วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนีตายแผ่นดินไหวที่แอลเอ...ภาคสอง


มาว่ากันต่อเพราะมีผู้คนกำชับมาให้รีบเขียนโดยเร็วพลัน

เรื่องน้ำท่วมนั้นแทบจะไม่อยู่ในความคิดคำนึงของผู้คนในมหานครลอสเอลเจลิสเลย ปีแรกที่ไปเรียนเป็นปีที่หกแล้วที่เมืองนี้ประสบภัยแห้งแล้งติดต่อกัน ต้นไม้บางต้นเกิดมายังไม่เคยเจอน้ำฝนสักที เกิดไฟป่าเผาผลาญบ้านเรือนผู้คนเป็นร้อยๆ หลังไล่ๆ กันถึงสองครั้งสองคราว ครั้งที่สองเกิดขึ้นแถวๆ มาลิบูถิ่นผู้ร่ำรวย เศษขี้เถ้ากับหมอกควันมากจนปกคลุมถึงมหาวิทยาลัยและหอพักที่ฉันอยู่  บรรดาเพื่อนฝูงต่างรับโทรศัพท์ทางบ้านที่ถามไถ่มาด้วยความเป็นห่วงใยแทบไม่หวาดไม่ไหว เพราะข่าวโทรทัศน์ที่แพร่ภาพออกไปทั่วโลกออกมาดูน่ากลัว ทั้งๆ ที่คนซึ่งอยู่ใกล้เหตุการณ์กลับไม่ค่อยวิตกสักเท่าไหร่  เมื่อไฟสงบลงก็เสมือนฝนฟ้ากลั่นแกล้ง ตกได้ตกดีทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ กลิ่นไอดินช่างหอมเสียเหลือเกิน บรรยากาศแสนจะเป็นใจในการเอกเขนกอ่านหนังสือ แต่ภายใต้ฟ้าเดียวกันเพื่อนร่วมห้องฉันกลับรู้สึกซึมเศร้าร้องไห้คิดถึงบ้าน  ฉันต้องโกยเขาออกมาจากห้องนอน คะยั้นคะยอให้ทานอะไรบ้าง ปลุกปลอบขวัญกำลังใจให้สู้ต่อไป

 

ฝนยังคงตกกระหน่ำลงมาเรื่อยๆ เสมือนญาติโยมที่จากกันไปนานแสนนานมาเยี่ยมเยียนให้สมอยาก น้ำเริ่มท่วม ชาวบ้านได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ดูชิ้นส่วนของบ้านหลุดร่วงไปตามกระแสน้ำหลากทีละห้องสองห้อง  แล้วโคลนถล่มก็ตามมาติดๆ มิให้น้อยหน้า เนื่องจากไฟไหม้คราวที่แล้วเผาผลาญต้นไม้ที่คอยยึดหน้าดินไว้เสียตายสิ้น เพื่อนฉันอีกคนที่มีบ้านอยู่แถบมาลิบู หนีตายออกจากรถตอนโคลนถล่มแทบไม่ทัน โคลนมันไหลทะลักลงมาจากเขา ก็พึ่งเห็นนี่แหละว่าน้ำกับโคลนความหนืดมันต่างกันปานใด ตกน้ำพอจะว่ายได้ แต่ตกโคลนมีแต่จม ต้องดึงขึ้นเท่านั้นหรือเอารถตักตีนตะขาบเข้าช่วยถ้าระดับโคลนยังไม่สูงมากนัก อย่าเสียดายสมบัติจนวินาทีสุดท้ายเพราะท่านอาจจะได้เฝ้ามันไปตลอดกาลนาน

