วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไป สะหวันฯ กันมั้ย??? ตอน 2 คุยเฟื่องเรื่อง ธาตุโพน


ต่อจาก

ไป สะหวันฯ กันมั้ย??? ตอน 1 บ่นบ่น ต้นเรื่อง
http://www.oknation.net/blog/winsstars/2008/05/12/entry-1

เมื่อวานสายลมฯ เล่าให้ฟังถึงการเดินทางและสภาพการทำงานแล้วว่า "ก็มิอาจนำพา (ความสำเร็จมาได้)" อย่ากระนั้นเลย เราไปเที่ยวกันเถอะวันหยุดทั้งที สถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกไปเยือนในสะหวันเขต ก็พยายามเลือกจากสนานที่ไม่เคยไป ก็มีสองช้อยส์ให้เลือกนั้นคืะ "ประสาทเรือนหิน" และ "พระธาตุโพน" แต่ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องตัดใจจาก "ประสาทเรือนหิน" อย่างสุดแสนเสียดาย เพราะจริง ๆ แล้วสายลมฯ เป็นคนที่ชอบปราสาทหินอย่างมากมายหลายกองทัพ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่ไปไม่ได้เพราะ ท่านสารถี "อ้ายปิ่น" บอกว่า

"ไกลโพด ทางบ่ดี๋ เป็นทางแดงโคลนจั๊กหล้า" หมายถึง ไปไกลและทางไม่ดีเป็นดินแดงและเป็นโคลน (หวังว่าไม่ผิดนะค่ะ ทั้งคำพูดและคำแปล แบบว่าแว๊บ ๆ แต่อยากเล่าอ่ะมีไรมะ)

พวกเราซึ่ง หมายถึง สายลมฯ คนเดียว จึงตัดสินใจพาลูกน้องที่ทำหน้าตาไม่อยากไปด้วย ไปยัง "พระธาตุโพน" เพราะอ้ายปิ่นบอกว่า

"บ่ไก๋สี่สิบห้าหลัก" หมายถึง ไม่ไกลแค่สี่สิบห้ากิโล ค่ะแต่ใช้เวลาสองชั่วโมงได้ เพราะ 1/3 ของทางทั้งหมดนั้นเป็นทางลูกรัง และเมือใหม่ฝนก็มีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจของโคลนแดง ๆ ที่นอนรอให้ล้อรถได้เหยียบย่างไปไหนต่อไปให้เละเทะ

ท่านผู้ร่วมทางเพื่อนร่วมถนนต่างก็ตระหนักในหลักความปลอดภัยกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น "รถจักร" (มอเตอร์ไซด์) "รถถีบ" (จักรยาน) ประซาซ้น (คนเดินถนนนี่หละค่ะ) ต่างคนก็ต่างเดินไม่ได้กลัวรถกลัวรา ไม่แม้นแต่จะเหลียวมามองก็มี และที่สำคัญเราได้พบกับ "อธิบดีกรมทางฯ" ค่ะ มิใช่อื่นได้ บรรดา "งัวและแบ้" (วัวกับแพะ) ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามไหล่ทางนั้นเอง

สมัยก่อนหากท่านขับยานยนต์ (รถยนต์) ซ้นงัวหรือแบ้ท่านสิต้องซดไซ้ แต่เนื่องจากปัจจุบันกฏหมายใหม่ของลาวออกมาว่า
"ประซาซ้นผู้เป็นเจ้าของงัวและแบ้จักต้องเบิ่งม๊องอย่าให้งัวและแบ้ของเจ้าทั้งหลายกีดขวังการจราจอน มิเซ่นนั้นจักต้องซดไซ้ให้กับเจ้าของยานยนต์"

ต้องแปลมั้ยค่ะ อย่าเลยนะที่เขียนนี่ก็ทะลึ่งแย่แล้วถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาขำ ขำ (บนความเคารพและเห็นถึงความน่ารักของภาษานะค่ะนะ) แล้วกันนะค่ะ ซึ่งกฏหมายตัวนี้ถือเป็นกฏหมายที่ทันสมัยมักมั๊ก ในความคิดของสายลมฯ (เอาหนะอย่างน้อยก็เริ่มแล้วหละ รอจั๊กหน๊อย) เพราะประเทศลาวในความคิดของสายลมฯ กำลังประสบกับปัญหาความเจริญหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป ไม่ดีอย่างไรเหรอค่ะ

