือเกินจะเดินได้

                   กระดูกทองของชาติอันอำไพ     ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกของความจน

                   ก้มปักกล้าล้าข้อไม่ท้อถอย       ถือไถคอยตามควายกลางสายฝน

                   ถึงยากจริงไร้ยศก็อดทน          เกิดเป็นคนมีค่าควรภูมิใจ.

                             ๏ ทิวทัศน์ท้องทุ่งข้าว          เขียวขจี

                   เหนือทุ่งมีชลธี                            คุดคุ้ง

                   น้ำดีมัจฉามี                                บ่หมด  ไป่เลย

                   นาคู่โคย่อมยุ้ง                            ข้าวยัดเต็มทะนาน.

                             ๏ ไม้แก่ดัดยากแท้             เทียวนา

                   พาลจักหักลงมา                          บ่โค้ง

                   ดัดบ่ดัดหากรา                             มือปล่อย

                   ดีดใส่ผู้ดัดโง้ง                            เจ็บช้ำเชียวเรา.

                             ๏ ไม้ใหญ่ใหญ่ย่อมตั้ง         สิบวา

                   สูงส่งเหลือคณา                           นักแล้ว

                   ไม้เล็กเล็กย่อมมา                        เลื้อยสู่

                   กินเกาะอาศัยแคล้ว                      คลาดคุ้มกำบังกาย.

                             ๏ โกศลยืนขึ้นอยู่               ข้างสน

                   ดอกบ่ดอกใบตน                          กับต้น

                   เหมือนหนึ่งนราชน                       ผู้บ่  พรักพร้อม

                   กราบสักแต่กระดกก้น                    จิตนั้นบ่บูชา.

                             ๏ โกศลกับต้นสน           ชูก้านตนกิ่งไกวกับใบสวย

                   พอใบต้านลมปะมาระรวย            ก้านก็ช่วยดึงกิ่งให้กวัดไกว

                   เจ้าไม้ใบพุ่มสวยคือพฤกษา        ไม่มีดอกงามตาเหมือนพันธุ์ไม้

                   ถึงเขียวครึ้มดูเด่นเป็นอย่างไร       ก็เหมือนคนผู้ไหว้แต่กายงาม.

      

                              ๏ บุญญาใหญ่พรักพร้อม        เพราะสาม

                   กายกราบด้วยงดงาม                        นอบน้อม

                   วาจาเปล่งว่าตาม                            สรณะ

                   ใจศรัทธาค่อยค้อม                          เข้าสู่ศาสนา.

                             ๏ บุญญาอานิสงส์             จะยิ่งยงใหญ่ยิ่งเพราะสิ่งสาม

                   หนึ่งคือกายกราบไหว้ด้วยงดงาม       สองวาจาว่าตามเป็นสรณะ

                   สามศรัทธาที่ใจอันใหญ่ยิ่ง              รวมสามสิ่งจึงเป็นกำลังพละ

                   เนื้อนาบุญพรักพร้อมพระรัตนะ          ปสาทะนำหนุนผลบุญเอย.

                             ๏ กรงขังนางสะแอ้ง            สกุลควาย

                   ต้องโทษเพราะอันตราย                  สัตว์ร้าย

                   ตัณหากิเลสหมาย                        เหมือนมุ่ง

                   กั้นข่ายอย่าให้ย้าย                       ออกยั้วเยียเอา.

                             ๏ หมีควายตัวใหญ่ใหญ่        ขังกรงไว้ไม่ให้ออก

                   โทษมันไม่มีดอก                          แต่มันออกอันตราย

                             คล้ายกันกับกิเลส               ตัวมันเฉดเช่นหมีควาย

                   ประมาทอาจทำร้าย                       ตัวเรายับดับชีวัน

                             กั้นคอกคือขังคุก                อย่าให้ลุกออกปลุกปั่น

                   แล้วค่อยจับดับตัวมัน                     ให้หันหายกลายเป็นเถ้า

                             ๏ นิวรณ์ห้าอย่าให้เกิด          กับตน

                   เป็นกิเลสพากุศล                          เสื่อมสิ้น

                   เหมือนไม้รกทางคน                       เดินฝ่า  ต้องฟัน

                   เกิดก็ดับให้ดิ้น                             อย่าให้ขวางธรรม.

                             ๏ อุทธัจกำเริบร้าย               รุมขวัญ

                   มันกระหน่ำพัลวัน                          วุ่นฟุ้ง

                   มากมายหลากหลายอัน                  ประดังต่อ  ขวัญเน

                   กว่าดับให้หายคลุ้ง                        เกือบเปลี้ยเสียขวัญ.

                             ๏ ขวัญฟุ้งวุ่นวายอยู่             ใครไม่รู้ก็รานขวัญ

                   เป็นสงฆ์ไฉนนั่น                           พูดเพ้อไปไม่เข้าที

                             ระงับจับไม่อยู่                    ปิดประตูยังออกหนี

                   ใส่กลอนก็โดนตี                           แตกสะบั้นบ่าออกมา

                             อิทธิบาทเป็นฤทธิ์ร้าย           ขึ้นเมื่อไรอุเบกขา

                   สะกดมั่นพันธนา                           อย่าให้เต้นออกเพ่นพ่าน

                             จับฟุ้งให้หยุดฟู่                   อยู่หยุดอยู่แค่ใจซ่าน

                   แล้วดับเสียด้วยฌาน                       กัมมัฏฐานให้สิ้นเถ้า

                             ๏ เที่ยวละกิเลสผู้                อื่นเขา

                   เมื่อไหร่แล้วตัวเรา                         จักพ้น

                   เหมือนหนึ่งเที่ยวรดเอา                   สวนอื่น  อยู่นา

                   สวนอาตม์บ่คิดค้น                         จักให้ผลไฉน.

                             ๏ กิเลสนะเออ                   ช่วยผู้อื่นเขาเอาออก

                   ของเราสิพูนสิพอก                        จะตอกติดแล้วรู้ไหม

                   เที่ยวสอนเที่ยวสั่งนั่งว่า                   เทศนาให้ฟังอยู่ได้

                   ตัวเราละมีเท่าไร                           ละได้กี่ชั่งแล้วเรา

                   มองตัวตนเองเสียก่อน                    ค่อยย้อนช่วยผู้อื่นเขา

                   สอนใครอะไรกันเล่า                      ตัวเรายังไม่พ้นคน.

                             ๏ ร้อนกิเลสสิเร่าร้อน            ในใจ

                   โทสะมหาไฟ                              แผดเผ้า

                   ร้อนอยู่บ่มิไหล                             ตกเหงื่อ

                   หวังเพื่อสมณะเจ้า                         จักแก้ไตร่ตรอง.

                             ๏ ลองมองตัวเจ้าฮื่อ             ฉันใด

                   เก็บกดอยู่ในใจ                            ย่อมฟุ้ง

                   ระบายออกก็เป็นไฟ                       ไหม้เล่า

                   น้ำราดอย่าให้คลุ้ง                         ดับสิ้นดุจหินแข็ง.

.

          โปรดติดตาม "ถ้ำขวัญเมือง...ตอนที่สี่" ต่อไป

 

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net