วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รำลึก 16 ปีพฤษภาทิมฬ ประชาธิปไตยไทย ไปถึงไหน?


รำลึก 16 ปีพฤษภาทิมฬ ประชาธิปไตยไทย ไปถึงไหน?

 

เหมือนหลับฝัน....ผมจำได้ว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้วประมาณตี 3 ที่หน้ารัฐสภาใกล้การสอบปลายภาค ผมเดินอยู่ท่ามกลางMobมือถือ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองและร.ต.ฉลาด วรฉัตร  ประท้วงรัฐบาลขณะนั้นด้วยการอดอาหาร  ผมเดินเจอกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งจำได้ว่าเธอเป็นคนใต้ชื่อติ้ว(หลังจากจบการศึกษาไม่เคยพบกันอีกเลย  ทราบว่าเธอไปเป็นอาจารย์) ผมทักทายเธอ   และบอกกับเธอว่าผมจะร่วมอดอาหารเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย  บ้านเมือง ณ ขณะนั้นหากไม่สู้ด้วยวิธีนี้ผมมองไม่เห็นทางเธอเตือนสติผมบอกว่าทำอะไรให้คิดถึงการสอบเข้าและแม่ของผมด้วย คนที่ทำการปฎิวัติยึดอำนาจและปกครองบ้านเมืองอยู่ ณ ขณะนั้น  นับไปแล้วก็ญาติของผมเองนายพลอีกท่านก็คนบ้านเดียวกันนั่นหล่ะ  มีความรู้จักกับพ่อ แม่และญาติพี่น้องผม  อีกอย่างหนึ่งใกล้สอบแล้วหากไม่อ่านหนังสือ  ก็คงต่อปริญญาตรีไม่ได้แม่คงต้องเสียใจ  การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็เรื่องใหญ่เพราะมัดคืออุดมการณ์อันแรงกล้าที่บ่มเพาะผมมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษา 14 ต.ค. และมันก็ซึมซับจนเข้าไปในจิตวิญญาณ

ผมคิดว่าหากเราเลือกที่จะต่อสู้ต้องมีความเจ็บปวด  แต่หากเราไม่ต้องการความเจ็บปวด  เราก็ต้องยอม  ผมจึงตัดสินใจทำทั้ง 2 อย่าง คือ นำหนังสือมาอ่านโดยเมื่อคนที่ขึ้นพูดเป็นคนที่พูดไม่มันส์  ผมก็จะเดินหลบไปริม ๆ  ถ.ราชวิถี แล้วนั่งอ่านหนังสือคนเดียว  ยุ่งก็กัด ง่วงก็ง่วง   จำได้ว่าเย็นก็กลับจากมหาวิทยาลัย(สมัยก่อนหลายมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร ปวส.ปัจจุบันไม่มีแล้ว)  กลับมาก็ถอดทรัพย์สินที่มีค่าเก็บไว้ที่บ้านคุณป้าที่บางพลัดเพื่อว่าหากเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งได้โดยไม่ต้องพะวงกับทรัพย์สินแล้วก็นั่งรถ ขสมก.สาย 18 มาลงหน้ารัฐสภา  แล้วก็ร่วมในบรรยากาศMobและนึกในใจว่า

“เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

ทางแกนนำประชาชนประกาศยุติการชุมนุมและไปร่วมชุมนุมกันอีกครั้งที่สนามหลวง   แม่ผมรู้ท่ารีบเรียกให้เดินทางกลับบ้าน   รวมถึงมีเพื่อนซึ่งเป็นบุตรชายของครูที่สอนโรงเรียนเดียวกับแม่บวช   ประกอบด้วยเหตุทั้งสอง   ผมจึงเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อกิจกรรมดังกล่าว   เมื่อผมกลับถึงบ้านแม่ก็กักตัวไม่ให้ขึ้นมา กทม. อีกเลย  และก็ได้ทราบข่าวจากสื่อฯ ต่าง ๆ ว่ารัฐฯ และผู้มีอำนาจทางกองกำลังขณะนั้น   ใช้กำลังปราบปรามประชาชน  เหตุการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง  สำนักข่าวต่างประเทศยกทีม เข้ามาในบ้านเราคาดว่าจะต้องได้เห็นสงครามกลางเมือง  หรือจะได้เห็นเหตุการณ์แบบ 14 ต.ค. หรือ 6 ต.ค. เป็นแน่   แต่ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม   ประดุจฝนที่ตกจากฟากฟ้าเพื่อชโลมกระหม่อมของประชาชนไทยทั้งชาติ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชประทานกับคู่กรณีทั้งคู่(พี่น้องร่วมสถาบันเดียวกันแต่ต่างรุ่น) และประชาชนไทยทั้งชาติ  เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็สงบลงประเทศไทยกลับมามีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   จนมาถึงปัจจุบันผมขอใช้เนื้อที่ของคอลั่มอันด้อยค่าของผม  กล่าวคารวะกับวีรชนทุกท่านที่ล่วงลับไปกับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยรวมไปถึงบรรพบุรุษ และทหารหาญที่ใช้เลือดเนื้อ   ในการปกป้องประเทศจนมาถึงทุกวันนี้ที่ผมภูมิใจเสมอที่เวลาไปต่างประเทศเราจะได้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ ที่เราเดินทางไปนั้น  มีสถาปัตยกรรมโน่นนี่ที่ตกค้างมาสมัยที่เป็นอาณานิคมของชาติโน้น ชาตินี้แต่ประเทศเราแทบจะเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นของชาติใดนั่นเป็นเพราะแสนยานุภาพของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ และบรรพบุรุษของเราที่แรกมาด้วยชีวิต และคราบน้ำตา...

                มาถึงวันนี้บ้านเมืองอยู่ในมือของรัฐนาวา  นักการเมืองนักธุรกิจ และประชาชนทุกคน    เราเลือกได้ครับว่าเราจะนำพาบ้านเมืองเราไปทางไหน   อยากให้เจริญทัดเทียมนานาอารยะหรืออย่างให้มีแต่วังวนอยู่อย่างนี้  คือ มีรัฐบาล  และฝ่ายเตรียมล้มรัฐบาลในที่สุดก็ปฎิวัติ...แล้วก็เลือกตั้ง  แล้วก็ทะเลาะกัน แล้วก็.....เผาบ้าน เผาเมือง  ด้วยความคิดที่แตกแยกกัน  แบ่งฝักฝ่าย  ในขณะที่เพื่อนบ้านไม่รีรอและวิ่งเต็มตัว  แค่เราไม่วิ่งหรือวิ่งช้าเราก็ลำบากแล้ว   นี่ถ้าหยุด หรือสะดุดยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับ

โดย ณัฐ

 

กลับไปที่ www.oknation.net