พักเรื่องเครียดๆ ไว่ก่อน มาดูวิถีชีวิตคนที่นี่กันสักหน่อย การออกกำลังกายแบบต่างๆ เป็นที่นิยมกันมากของผู้คนแห่งเมืองมายานี้  นักกีฬาเก่าอย่างฉันหรือจะอดใจไหว จึงไปร่วมกิจกรรมกับเขาเพื่อ ‘เสริมสมรรถภาพทางแพทย์’ บ้าง (กรุณาอ่านออกเสียงให้ชัดเจน)     ฉันเลือกที่จะเต้นแร็บมากกว่าเต้นแอร์โรบิก เพราะท่วงท่าของการเต้นทำให้ฉันสามารถกำหนดความหนักเบาได้ตามกำลังและสภาพของข้อต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งลีลาท่าทางก็ไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ มีการสลับกลุ่มเต้นต่อเพลงกันอย่างสนุกสนาน ผู้ฝึกสอนจะเข้มงวดเรื่องรองเท้ากับเวลามาก ถ้ามาสายเกินระยะเวลาทำความอบอุ่นยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายแล้วจะไม่ให้เข้า  ถ้ารองเท้าไม่ใช่แบบที่รองรับการกระแทกของเท้าข้อเท้าและไม่ขูดขีดพื้นเป็นสีกระดำกระด่างก็ไม่อนุญาตให้เล่น เนื่องจากมีกรณีบาดเจ็บมาแล้ว อีกทั้งพื้นห้องเสียหาย  แรกๆ ฉันเหมือนเด็กหัดเดินไม่รู้ว่าเขาเต้นไปได้อย่างไรเพราะแค่ดูก็แทบไม่ทันแล้ว จังหวะการนับในการซอยเท้าถี่กว่าการเต้นแอร์โรบิกมาก มีขยับคอหงึกๆ กระตุกแขนสะบัดขา คล้ายไส้เดือนถูกขี้เถ้า พอฝึกหมุนตัวได้ไม่ล้มก้นจ้ำเบ้าเขาก็ดีดตัวดึ๋งๆ ไปที่อื่นแล้ว ต้องอาศัยการฝึกฝนจนกระทั่งมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับป้าวัยหกสิบที่อยู่แถวหลังด้วยกัน อายุปูนฉันกับป้าทำให้ค่าอายุเฉลี่ยของนักเรียนทั้งชั้นสูงขึ้นอย่างเด่นชัด  ต้องอาศัยการแต่งกายและท่าเต้นแบบ Moon walk หรือท่าเดินถอยหลังของ     ไมเคิล แจ็คสัน เข้าช่วย ทำให้กระชากวัยลงพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลายืนดูไกลๆ  จะเป็นประเภท ‘สาวน้อยร้อยเมตร’ ทีเดียวเชียว   

หลังจากอยู่อย่างปกติสุขได้ไม่นาน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น สมกับคำกล่าวที่เถียงได้ยากว่า

‘ความไม่เที่ยงคือสิ่งเที่ยง’  

คืนวันที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 6.8 ริคเตอร์ นั้น ฉันเข้านอนเป็นปกติเหมือนคืนอื่นๆ ไม่มีอะไรส่อเค้าหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น จวบจนปัจจุบันนี้ยัง ไม่มีองค์ความรู้และเครื่องมือใดๆ มาทำนายแผ่นดินไหวได้ มวลมนุษย์จึงกลัวภัยพิบัติแบบนี้มากที่สุด เนื่องจากจิตของคนกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักและคาดเดามิได้เป็นที่สุด  ตอนแรกเหมือนดั่งฝันไปว่ามียักษ์มาเขย่าเตียงเตียงเล่น แต่ความรุนแรงมันมากเสียจนตกใจและตระหนักรู้ว่านี่คือแผ่นดินไหว เสียงข้าวของตกแตกกระจายดังอยู่รอบๆ ไม่ทราบว่าทิศใดเนื่องจากมันมืดมากในช่วงเวลาราวตีสีตีห้าหน้าหนาวเช่นนี้  ฉันรีบตั้งสติทันทีเพราะขืนตะเกียกตะกายวิ่งไปจะเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากไม่อาจคาดเดาได้ว่าพื้นจะยุบเพดานจะถล่มตรงไหนเมื่อใด ขืนวิ่งไปเจอแจ็คพอตเข้าพอดีศพคงไม่สวย สู้อยู่กับที่คอยหลบไปหลบมาไม่ได้ พอมันไหวน้อยลงหน่อยก็เผ่นแน็บไปยืนตรงวงกบประตูระหว่างห้องน้ำกับห้องนอนและห้องรับแขกซึ่งแข็งแรงมากกว่าส่วนอื่นของห้อง ท่านจะวิ่งไปที่คานก็ได้ คุณผู้หญิงยึดไว้ให้มั่นไม่ต้องเกรงใจ หอที่พักเป็นอาคารเก่าก่อนกฎหมายของรัฐแคลิฟอเนียจะออกมาบังคับใช้ในเรื่องการก่อสร้าง มันจึงไม่คงทนถาวรสักเท่าไหร่ ขณะที่ยืนประคองร่างอยู่ก็นึกถึงเพื่อนขึ้นมาได้ จึงจะตะโกนเรียกเพื่อนให้หนีตายออกมา ที่ไหนได้เพื่อนชาวเวียดนามวิ่งไปอยู่ใต้โต๊ะที่หนาแข็งแรงแหล่งหลบภัยชั้นดีเรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็แต่น้องลาวที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง ฉันจึงตะโกนเรียกหล่อนเสียงลั่น

