วันที่ พุธ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาร์กีส.........................เล่นเอาผมกรี๊ดดดดดดดดดด


ต้นเดือนที่ผ่านมาหยุด 3 วัน

ผมกับเพื่อนตกลงใจกันว่า

จะไปเยี่ยมทะเลที่เราเคยไป

ระหว่างวนกร กับ แหลมเสด็จ

ที่หลังโอมั่กมาก

ในแง่ของระยะทางและความคล่องตัว

ทริปนี้ ควงกันไปสองคน

ผมชอบท่องเที่ยวที่เห็นจุดหมาย

แต่ไม่ชอบเร่งเดินทางไปถึงโดยไม่สังเกตสังกาสองฟากฝั่ง

กับเพื่อน

เราตกลงกันว่า ทริปนี้เป็นทริปค่ำไหนนอนนั่น

และที่นอนของเราก็ไม่จำเป็นต้องกางเต้นท์ริมหาด

อยู่ในบังกาโลโก้หรู

ขอให้ชะตากรรมชักพาเราไปเถอะ

ที่นอนสำหรับเราเป็นเรื่องเล็ก

จากกรุงเทพไปแหลมเสด็จผมเจอกับปรอยฝนที่ร่วงหล่นลงมาให้โรแมนติกเล่นๆ

ไมค์ที่วัดได้ในตอนนั้นคือ 80 กิโลเมตรต่อชม.

ผมขับรถไปเรื่อยๆ

เปิดเพลงฟังบ้าง

ให้เพื่อนร้องเพลงให้ฟังบ้าง

นินทาคนรักของพวกเราบ้าง

ได้อรรถรสดี

ออกจากกรุงเทพ 8 โมงเช้า

ผมไปถึงแหลมเสด็จประมาณ 3 โมงเย็น

555

ขับรถกินบรรยากาศไง

ไปถึงที่นั่น

เราไปถามเจ้าหน้าที่อุทยานเพื่อขอกางเต้นท์

แต่น่าเสียดาย ที่ทางอุทยานไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวกางเต้นท์นอนได้

เพราะเป็นช่วงมรสุม

หุหุ

ตอนนั้นฝนยังพรำสาย

และเราก็ไม่ได้คิดอะไร

กางไม่ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยแอบกางตอนดึกๆ

ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนชนแก้ว

ตั้งใจจะให้เป็นโรคแอลกอฮอล์ลิสซึมกันให้ได้

ชนไปได้4-5 แก้ว

ฟ้าที่ติดกับท้องทะเลทมึนดำ

ราวกับใครเอาสีดำไปป้าย

ตอนนั้นยังไม่เอะใจ

นั่งชนแก้วกับเพื่อนต่อ

ไอ้เพื่อนที่ไปด้วยก็โง่พอกัน

ไม่รู้ว่าหายนะกำลังจะมาเยือน

ยังคงแหกปากร้องเพลง

"ฟ้า...ฟ้ายังต้องมีฝน...เกิดเป็นคน ย่อมมีเสียน้ำตา

ฝน...ฝนร่วงหล่นมาช้าๆ จากดวงตา จากส่วนลึกในใจ"

ท่ามกลางเม็ดฝนที่ร่วงมาอย่างอ่อนโยน

ทว่าร้องไปได้แค่ท่อนแรก

หันไปมองรอบๆ ตัว

อิ๋บอ๋าย นักท่องเที่ยวหนีหายไปไหนหมด

และเพียงแค่หันกลับมาบอกให้เพื่อนหยุดหอนเท่านั้น

พายุก็พัดโหมกระหน่ำ เล่นเอาเราขวัญกระเจิง

น่ากลัวมั่กมาก น่ากลัวสุดๆ รีบคว้าข้าวของที่จำเป็นยัดใส่รถ

แล้วเข้าไปนั่ง ท่ามกลางฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำลงมา

เมื่อขึ้นไปนั่งในรถแล้ว

แทนที่จะสำนึกขับรถออกจากบริเวณน้น เพื่อให้พ้นต้นสนที่เปราะและบาง

ซึ่งอาจจะโค่นมาทับเราตายได้

กลับหันหน้าไปมองทะเลที่โดนพายุฝน

โห...สวยโคตร

จอดดูอยู่ตั้งนานสองนาน

จนกระทั่งลมมันแรง แรงจริงๆ แรงจนน่ากลัว เราจึงเผ่นออกจากที่นั่น

ค่ำแล้ว

พายุทำให้มืดเร็ว

เรากางเต้นท์ไม่ได้แล้วด้วย

จะนอนในรถก็ไม่สนุก

เพราะอยากดื่มเชื้อเพลิงอ่อนๆ ผสมโซดา

จึงหาโรงแรมนอน

เราเข้ารถตะเวณทั่วทั้งจันทรบุรี

ให้ตายเถอะกีกี้ ไม่มีที่ไหนว่างให้เราซุกหัวนอนสักที่

แง้ แง้ ทำไงดี

นึกถึงระยอง เอาวะ

ขับรถย้อนมาร่วม 100 กิโล

เพียงเพื่อมาพบกับความผิดหวัง

ระหว่างทางเราแอบจอดรถในปั๊มเพื่องีบสัก 10 นาที

ที่ไหนได้

ไอ้ปั๊มที่เราเข้าไปมันเงียบเหมือนป่าช้า

ที่สำคัญ ตรงที่เราจอดรถใกล้ห้องน้ำ ดันมีต้นไทรผูกผ้าสามสีต้นใหญ่ทะมึนยืนอยู่

ใครมันจะหลับเข้าไปลง

รีบออกรถ...ยังไม่ทันพ้นปั๊ม

กลิ่นแม่งเน่ามาก ไอ้เชียระ หันไปด่าเพื่อน ทำไมกลิ่นตัวมึงแรงขนาดนี้

เพื่อนหน้าเสีย แล้วรีบบอกว่า เออ กลิ่นกูเอง แล้วมึงจะบ่นทำไมเนี่ย

ผมยังไม่หยุดบ่น จนกระทั่งรถแล่นห่างปั๊มมาไกลโข กลิ่นตัวเพื่อนถึงหายไป

ชักงง...กลิ่นมันหายไปได้ไง หรือว่าจมูกเราเริ่มชิน

หันไปถามมันว่าใช้สารเคมียี่ห้อไหน กลิ่นตัวถึงได้จางเร็วนัก

เพื่อนยิ้มๆ ก่อนตอบว่า ไม่ใช่กลิ่นตัวกูหรอก แต่กลิ่นอะไรไม่รู้ กูว่าคงมาจากต้นไทรต้นนั้นแหละ

ว่าแล้วมันก็ทำหน้าหยองๆ เล่นเอาขนลุก(ไม่สู้)

ผมขับรถไปเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าเข้าเส้นไหน ยังไง

ตอนนี้อยากหาที่ดื่มแอลกอฮอล์

และแล้ว...เราก็ลัดเลาะเข้าป่า ไปพบโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งจนได้

ให้ตายเถอะ คืนนั้น ว่าจะดื่มสัก 5 ลิตร

อาบน้ำเสร็จกระดกไปได้ 5 แก้ว

เผลอหลับเป็นตาย

รุ่งเช้าตื่นมาเปิดดูข่าว

นาร์(กี๊ด)เข้าถล่มพม่า ผู้คนตายมหาศาล

หวิวในใจ

เฮ้อ...เราเองก็รอดตายมาอย่างหงุดหวิดเหมือนกัน

โดย นอนนอกบ้าน

 

กลับไปที่ www.oknation.net