ลองคิดดูง่าย ๆ นะค่ะ ในขณะที่ค่าแรงในประเทศลาวนั้นต่ำเตี้ยเรี้ยดิน แต่ค่าครองชีพกลับสูงมาก และแน่นอนค่ะมากกว่าประเทศไทย สายลมฯ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศลาวนั้น มีราคาสูงกว่าประเทศไทยลิตรละประมาณ 3 บาทกว่า อาหารแต่ละจานไม่ต่ำกว่า 50 บาท ในขณะที่สายลมฯ เคยมีเพื่อนเป็นคนลาว และเรียนจบโรงเรียนสร้างคู (วิทยาลัยครู) เอกภาษาอังกฤษ โทฝรั่งเศส ซึ่งตามหลักสูตรจบมาต้องเป็นครูในวิทยาลัย เขาก็เป็นค่ะ แต่เป็นไม่ได้นานลาออกมาเป็นเด็กเสริฟท์ที่ร้านอาหารในหลวงพระบาง ด้วยเหตุผลที่ว่า ทิปเด็กเสริฟท์สองวันเท่ากับเงินเดือนครูทั้งเดือน ก็ว่าไม่ได้ค่ะคนเรามันต้องกินต้องอยู่ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อุดมการ์ณมันคงกินยากกว่า "อุดมกู" น่ะค่ะอย่าคิดมาก

ปัญหาการแย่งแรงงานก็เกิดขึ้นค่ะ สัญญาณเตือนเริ่มจากการให้ทิปกับพนักงานบริการต่าง ๆ สมัยก่อน 20 บาท (5,000 กีบ) ถือว่ามากแล้วใครได้นี่ยิ้มกันไปทั้งวัน แต่สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทฝรั่ง ไทย หรือแม้นแต่บ่อนคาสิโนจากจีนได้ขยายตัวเข้ามาในลาว ก็ได้สร้างค่านิยมใหม่ ๆ ให้แก่สังคมลาวค่ะ ทิป 20 บาทเริ่มไม่พอเสียแล้ว อย่างน้อย ๆ ให้สู้ได้ต้องไม่ต่ำกว่า 100 บาท (25,000 กีบ) ในโรงแรมใหญ่ ๆ หรือลดหลั่นกันไปตามสภาพสถานบริการ

ค่าจ้างแรงงานก็เริ่มมีการปรับตัวขึ้นเพราะคาสิโนจีนที่ขยายตัวเข้ามาให้ค่าตัวในการจ้างที่สูงกว่าบริษัทฯ ทั่ว ๆ ไป แล้วมันไม่มียังไงเหรอค่ะก็ในเมื่อค่าครองชีพมันสูงขนาดนั้น ค่าแรงที่สูงขึ้นน่าจะดีขึ้นในสังคมชาวลาว ไม่ดีค่ะเพราะประชาชนลาวเองกลับมีวัฒนธรรมที่ไม่พร้อมกับการทำงานที่มีกฏระเบียบเป็นสากล ปัญหาที่พบ คือ ยังไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งที่มีได้ การใส่ใจกับงานยังไม่มากเท่าที่ควร ทำไมถึงพูดอย่างนั้นเหรอค่ะ

เราเปรียบเทียบจากการทำงานของแรงงานลาวค่ะ บริษัทหลาย ๆ บริษัทจะประสบปัญหาแรงงานไม่ยอมทำงานในวันที่จ่ายค่าแรงเพราะเมื่อพี่ลาวได้เงินแล้วพี่จะไม่ไปทำงาน ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันนะค่ะว่าเพราะอะไร ได้แต่คิดไปเองว่ามันเป็น Counture ของชาวลาวเอง ซึ่งใช้ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ กินอยู่ตามที่มี ดังนั้นเมื่อยังมี ก็ยังไม่ต้องหา จนกว่าจะเริ่มไม่มีก็จะเริ่มหาใหม่ หรือแม้นแต่ช่วงฤดูเทศกาลอย่างเทศกาลสงกรานต์ แรงงานชาวลาวแทบทั้งหมดจะหยุดการทำงานกันแทบจะทั้งเดือน และจะกลับมาทำงานกันอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้วหลายวัน

อ้อ !!! ไม่ต้องถามนะค่ะ เพราะสายลมฯ เองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ได้แต่เงียหูฟังเขามาแล้วมาเล่าให้ฟังอย่าได้เอาไปเป็นข้ออ้างอิงทางวิชาการอย่างเด็ดขาด ขอยืนยันว่าเป็น "วิชากู" ล้วน ๆ มิใช่ "วิชาการ" แต่อย่างใด แหะ ๆ