“get out Bong (รีบออกมาเดี๋ยวนี้นะป่อง

“you are gonna die there (เดี๋ยวก็ตายอยู่ตรงนั้นหรอก

เจ้าหล่อนรีบถีบเตียงออกจากกันแล้วลงไปนอนซุกอยู่ระหว่างเตียงด้วยความขี้เซาและรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ ฉันขำก็ขำห่วงก็ห่วง ต้องตะโกนเตือนซ้ำอีกให้วิ่งไปมุดอยู่ใต้โต๊ะ แล้วก็ถึงทีพี่ไทยเผ่นมั่ง

เมื่อทุกอย่างสงบลงชั่วขณะ เรารีบวิ่งไปปิดแก๊สให้หมดเพราะมันเป็นระบบท่อส่งแก๊ส เดี๋ยวไฟไหม้ขึ้นมาชาวบ้านชาวช่องเขาจะเดือดร้อน จากนั้นรีบคว้ารองเท้าผ้าใบมาใส่เพราะวิ่งได้ถนัดสุดและป้องกันของมีคมบาดได้ดี แล้วเผ่นไปคว้าหนังสือเดินทาง กระเป๋าเงิน ไฟฉาย และวิทยุเพื่อฟังข่าวสาร แล้วจ้ำอ้าวออกจากตัวอาคารทันทีเพื่อไปอยู่ที่โล่งแจ้งไกลจากตึกสูง เนื่องจากอาจจะมีชิ้นส่วนของตึกและกระจกแตกร่วงลงมาใส่ได้ เลิกนิสัยไทยมุงโดยเด็ดขาด ถ้าไม่อยากตายแบนๆ เป็นหมู่คณะเหมือนตุ๊กแกตากแห้งหรือปลาสลิดทอดเสียบไม้ (ถ้าแบนไม่มาก)

ระหว่างนั้นมีแผ่นดินไหวตามมาเป็นระลอกๆ   ไฟฟ้าดับหมดทั่วบริเวณยกเว้นแต่ลานสนามหญ้าบริเวณโรงพยาบาลที่ไฟฉุกเฉินเปิดอยู่ ผู้คนแม้หลากชาติหลายเผ่าพันธุ์ต่างมายืนออกันอยู่ด้วยอารมณ์ตื่นตระหนกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น บางคนมีบาดแผล บางคนอุ้มแมว บางคนร้องไห้ บางคนคุยจ้อกลบเกลื่อนความรู้สึกลึกๆ ภายใน ไม่ว่าชนชาติใดล้วนกลัวตายเหมือนกันหมด ฉันมองหาที่เหมาะๆ นั่งลงบนสนามหญ้าเปิดวิทยุเสียบหูฟัง ซึ่งก็มีสถานีวิทยุช่วงดึกที่บ้าพอจะกระจายเสียงถึงภาวะฉุกเฉินและความคืบหน้าของภัยพิบัติ ภายหลังแผ่นดินไหวจะมีแผ่นดินไหวตามมาเป็นระลอก โดยที่ความรุนแรงจะน้อยกว่า   6.8 ริคเตอร์ แต่ก็ยังถือว่ารุนแรงอยู่ เพราะตึกร้าวสามารถพังพินาศลงมาได้  ความถี่และความรุนแรงจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไปที่เรียกว่า After shock  หรือมีผู้อาจหาญแปลว่า ‘แผ่นดินไหวตบตูด’

