วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กั ม พู ช า ม า จ า ก ไ ห น ? .. ลั ท ธิ เ ท ว ร า ช คื อ อ ะ ไ ร ?


May 18, 2008

กัมพูชามาจากไหน?

พุทธศตวรรษที่ 1 หรือประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว เกิดการอพยพของชนกลุ่มชาติเขมร (ออส - โตร – เอเซียติค) จากจีนตอนใต้มาอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” การอพยพครั้งนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อพยพไปตามลุ่มน้ำสาละวิน ได้สถาปนาอาณาจักร “สุธรรมวดี” ตอนบนของพม่า ส่วนเขมรที่อพยพมาตามลำน้ำโขง ได้สถาปนาอาณาจักร “ขอม”

พุทธศตวรรษที่ 6 เกิดอาณาจักรฟูนัน ถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่แรกสุดของกัมพูชา ฟูนัน มาจากคำว่า พนม แปลว่าภูเขา ฟูนันเป็นสำเนียงออกเสียงของชาวจีน ที่ออกเสียงพนมไม่ถูก ความหมายของ พนม คือภูเขา ความรุ่งเรือง และเป็นตำแหน่งของกษัตริย์ที่แสดงถึงความหมายว่า ราชาแห่งขุนเขา

ช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และศาสนาพราหมห์ ที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ในชวาและคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง

พุทธศตวรรษที่ 11 อาณาจักรฟูนันล่มสลาย เกิดแคว้นเจนละขึ้น โดยมีพระเจ้าวนมันที่ 1 และพระเจ้าอิสานวรมันที่ 1 ได้สร้างราชธานีขึ้นใหม่ ปัจจุบันคือกลุ่มโบราณสถานไพรกุก จังหวัดกำปงธม

พุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แคว้นเจนละแตกออกเป็นเจนละบก และเจนละน้ำ โดยเจนละน้ำอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) ส่วนเจนละบกอยู่ในพื้นที่ประเทศลาวตอนกลางในปัจจุบัน

พุทธศตวรรษที่ 14 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงรวบรวมแคว้นเจนละบกและเจนละน้ำให้เป็นปึกแผ่น และประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับชวา (อาณาจักรศรีวิชัย) อีกต่อไป พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้เสด็จจากชวามาครองกัมพูชาโดยนำลัทธิไศเลนทร์ หรือลัทธิเทวราชากลับมาด้วย และเกิดการสร้างปราสาท หรือเทวาลัย ซึ่งก็คือศาสนสถานเป็นชั้น เพื่อถวายเป็นทิพยวิมานของเทพเจ้า อีกทั้งยังใช้เป็นราชสุสานของกษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคต ซึ่งมีความเชื่อว่าดวงพระวิญญาณจะหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าที่พระองค์ทรงนับถือ

ลัทธิเทวราชคืออะไร ?

เทวะ หมายถึงราชา และราชาก็คือเทวะที่จุติลงมาเพื่อสร้างสันติสุขให้กับโลกมนุษย์ การบูชาเทวราชา ก็คือการบูชารูปศิวะลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาเสมือนพระศิวะประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ กษัตริย์ที่นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จึงต้องสร้างศาสนสถานหรือเทวสถาน หรือวิหารที่ประดิษฐานศิวลึงค์ รูปแบบของปราสาทหรือเทวาลัยยุคแรกๆ จะถูกสร้างขึ้นบนภูเขาจริงๆ หรือไม่ก็บนเนินเขาตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

ต่อมา มีการปรับแนวความคิดใหม่ โดยการสร้างบนที่ราบกลางเมือง โดยสร้างศาสนสถานนั้นเป็นชั้น หรือการสร้างภูเขาจำลองแทนที่จะสร้างบนภูเขาจริงๆ และใช้ปรางค์ปราสาทองค์ที่สูงที่สุดเป็นที่ประดิษฐานศิวะลึงค์ ดังนั้น ศิวะลึงค์มักจะถูกเก็บไว้ในปรางค์ประธาน หรือที่เรียกว่า ห้องครรภฤห กษัตริย์ขอมจะทำการบูชาเซ่นสรวง โดยรดน้ำลงที่ศิวะลึงค์ น้ำจะไหลลงช่องโยนีผ่านท่อโสมสูตร ศิวลึงค์ถือเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ดังนั้น ศิวะลึงค์จึงมีบุคลิกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนภูเขาธรรมชาติ หรือภูเขาจำลอง โดยตั้งอยู่กลางนครหลวง ซึ่งเปรียบเสมือนแกนแห่งจักรวาล หรือศูนย์กลางของจักรวาล