ทีนี้ลองคิดดูเล่น ๆ นะค่ะ สังคมเมืองของลาวก็จะถูกปรับเปลียนไปจากเดิม จะมีคนเป็นบางกลุ่มเท่านั้นค่ะที่มีรายได้ดี ค่าแรงสูง ในขณะที่ทุกคนจะต้องรับภาระกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหรือชาวชนบท ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต เพราะมันทำให้สัดส่วนของชนชั้นกลางมีจำนวนน้อยเกินไป เช่นเดียวกับ ฟิลลิปปินส์ หรือแม้นแต่ไทยก็ตาม ปัญหาสังคมก็จะตามมา และหากกฏหมายเติบโตไม่ทันการเจริญเติบโตของเมืองและปัญหาสังคม คงไม่ต้องบอกมั้งค่ะ ลองจินตนาการดูเล่น ๆ ก็น่าสนุกแล้ว อิอิอิ

ตายหละ !!! จะคุยเรื่องเทียวนี่เลี้ยวไปไหนและเนี่ยแม่สายลมฯ ไปเที่ยวต่อดีก่า วะ ฮะ ฮ่า พอรถเลี้ยวเข้ามาในบริเวณ "พระธาตุโพน" ถนนกลับกลายเป็นซีเมนต์ซะนี่ และแล้วเราก็เจอกับผู้มีอิทธิพลหน้าวัดเข้าจนได้

"ห๊กคน สิบพัน" ชายคนหนึ่งหน้าดำ ๆ ยืนอยู่หน้าประตูวัดเรียกเก็บเงินแบบไม่มีหลักฐาน ซึ่งก็คงเข้ากระเป๋าตัวเองหละค่ะ สายลมฯ เห็นอ้ายปิ่นเตรียมควักจ่ายแล้วเลยต้องชิงจ่ายไปก่อน เพราะในเมื่อไม่มีตั๋วก็คงเบิกบริษัทฯ ไม่ได้แน่ และที่สำคัญสายลมฯ ก็ไม่อยากให้เอาไปเบิกบริษัทฯ อยู่แล้ว ก็มาเที่ยวนี่ค่ะไม่ได้มาทำงาน ถึงทางโรงงานจะแจ้งว่าเป็นการรับรองฯ ก็ตาม (ก็มันเกี่ยวอะไรกัน ชิมิ !!!)

สายลมฯ ควักเงินจ่ายไปในขณะที่น้อง ๆ ถามว่า "ค่าอะไรครับพี่"

"อ้อ !!! ค่าอาหารตัวบุญน่ะ อย่าไปคิดมากช่างมัน" ว่าแล้วสายลมฯ ก็เดินเริงร่าไปถ่ายรูปเดินเที่ยวไปตามเรื่อง ทิ้งให้น้อง ๆ เดินหยีตาตามด้วยความแสบตาเพราะรัศมีบุญเปล่งสว่างไปทั่วร่างสายลมฯ (ประชดนะเนี่ย เข้าใจชิมิ)

วัดพระธาตุโพน มีลักษณะเป็นวัดป่าบ้านเรานี่หละค่ะ ก่ออิฐถือปูนธรรมดา เทียบเรียกได้ว่า เป็นศิลปบ้านมาก ๆ แต่ไอ้ศิลปบ้านนี่หละค่ะ สายลมฯ ว่ามันเปี่ยมไปด้วยศรัทธา สายลมฯ เดินสะเงาะสะแงะไปเรื่อยเปื่อยจนเข้าไปถึงในตัวโบสถฯ ของวัดจนได้ ไม่น่าเชื่ออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงานบุญ ดูราวชาวลาวจะทุ่มทุนสร้างเสมอ (คาดว่าไม่หวังอะไรในโลกนี้แล้วไปว่ากันใหม่ในโลกหน้าดีกว่ามั้ง)

ครั้งแรกที่เห็นก็งง เขาเอาเตียงมาถวายวัดทำไม (วะ) ค่ะเนี่ย แล้วเครืองของอะไรก็มากมายไม่ว่าจะเป็นเครืองครัว เครื่องนอน ฯลฯ มารู้ภายหลังไม่ใช่จาก "ไกด์จำเป็น" อ้ายปิ่นนะค่ะ มารู้จาก "รีเซฟชั่นหนุ่มเหลือน้อย" ที่โรงแรมนี่เองค่ะว่าเขาเรียกว่า "เครืองบุญ" ที่ชาวลาวจะนำเอาไปทำบุญที่วัดเช่นเดียวกับ "กองกฐิน" หรือ "ผ้าป่า" นั้นหละค่ะ