พอฟ้าสางเราตัดสินใจกลับไปนอนหลับในไอ้ตาเดียวซึ่งเป็นรถยนต์เก่าๆ ของเพื่อนเวียดนามที่มีไฟหน้าดับไปข้างหนึ่ง พอสายๆ ก็ขึ้นไปสำรวจห้องพัก อุ๊แม่เจ้า.....ทุกอย่างระเนระนาด แตกกระจาย เหล้าฝรั่งอย่างดีของเพื่อนไหลนองพื้น จะมีที่คงทนถาวรกลิ่งโค่โล่อยู่ก็คือขวดน้ำปลาจากประเทศไทยนี่แหละ เราช่วยกันเก็บกวาดสลับกับการวิ่งไปมุดอยู่ใต้โต๊ะเป็นระยะๆ จนเรียบร้อย

เข้าวันที่สามภายหลังแผ่นดินไหว เพื่อนบ้านชั้นล่างขอขึ้นมาทานอาหารด้วย เพื่อนที่อยู่ชั้นหกอีกอาคารหนึ่งปริวิตกมากเวลาห้องมันโยกเยก จึงขอมาอาศัยอยู่ด้วย ส่วนน้องคนไทยกับเพื่อนร่วมห้องเผ่นแน็บมาจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวขอมาอาศัยอยู่ด้วยเนื่องจากห้องพักพังทลายลงมา ได้ข่าวว่าพึ่งซื้อปลาทองมาได้สัปดาห์เดียวเท่านั้น ช่างน่าสงสารเจ้าปลาชะตาขาดจริงๆ ดังนั้นห้องพักของเราเหมือนค่ายอพยบขนาดย่อม รู้สึกคึกคักเป็นยิ่งนัก เราจัดโต๊ะที่หนาแข็งแรงไม่มีของหนักใดๆวางอยู่ไว้ตรงห้องกลางเพื่อที่จะให้ทุกคนวิ่งเข้ามามุดได้ทัน เลื่อนเก้าอี้โซฟาต่างๆ ออกห่างจากหน้าต่างเพื่อทำเป็นที่นอน ส่วนกระจกมีเทปกระดาษกาวติดขึงยึดไว้ หวังว่ามันจะช่วยลดไม่ให้กระจกแตกกระจัดกระจายมากนัก

แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีโอกาสใช้ไฟฉายในเมืองเทพฟ้าอมรอย่างแอลเอเพราะไฟฟ้าดับหมด ไม่ว่าจะนั่งวิตกจริต หรือร้องไห้ตีอกชก หรือตีโพยตีพาย ก็ไม่ได้ทำให้แผ่นดินหยุดไหว ฉันจึงเลือกกิจกรรมสร้างเสริมกำลังใจในขณะที่ไม่สามารถจะไปไหนได้     ลำโพงเล็กๆ ที่ใช้ถ่านไฟฉายใช้การได้ดีในสถานการณ์แบบนี้  เราเปิดเพลงเต้นระบำและดีดกีตาร์ร้องเพลงสลับกับวิ่งไปหลบอยู่ใต้โต๊ะ ในตอนกลางวันก็ไปเข้าแถวหาซื้อน้ำข้าวสารอาหารแห้ง ไม่แน่ใจว่าอาหารน้ำดื่มขาดแคลนจริงหรือผู้คนตื่นตระหนกหวาดกลัวจึงกักตุนไว้ พวกฉกฉวยโอกาสต่างเข้าไปขโมยของตามร้านค้าต่างๆ เราหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์เพื่อที่จะไม่ทำให้ช่องสัญญาณเต็ม เจ้าหน้าที่หรือผู้ประสบภัยจะได้ใช้ในเรื่องฉุกเฉิน ไม่เหมือนเหตุการณ์สึนามิในไทยที่ผู้รับผิดชอบรวมทั้งผู้ประกาศข่าวขาดความรู้ แนะนำให้โทรถาม แถมยังบริการโทรฟรีอีกต่างหาก ทำให้ระบบล้ม การโทรแจ้งข่าวญาติใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็พอ ไอ้ที่ใช้เวลานานนั้นเขาเรียกว่าพร่ำรำพันหรือคุยโขมงโฉงเฉง ผู้ที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นจริงๆ กลับโทรไม่ได้ เฮ้อ...กรรมจริงหนอ