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 กษัตริย์ขอมองค์ต่อๆมา แม้จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย หรือศาสนาพุทธนิกายมหาบานแล้ว แต่ยังสร้างวิหารเก็บราชลึงค์ รูปเคารพในปรางค์ประธานเปลี่ยนจากศิวะลึงค์มาเป็นพระวิษณุหรือพระโพธิสัตว์

โดยสรุปแล้ว กษัตริย์ขอมมักจะสร้างศาสนสถานเป็นชั้น จุดประสงค์เพื่อเก็บ

  • เป็นวิหารเก็บราชลึงค์บนภูเขา

  • เป็นทิพยวิมานของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์

  • เป็นพระราชสุสานเมื่อเสด็จสวรรคต โดยเชื่อว่าดวงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับเทพเจ้าที่ทรงนับถือ

  • เป็นเขาพระสุเมรุ (ที่อยู่ของทวยเทพ) หรือศูนย์กลางโลกและจักรวาล ส่วนบารายหรือคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท เปรียบเหมือนมหานทีสีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

เรื่องที่ควรรู้ก่อนไปดูปราสาท

ฮินดูมาจากไหน?

ศาสนาฮินดูเกิดในประเทศอินเดีย ก่อนศาสนาพุทธประมาณหนึ่งพันปี เป็นการรวมคติความเชื่อพื้นบ้าน ผสมผสานกับการนับถือเทพเจ้า ซึ่งมีอยู่มากมายหลายองค์ แต่มีพียง 3 องค์ที่เป็นเทพสูงสุดได้แก่

  • พระศิวะ หรือพระอิศวร

  • พระวิษณุ หรือพระนารายณ์

  • พระพรหม

ผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่สูงสุด เรียกว่า ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งเป็นพระนามของพระศิวะผู้สร้างโลก ลักษณะการนับถือมี 2 ลักษณะคือ

·         บูชาศิวะลึงค์ เครื่องหมายบุรุษเพศ เป็นเครื่องหมายแทนพระศิวะ

·         บูชาโคนนทิ พาหนะของพระอิศวร เป็นผู้ให้น้ำนมและเนื้อแก่มนุษย์ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

ส่วนบางกลุ่มคนที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ที่สุด เรียกว่า ลัทธิไวษณณพนิกาย อย่างไรก็ดีเทพทั้ง 3 องค์นี้รวมเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกกันว่า “ตรีมูรติ” มีการนับถือการอวตารของพระนารายณ์มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นพิเศษ เช่น พระรามในคัมภีร์รามายณะ เป็นพระกฤษณะในคัมภีร์ภควัทคีตา และเป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น

ศาสนาฮินดูมีการแบ่งชั้น วรรณะ โดยยกย่องให้พราหมณ์เป็นชนชั้นที่สูงที่สุดของสังคม เพราะสามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้ ทำหน้าที่ในพิธีกรรมต่างๆ รองลงมาจึงเป็นวรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ (พ่อค้า) และวรรณะศูทร หรือกุลีเป็นวรรณะต่ำสุด ศานาฮินดูจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ศาสนาพราหมณ์นั่นเอง

ศิวลึงค์นั้นสำคัญไฉน?