ต๊ายยยตาย ตั่งแบบนี้บ้านอีชั้นที่คลองถมนี่ตัวเป็นพันเชียวนะยะ พระพุทธรูปที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นปูนปั้นค่ะ จะไม่ทำองค์ให้ใหญ่โตนักแต่ชาวลาวจะนิยม ปั้นพระมาถวายวัด สังเกตุได้จากพระองค์เล็กองค์น้อยตั้งกันอยู่เต็มพื้นที่โบสถฯ ศิลปปูนปั้นนอกจากจะมีพระพุทธรูปแล้ว ในวัดพระธาตุโพนก็ยังมีรูปปั้นเป็นพุทธประวัติไว้ตามมุมต่าง ๆ ของวัด ไม่ว่าจะเป็น การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน

องค์พระธาตุเองก็มีลักษณะเป็นปูนปั้นทรงกลมสีขาวบนยอดประดับไว้ด้วยฉัตร ลักษณะคล้ายพระธาตุหมากโมของหลวงพระบางแต่มีขนาดเล็กกว่าและสวยงามน้อยกว่ามาก ตั้งอยู่ในเมืองไชยภูทอง คาดว่าสร้างมาแล้วกว่า 500  ปี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวลาว สิ่งที่จะเห็นได้แทบจะรอบองค์พระธาตุคือ การเข้ามานมัสการของประชาชนชาวลาว หรือมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เฒ่าผู้ใหญ่ หรือพระทำการขานบุญ และผูกบุญให้ การขานบุญนั้นจะเป็นการขานชื่อผู้ที่ผู้มาทำบุญต้องการแผ่ส่วนกุศลให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว ในขณะที่การผูกบุญจะเป็นการทำบุญให้กับผู้ที่มาทำบุญเอง โดยผู้เฒ่าผู้ใหญ่ หรือพระจะทำการอวยพรเสริมสิริมงคลด้วยการนำด้ายผูกขัดลายมาผูกข้อไม้ข้อมือให้

ขณะที่เครืองบูชาพระธาตุก็มีมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ธุปเทียน และใบไม้ ยังมีสำหรับสำหรับการบูชา เช่น กล้วย ยาสูบ บายศรีดอกมะลิ และบักมะพร้าว ซึ่งก็จะมีการจัดไว้ให้บริเวณวัด ซึ่งสนนราคาก็แล้วแต่จะศรัทธาทำบุญ เช่น เดียวกับผ้าซิ่น ซึ่งผู้หญิงหากต้องการเข้าไปกราบไหว้พระธาตุจะต้องเปลียนผ้าซิ่นเข้าไปหากท่านสวมกางเกงมา ในขณะที่ผู้ชายต้องถอดหมวกและสวมเสื้อผ้า (น่ะนะ ดีนะที่บอกไม่งั้นอาจมีคนใส่หมวกแต่ถอดเสื้อผ้าได้  อิอิอิ) ที่ต้องบอกว่าต้องสวมเสื้อผ้า เพราะคนลาวบางคนยังนิยมการถอดเสื้อเดินไปมาตามที่สาธารณะอยู่ค่ะ

อีกสิ่งหนึ่งที่สุภาพสตรีพึ่งระวัง คือ การไม่ก้าวล่วงเข้าไปในบริเวณรั้วของพระธาตุ เพราะชาวลาวจะถือว่าทำให้ "ของเสื่อม" (อ่านตามป้ายเขาว่างั้นนะ) ซึ่งเขาจะติดป้ายบอกไว้ที่หน้าองค์พระธาตุแทบจะทุก ๆ องค์เป็นภาษาลาวและภาษาอังกฤษ อย่าได้เผลอเชียวนะค่ะเรืองนี้เคยเกิดขึ้นและเป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศมาแล้ว นะเอ้อ !!!

แม่ย่าแม่ยายที่อยู่ช่วยเอาบุญบริการเครืองบูชานั้นก็อัธยาศรัยดีเป็นเลิศ ทักทายปราศรัยถามไถ่เป็นที่สนุกสนาน (เอ๊!! หรือเราทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ ให้เขาเห็นว่าทำไม่เป็นน๊อ)

"ใช้จะไดบ้างนี่แม่ย่า" ถามไปแบบไม่อายใคร ก็มันไม่รู้นี่หว่า

"มาจากไสหละอีหล้า" ยายจ๋าก้มหน้าก้มตาจัดเครื่องบูชาถามเสียงรอดมาให้ได้ยิน

"บางกอกจ้า" ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่ง แม่ย่าเงยหน้ามอง "ที่ได๋"

"กรุงเทพฯ ประเทศไท๊"

"วุ้ยมาไกลโพด เจ้าสิเอ๊าเครื่องนี่ไปไหว้พระธาตุ" ว่าแล้วก็ชี้ ๆ ๆ สายลมฯ ก็หอมตั่งธูปบูชา ตั่งกล้วย ยาสูปและดอกไม้ไปหว้พระธาตุ หลังเสร็จกิจก็เอาผ้าซิ่นมาคืน แม่ย่าคนเดิมถามด้วยความเอ็นดู ((เอ !! คิดไปเองอะป่าวนี่))