สภาพบ้านเมืองนั้นเสียหายเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะบริเวณศูนย์กลางแผนดินไหว ทางด่วนเหมือนก๊วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่ถูกสับเป็นชิ้นๆ ท่อประปาแตกน้ำทะลักออกมา ท่อแก็สระเบิดมีไฟลุก     วันแรกๆ ฉันแต่งตัวนอนแบบเตรียมพร้อมเผ่น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบที่วางไว้ข้างเตียง กระเป๋าเป้ที่บรรจุไฟฉาย ของขบเคี้ยว น้ำ หนังสือเดินทาง แผ่นดิสเก็ตส์บันทึกข้อมูลสำคัญ วิทยุ และกระเป๋าเงิน ทุกครั้งที่มีแผ่นดินไหวก็รีบลุกฉวยกระเป๋าวิ่งไปมุดอยู่ใต้โต๊ะ ไม่ใส่เสียจนหนักแบบบ้าหอบฟาง เพราะจะหนีลำบาก เพื่อนร่วมห้องฉันเจ๋งกว่า หล่อนใส่รองเท้านอนเลย ต่อมาช่วงหลังๆ ชักชิน นอนหลี่ตาดูผนังเพดานรอบๆ  ประเมินดูก่อนว่าดูว่ากี่ริคเตอร์ จะลุกหรือไม่ลุกดี ซึ่งมักจะจบลงที่นอนดีกว่า มันเป็นสภาวะที่คนเริ่มชินชากับภัยพิบัติและเริ่มประมาทนั่นเอง  เพื่อนเวียดนามของฉันยังคงใส่ใจในการตรวจตรารอยร้าวของตึกที่พักอย่างสม่ำเสมอ เราพบจุดร้าวที่ครัวทว่ายังไม่เสียหายมากเท่าไร จึงทนอยู่ต่อได้

ราวสัปดาห์หนึ่งผ่านไปทางมหาวิทยาลัยก็เปิดเรียน ทั้งนักศึกษาทั้งอาจารย์ต่างขะมักเขม้นเร่งสอนเร่งเรียนทดแทนเวลาที่หายไป มีเอกสารใบปลิวต่างๆ แจกเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว (วิธีหนีตาย) ขณะเกิดแผ่นดินไหวระหว่างเรียนหนังสืออยู่ รวมถึงการใช้บันไดหนีไฟ ฉันเคยหนีไฟลงมาจากอาคารที่พักหลายครั้ง ไม่ว่าจะไปอยู่ในโรงแรมที่มลรัฐอลาสกา (Alaska) หรือตอนไปเรียนปริญญาเอกตอนแก่ที่ Bloomberg School of Public Health ของ  John Hopkins University เมือง Baltimore ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2544  ฉันเรียกง่ายๆ ว่า ‘จอนห์หอบกิน’ เพราะเห็นเขาเรียนกันหนักจนหอบเหนื่อย ไม่รู้เรียนกันยังไง ฉันว่ามันสนุกออก สบายกว่าเมืองไทยเยอะเลย เพราะเป็นข้าราชการอย่างฉันทำงานหลายอย่างเสียจนไม่มีโอกาสให้เซลไขมันเข้ามาสิงสู่อยู่ตามร่างกายได้เลย วันลาพักร้อนไม่ได้ใช้ ถึงสะสมข้ามปีได้ก็ต้องตัดทิ้งบ่อยๆ เนื่องจากเป็นข้าราชการหญิงโสด ลาบวชไม่ได้ ลาคลอดไม่ได้ อยู่ให้นมบุตรไม่ได้ จะลาไปเลี้ยงควายก็ไม่มีเป็นสมบัติของตนสักตัว ตอนหลังจึงเอาไปใช้ลาปฏิบัติธรรมเพื่อเจริญปัญญาดีกว่า