กษัตริย์ที่นับถือศานาฮินดู ไศวนิกาย นิยมสร้างศิวะลึงค์ไว้ในปราสาทต่างๆ เพื่อใช้เป็นรูปเคารพ ศิวลึงค์เป็นเป็นเครื่องหมายองค์กำเนิดของเพศชาย เป็นพลังสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า โดยศิวะลึงค์นี้จะตั้งอยู่บนฐานโยนี (แทนอวัยวะเพศหญิง) ของพระนางปรารพตี ชายาของพระศิวะ ตราบใดที่อวัยวะเพศทั้งสองนี้อยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดความรุ่งเรือง บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข

การเซ่นสรวงบูชาพระศิวะ พราหมณ์จะตักน้ำรดศิวะลึงค์ แล้วให้น้ำไหลผ่านร่องโยนี แล้วจึงไหลไปตารมท่อโสมสูตร ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้รองรับไปดื่มกินเพื่อเป็นสิริมงคลและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

เหตุที่ไศวนิกายบูชาศิวะลึงค์ มีเรื่องจากตำนานว่า .. ครั้งหนึ่ง พระพรหม พระวิษณุ และเทพบริวารไปเยี่ยมพระศิวะบนสวรรค์ชั้นไกรลาศ ขณะนั้นพระศิวะกำลังเมสุรา และกำลังเสพกามกับเจ้าแม่กาลีพระชายา ไม่รู้ตัวว่ามีใครมา บรรดาทวยเทพต่างพากันหัวเราะขบขันและตำหนิสาปแช่งพระศิวะ .. ครั้นพอสร่างเมา พระศิวะรู้สึกละลายพระทัยมาก และเสียพระทัย จนสิ้นพระชนม์พร้อมพระชายา ก่อนสิ้นพระชนม์ทรงตั้งความปรารถนาไว้ว่า .. ความละอายของตนจะต้องได้รับการบูชาจากมนุษย์ตลอดไป จะเกิดใหม่เป็นอวัยวะเพศชาย (ศิวะลึงค์ ลิงคัม) ใครบูชาจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาศ

เทพเจ้า 3 องค์ของศาสนาฮินดูทำหน้าที่ใด

พระพรหม

เป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาล ประทับนั่งบนอาศน์บัวบาน ทรงหงส์เป็นพาหนะ มีชายาคือพระสุรัสวดี หรือพระนางพราหมี

พระพรหมมี 4 พระพักตร์ 4 กร มีพระนามเดิมว่า “ปัญจานน” หมายถึงผู้ที่มี 5 เศียร แต่ถูกพระศิวะตัดเศียรออกไป 1 เศียร จากเหตุที่ พระพรหมเกิดหลงใหลนางศตรูปาสตรี ที่พระพรหมสร้างขึ้นมา แล้วเฝ้ามองตลอดเวลา เมื่อนางหนีขึ้นข้างบน จึงใช้พระพักตร์ที่ 5 ตามขึ้นไปดู พระศิวะไม่ชอบจึงตัดทิ้ง

บางตำราก็ว่า พระพรหมถูกพระศิวะตัดเศียร เพราะไปกล่าววาจาดูถูกพระนางอุมาเทวี ชายาพระศิวะ ชาวฮินดูที่นับถือนิกายไวษณพนิกาย เชื่อว่า พระพรหมเกิดจากพระนาภี (สะดือ) ของพระวิษณุ ขณะบรรทมหลับอยู่เหนือลำตัวพระยานาคอนันตริยะในทะเลน้ำนม หรือเกษียรสมุทร หรือที่เรียกว่านารายณ์บรรทมศิลป์

พระศิวะ หรือพระอิศวร

เป็นเทพเจ้าผู้ทำลายและสร้างโลก หมายความว่าก่อนจะเกิดได้ต้องตายเสียก่อน ชาวฮินดูที่นับถือไศวนิกายเชื่อว่าพระศิวะมีหนึ่งเศียร สี่กร สามเนตร โดยเนตรที่สามอยู่กลางหน้าผาก เวลากริ้วจะมีตัวเกียรติมุข หรือหน้ากาลออกมากลืนกินความชั่วร้ายจากเนตรที่สามนี้ พระศิวะทรงนุ่งหนังกวาง มีงูเป็นสร้อยสังวาล ทรงโคนนทิเป็นพาหนะ เวลาไปเยี่ยมชมปราสาท นั่นย่อมแสดงว่าปราสาทแห่งนั้นๆสร้างอุทิศถวายแก่พระศิวะนั่นเอง