"ลูกผัวเจ้าสิมาด้วยบ่" น๊านนยายเอาแล้วมั้ยหละ จะถามทำไมนี่

"ข้าเจ้าสิบ่ได้เอาผัวแม่ย่า" (หมายถึง ยังไม่มีสามี) ก็ตอบกันไป แต่แม่ย่าเงยหน้ามองทำตาแบบไม่ค่อยจะเชื่อ
"ฮาฮา บ่ได้เอาผัว ทำหย่างหละถึงบ่ได้เอาผัว" ก็แหง๋สิอย่างน้อยก็ตอนนี้หละฟะ (แหม๋ยายทำอย่างกะมันเอากันง่าย ๆ นิ) สายลมฯ ก็ได้แต่ยิ้ม แล้วเลี่ยง ๆ ไป (ดีกว่า) แหะ ๆ (แต่เสียงหัวเราะยายยังตามหลอนนะเนี่ย)

ที่วัดพระธาตุโพนนี่จะมีฆ้องใหญ่ซึ่งเป็นฆ้องศักดิ์สิทธิ์ใช้เพื่อเสี่ยงทายอธิฐาน ไม่ใช่ใช้ตีนะค่ะ แต่ใช้ลูบค่ะ ถ้าอธิฐานแล้วก็ไปลูบที่ตัวฆ้อง หากเกิดเสียงกังวานคล้ายแตรสังข์แล้วหละก็ ท่านว่าจะสมหวังค่ะ เห็นแล้วมิได้การจำเราจักต้องลองดูด้วยตัวเอง สายลมฯ เลยลงไปนั่งพับเพียบปุ้กหน้าฆ้อง แล้วใช้ปลายนิ้วมืออันอ้วนป้อมของตัวเองถูไปมาบนตัวฆ้องใหญ่

เงี๊ยบกรี๊บบบบบบบบบบบบบ

ยังค่ะ ยังไม่ละความพยายามสาวน้อยหน้าใสเดินผ่านมาแถวนั้น

"เอื้อน ๆ สอนข้าเจ้าฮูปฆ้องหน่อยเด้อ" แม่หญิงลาวก็ช่างงามน้ำใจหลาย เดินซึ่อ ๆ (ตรงแด่ว ๆ) มานั่งปุ๊กลุ๊ก ลงข้าง ๆ แล้วยกมือไหว้ก่อนจะทำการจรดมือลงตรงกลางฆ้องและลูบไปมาจนเกิดเสียงดัง เอาหละวะ !!! คราวนี้ลองดูอีกที...........

เงียบกริ๊บบบบบบบบบบบ เหมือนเดิม เห้อ ชักรู้สึกได้อาย ไปดีกั่ว เดินไปบ่นไป จนอ้ายปิ่นถามว่า


"แล้วเอื้อนอธิฐานจะได" เออออนั้นสิ อธิฐานไรหว่า ป่าวนิ

"บ่ได้ขอจั๊กเอื้อ อ้าย"

"อ้าว น๊านนหละสิบ่ดั๊งงง" อ้าว ต้องอธิฐานด้วยเหรอ แหะ ๆ  ไม่รู้นี่หว่า

อ้ายปิ่นจึงได้บ่นอีกหลายคำพร้อมทั้งสรรเสริญประมาณว่า เห็นมั้ยหละของเขาศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ขออะไรจะเอาอะไรหละ ลูบแทบตายฆ้องยังไม่ดัง สายลมฯ จึงต้องรีบสาวเท้าให้หายได้อายขึ้นรถแล้วรีบเผ่นไปในบัดดล ไปโล๊ดดดดดอ้าย ไปพระธาตุฮิงฮังเลยเด้ออออ้ายเด้อออ

รู้งี้อธิฐานว่าขอให้เอาผัวในเร็วไวซะก็ดีอ่ะ อิอิอิอิ แต่มานึกอีกทีก็ดีแล้วเผื่อไม่ดังขึ้นมาอีกหละก็ ซวยตายเลย อิอิอิ เสียความมั่นใจนะเนี่ยเห้อออออ

ส่วนภาพบนนี้ คือ บรรยากาศความเป็นอยู่รอบ ๆ บริเวณ "พระธาตุโพน" ค่ะ

ครั้งหน้าไปเที่ยวกันต่อที่ "พระธาตุฮิงฮัง" สะหวันฯ นะจ๊ะ

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net