วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทะเลปราณ กับการท่องเที่ยวที่ต้องจดจำ


ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในอดีตเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่รักการท่องเที่ยวแนวสงบหลบฝูงชน

ทำเลเดียวกันนี้มาเป็นประเด็นทางธุรกิจให้ต้องติดตามเอาก็เมื่อไม่เกิน 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ "หัวหิน" เริ่มล้นทะลัก และ "เอวาซอน" เชนโรงแรมหรูระดับหมู่ดาวต่างสัญชาติ เป็นแนวหน้านำธงปักประกาศให้หาดปราณ ซึ่งอยู่ห่างหัวหินไปแค่ราว 50 กม.กลายเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวเกรดไฮเอนด์

นับแต่นั้น ตลอดความยาว 11.25 กิโลเมตร ในเนื้อที่ 51 ตารางกิโลเมตร ของตำบลปากน้ำปราณ ก็ถูกทยอยยึดโดยบรรดา "บูติกโฮเต็ล" ที่พากันชู "ดีไซน์" เป็นจุดขาย ดันให้ตัวเลขราคาค่าที่พัก 10,000 บาท (อัพ) ต่อคืน กลายเป็น "รูมเรท" อัตราปกติธรรมดาของย่านนี้

ไม่ว่าจะไปทำข่าว หรือพักผ่อน ทะเลปราณก็ดูสงบน่ารัก ใครได้แวะไปเยี่ยมชมก็มักเก็บภาพทะเลสวยๆ กับเรือประมงลำเล็กประดับที่มุมภาพ

นอกจากประเด็นท่องเที่ยวทะเลงาม และธุรกิจโรงแรมบูม ปราณบุรี ยังมีวาระอื่นที่ต่างอารมณ์

วันที่ 23 สิงหาคม 2545 มีคดีเล็กๆ แต่น่าสนใจ ผู้ฟ้องคดีมี 4 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนชาวประมงเรือเล็กกว่า 50 ครอบครัวในย่านนั้น โดยฟ้อง ประธานกรรมการ อบต.ปากน้ำปราณ ต่อศาลปกครอง เนื่องจากถูก อบต.ปราณออกหนังสือสั่งให้รื้อย้ายให้พ้นหาดนเรศวร ซึ่งเป็นหาดสาธารณะ ไปอยู่ในที่จัดใหม่ ต้นสายปลายเหตุสืบเนื่องมาจากนโยบายของผู้ว่าฯ ประจวบฯ ที่ต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่

ตัวแทนชาวประมงทั้ง 4 ซึ่งใช้บริเวณดังกล่าวเป็นที่จอดเรือและเก็บเครื่องมือประมง ได้รับความเดือดร้อน โดยให้เหตุผลว่า บริเวณที่แห่งใหม่ซึ่ง อบต.จัดให้นั้น ถึงหน้ามรสุมเรือจะถูกคลื่นลมพัดกระแทกโขดหินเสียหาย จึงฟ้องร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งยกเลิกคำสั่งของ อบต.เรื่องให้ย้ายไปอยู่ในพื้นที่ใหม่

ที่สุดแล้ว ประมงเรือเล็กแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ ศาลสั่งไม่รับฟ้อง เพราะพิจารณาว่าชาวประมงกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินสาธารณะบริเวณดังกล่าว

น่าสนใจ ตรงความเห็นแย้งจากตุลาการเสียงข้างน้อย ที่เห็นว่าศาลควรรับคำฟ้อง เนื่องจากพื้นที่บริเวณหาดนเรศวรซึ่งต้องการให้ชาวประมงงดใช้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของแผ่นดิน ดังนั้นกลุ่มชาวประมงซึ่งเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมก็ควรมีสิทธิใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่แห่งใหม่ซึ่งหน่วยงานปกครองท้องถิ่นจัดไว้ให้ไม่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพประมง ในขณะที่การจัดหาแหล่งท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้พื้นที่อื่นโดยประชาชนในท้องที่ไม่ได้รับความเดือดร้อน

******************

กลับมาที่ พ.ศ.นี้ นอกจาก "บูติกโฮเต็ล" หรูจับตลาดบน ทะเลปราณยังมีที่พักเล็กๆ ราคาแค่หลักร้อยถึงพ้นต้นๆ แทรกตัวอยู่บ้าง แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักก็คือ "ต้นโต รีสอร์ท" และเจ้าของที่ชื่อ ชูชาติ ต้นโต คือหนึ่งใน 4 ของชาวประมงที่ฟ้อง ประธาน อบต.ปากน้ำปราณ ในวันนั้นนั่นเอง

"แตกกระจายกันไปหมดแล้วครับ" ชูชาติ หมายถึงครอบครัวประมงขนาดเล็กกว่า 50 ครอบครัวที่สืบทอดวิถีทำกินของคนรุ่นก่อนหน้ามานานนับชั่วอายุคน วันนี้ เหลือที่ยังยึดอาชีพจับปลาอยู่แค่ไม่กี่ครัวเรือน

ชูชาติ บอกว่า เขาโชคดีพอมีที่ดินอยู่ 4-5 ไร่ จึงตัดสินใจขายเรือทิ้ง หันมาเปิดรีสอร์ทเล็กๆ พอมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีศักยภาพ (โดยเฉพาะทุนรอน) ที่จะปรับตัว หลายคนกลายเป็นแรงงานรับจ้างทำงานก่อสร้างในพื้นที่

ยังดีที่ธุรกิจท่องเที่ยวในตำบลปากน้ำปราณยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่คงอีกไม่นานที่คนกลุ่มนี้คงต้องทิ้งถิ่นดิ้นรนหางานเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว เพราะโรงแรม-รีสอร์ทหรูระดับ 4-5 ดาว คงไม่ได้มีงานอะไรที่เหมาะกับอดีตลูกทะเลอย่างพวกเขา

การท่องเที่ยวยังฝากแผล..สด ที่คงทิ้งรอยจำให้คนปากน้ำปราณไปอีกนาน เป็นคดีที่ยังค้างคาในศาลประจวบฯ ซึ่งกลุ่มชาวบ้าน อดีตประมงเรือเล็ก ทั้ง 18 อยู่ระหว่างอุทธรณ์ คดีที่ถูกศาลตัดสินให้พวกเขาเป็นผู้แพ้ (อีกครั้ง) จากการถูก อบต.ปากน้ำปราณ ฟ้อง ในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณะ !

ขอบคุณภาพทะเลปราณแสนเปลี่ยวของคุณ GB & A จากเว็บไซต์
www.wahoodivingcenter.com

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net