ชักบ่นมากไปแล้ว กลับมาเรื่องบันไดต่อ มันมีความแตกต่างระหว่างการใช้บันไดเวลาแผ่นดินไหวกับเวลาไฟไหม้ ตัวบันไดมักจะถูกออกแบบให้อยู่ภายในตึกมีผนังกันความร้อนได้ดีและมีประตูปิดหนาแน่นกันควันเข้ามา ดังนั้นเวลาหนีตายไฟไหม้จึงต้องปิดประตูกันสำลักควัน ส่วนเวลาใช้เพื่อหนีแผ่นดินไหวนั้น ต้องเปิดประตูเพราะโครงสร้างของตึกอาจเสียหายหรือวงกบประตูบิดโยกทำให้เปิดประตูออกมาไม่ได้ เดี๋ยวจะแบนเป็นกล้วยปิ้ง เป็นศพไม่สวยงามติดอยู่ในตึก ส่วนลิฟต์นั้นห้ามใช้ เพราะจะติดค้างอยู่ข้างในได้ ฉันเคยติดอยู่ทีหนึ่งจึงกดพูดขอความช่วยเหลือ แผนกรักษาความปลอดภัยถามว่าติดอยู่ชั้นไหน  อุบะ..ใครจะไปทราบได้เพราะมัวแต่ฝอยกันอยู่กับเพื่อน มารู้ตัวก็ตอนมันกระชากหยุดไม่เลื่อนไปไหนแล้ว ยังไงก็ต้องตอบดีๆ ให้เขามาช่วยก่อน เพราะ ‘ลิฟต์ติด’ ก็ยังดีกว่า ‘ลิฟต์ร่วง’

 อันที่จริงเราก็เข้าใจคำแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อแผ่นดินไหวดีอยู่ แต่ทว่าสมาธิมันหดหายหมดแหละตั้งแต่ตอนแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านั่งเรียนอยู่ชั้นสูงๆ  จะรู้สึกคลื่นไส้และโยกเยกมากกว่าชั้นล่าง   มีอยู่ชั่วโมงหนึ่งอาจารย์มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูสูงมาก ไม่ยอมหยุดสอนขนาดเหลือเวลาเพียงน้อยนิด 

“เดี๋ยวนะ อีกสักห้านาทีก็จะจบแล้ว”   อาจารย์พูดไปเขียนกระดานไป

ถึงแม้ความรุนแรงมันไม่มากนักก็ตามเถอะ นักศึกษาต่างขยับตัวไปมาอย่างอึดอัดปริวิตกขณะพื้นห้องสั่นไหว แล้วก็มีเสียงนักศึกษาชายใจกล้าตะโกนออกมาจากหลังห้องว่า

“เดี๋ยวเราก็ตายภายในห้านาทีนี้หรอก” 

เสียงฮือฮาของเพื่อนร่วมห้องคล้องรับกันโดยมิได้นัดหมาย ต่างคนต่างรวบดินสอปากกาคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องเป็นทิวแถว ทิ้งให้อาจารย์ไฟแรงโดดเดี่ยวเดียวดายในบัดดล

‘ลาก่อนคุณครูผู้ห้าวหาญ ศิษย์ขอเผ่นก่อน..เด้อค่ะเด้อ’

หมายเหตุ  ถ้าท่านขี้เกียจอ่านก็จำเฉพาะตัวอักษรสีแดงไปใช้ค่ะ แต่กว่าจะอ่านมาถึงหมายเหตุได้ ก็หลงอ่านมาตั้งนานแล้ว..ฮิ..ฮิ..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net