พระศิวะสามารถกำหนดโชคชะตาของมนุษย์ด้วยการร่ายรำ เช่น หากท่ารำอ่อนช้อย มนุษย์โลกจะอยู่เย็นเป็นสุข การร่ายรำนี้เรียกว่า ศิวนาฏราช เป็นการแสดงพลังที่พระองค์กระทำต่อจักรวาล 5 ประการคือ การสร้าง การดูแลรักษา การทำลาย การปิดบัง และการอนุเคราะห์

ชายาของพระศิวะมี 2 บุคลิกในร่างเดียว คือ พระนางปารพตี หรือพระนางอุมาเทวี แปละเจ้าแม่กาลี หรือทุรครา ซึ่งเกิดจากการที่บรรดาเทพมาช่วยกันชุบขึ้นเพื่อปราบอสูร โอรสของพระนางอุมาเทวีคือ พระขันธกุมาร เป็นเทพแห่งสงคราม และพระพิฒเนศวร์ โอรสของพระนางทุรคา มีเศียรเป็นช้าง เป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการ

พระวิษณุ หรือพระนารายณ์

เป็นเทพผู้คุ้มครองโลก มีการอวตารลงมายังโลกมนุษย์เมื่อยามเกิดทุกข์เข็ญถึง 10 ครั้ง 10 ปาง ได้แก่ อวตารเป็นปลา เต่า หมูป่า นรสิงห์ พราหมณ์เตี้ย พราหมณ์ถือขวานเพชร พระราม พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ บุรุษชื่อกัลป์ลี

พระวิษณุทรงครุฑเป็นพาหนะ มีพระชายาคือพระศรี หรือพระลักษมีเทวี (พระนางเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร) พราหมณ์ได้ปรับปรุงศาสนาฮินดูในพุทธศตวรรษที่ 10 เพื่อแข่งกับศาสนาพุทธที่กำลังเจริญรุ่งเรือง เช่น การบัญญัติให้พระพุทธเจ้าเป็นอวตารที่ 8 ของพระนารายณ์ เรียกว่า “พุทธาวตาร”

พุทธมหายาน คู่แข่งศาสนาฮินดู?

ศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองในดินแดนขอมโบราณ นอกจากศาสนาฮินดูแล้ว ยังมีศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ซึ่งเจริญรุ่งเรืองผลัดเปลี่ยนกันกับศาสนาฮินดู ทั้งไศวนิกาย และไวษณพนิกาย

เดิมทีนั้นพุทธศาสนามีเพียงนิกายเดียว คือ หินยาน หรือเถรวาท จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 6 ได้เกิดนิกายมหายานขึ้น ซึ่งมีการนำคติความเชื่อการนับถือเทพเจ้าฮินดูมาผสมผสาน โดยเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และยังบันดาลให้เกิด “ธนานิพุทธเจ้า” 5 พระองค์ และธนานิพุทธเจ้า ยังบันดาลให้ มนุษย์พุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ในโลกมนุษย์อีกหลายองค์ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ

พระธนานิพุทธเจ้ายังบันดาลให้เกิดพระโพธิสัตว์อีกหลายองค์ลงมาปกป้องคุ้มครองชาวพุทธมหายาน เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์กวนอิม ฯ

พระโพธิสัตว์มีความหมายว่า พระผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต โดยจะลงบมาช่วยเหลือมนุษย์ในโลกให้พ้นทุกข์

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือโลเกศวร หมายถึงพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในโลก ทรงเปี่ยมด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นผู้มองลงมายังเบื้องต่ำด้วยความกรุณา ทรงอยู่เพื่อช่วยเหลือมนุษย์โลกให้พ้นทุกข์และเข้าถึงนิพพาน

ศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ผลัดกันเจริญรุ่งเรืองตามแต่กษัตริย์ที่นับถือแต่ละศาสนา สิ่งก่อสร้างในปราสาทจึงบ่งชี้ได้ว่าเป็นเทวสถานของฮินดู หรือศาสนสถานของพุทธ

Note : ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากนิตยสาร TRIPS และบางภาพจาก Internet

          ภาพแผนที่เขมรโบราณจากอาจารย์เจี๊ยบ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net