วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Eco Car ของจริง ?


วันนี้ BOI ไปร่วมจัดโรดโชว์เรื่อง Eco Car ที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ผมก็เลยขอมองต่างมุมเรื่องนี้ซะหน่อย แต่ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ได้เป็นปรปักษ์กับโครงการหรือใครในโครงการนี้ แต่อยากจะเสนอภาพอีกด้านหนึ่งที่มีลักษณะเหมือน "คนละเรื่องเดียวกัน" กับโครงการนี้

ในขณะที่รัฐบาลไทยผลักดันโครงการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กไปเรียบร้อยแล้ว มีการลงทุนจากบริษัทรถยนต์ทั้ง 7 รายประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท และจะผลิตรถยนต์ขนาดเล็กใช้เครื่องยนต์เบนซินความจุไม่เกิน 1.4 ลิตรออกมารวมกันเกือบ 1 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2013 เพื่อให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้ผลิตรถยนต์ของโลก ตามเป้าการเป็น Detroit of Asia

รัฐบาลอิสราเอลก็เริ่มโครงการที่ร่วมลงทุนกับเอกชนและบริษัทรถยนต์เรโนลท์-นิสสัน ไปแล้วด้วยเช่นกัน ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีเติมไฟฟ้าทั่วประเทศภายในปี 2011 ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางได้ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้มากกว่า 5 แสนคันหรือราว 20% ของจำนวนรถยนต์ทั้งประเทศ

ความแตกต่างคืออะไร?

ประเทศไทยจะมีเงินทุนเข้ามาประมาณ 7 หมื่นล้านบาทและอีกหลายแสนล้านบาทจากการส่งออก แต่ก็มีเงินไหลกลับออกไปในรูปของค่าเครื่องจักร ชิ้นส่วน วัตถุดิบในการผลิต และผลกำไรของผู้ผลิต ซึ่งยังไม่มีการประเมินว่าจำนวนเงินแท้จริงที่จะตกอยู่ในประเทศไทยในรูปค่าจ้างแรงงาน ค่าซื้อชิ้นส่วนในประเทศ และภาษีทางการค้ากี่บาทกี่ตางค์

แต่แน่นอนว่า ถนนในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯจะต้องรองรับรถยนต์เพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคันต่อปี ซึ่งทุกคันใช้น้ำมันที่ต้องนำเข้า และพ่นมลพิษออกมาทุกวินาที

ที่นี้ไปดูอีกประเทศหนึ่งในอีกซีกโลก อิสราเอล


รถคันนี้ไม่มีช่องให้เติมน้ำมัน เสียบปลั๊กที่ไหนก็ได้ วิ่งได้ไกลร้อยกว่ากิโลเมตร หรือแวะเข้าสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่ใช้เวลา 2-3 นาที  โดยเสียเงินค่าแบตเตอรี่ตามระยะทาง

รัฐบาลอิสราเอลและเอกชนร่วมกันลงทุนขั้นแรกราวหกพันล้านบาท เพื่อสร้างสถานีเติมไฟฟ้าในระยะเริ่มต้นจำนวน 250 สถานีภายในปี 2011 และเตรียมเพิ่มทุนอีกหลายหมื่นล้านเพื่อขยายจำนวนสถานีให้ได้ทั่วประเทศ บริษัทเรโนลท์ได้ลงทุน 2-3 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ในสถานีเติมไฟฟ้าภายในเวลาพอๆกับการเติมน้ำมัน! และนิสสันลงทุนร่วมกับ NEC ราว 4 พันล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ได้ 100,000 กิโลเมตรหรือประมาณ 5 ปี (Forbes.com 19/5/08)

ตามแผนที่วางไว้ อีก 4-5 ปี ท้องถนนของประเทศอิสราเอลจะมีรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลมากถึงห้าแสนคันที่สามารถขับได้ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเดิมน้ำมันและไม่พ่นมลพิษเลย !
โดยโครงการนี้มีเป้าหมายให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์เบนซิน ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำมันที่ต้องนำเข้าลดน้อยลงเรื่อยๆ และช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซ้ำประเทศยังจะได้คาร์บอนเครดิตอีกด้วย

อะไรทำให้สองประเทศนี้ทำในสิ่งที่ต่างกันเหมือนคนละขั้ว?

ไทย ต้องการเป็นฐานการผลิตรถยนต์รูปแบบที่สอง(ต่อจากรถกระบะ)โดยอาศัยทุนและเทคโนโลยี่จากผู้ผลิต
ส่วน อิสราเอล ต้องการเป็นประเทศต้นแบบที่มีรถยนต์ไฟฟ้าใช้เดินทางได้ทั่วประเทศ และกำหนดสเปคเป็นมาตรฐานให้ผู้ผลิตทุกรายต้องทำตาม

ผมจะลองไล่ลำดับที่มาที่ไปทั้งหมดดู

ต้นคิด
ประเทศไทย เริ่มต้นความคิดมาจากผู้บริหารบริษัทขายรถยนต์และนักการเมือง
อิสราเอล มาจากนักบริหารธุรกิจระบบ IT แล้วไปชักจุงบริษัทรถยนต์และรัฐบาล
(ตรงนี้อาจจะเห็นคำตอบส่วนที่เหลือไปแล้วว่า คนขายของก็คิดเรื่องจะขายของ คนวางระบบก็คิดจะขายโซลูชั่นหรือการแก้ปัญหา)

วิธีการ
ประเทศไทย ลดภาษีเพื่อดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ มาสร้างโรงงานและจ้างคนงาน ผลิตสินค้าแล้วส่งออกต่างประเทศ เหมือนแบบที่เคยทำๆมาตลอดหลายสิบปี โดยมีเป้าหมายที่จำนวนการผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อขึ้นอันดับผู้ผลิตรถยนต์ของโลก และเพื่อหวังรายได้จากเงินลงทุนให้มากที่สุด
อิสราเอล ลงทุนร่วมกันทั้งรัฐบาลกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ เพื่อรองรับให้เกิดการใช้รถยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมันและไร้มลพิษให้ได้ แม้จะเริ่มจากรถยนต์เพียงยี่ห้อเดียว (ที่ยอมลงทุนเองเกือบสามหมื่นล้าน) โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นต้นแบบของการเป็นประเทศที่เลิกใช้รถยนต์เบนซินให้กับประเทศอื่นๆทั้วโลก

ผลที่ได้
ประเทศไทย มีรายได้จากภาษี และเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น แต่กลับต้องเสียเงินแก้ปัญหาเรื่องรถติด การขาดดุลจากค่าน้ำมัน และปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน
อิสราเอล มีรายได้จากภาษีรถยนต์ไฟฟ้าไม่มาก เนื่องจากเก็บเพียง 10% ของรถยนต์ธรรมดา แต่จะได้ประโยชน์จากการเกิดธุรกิจที่มีขนาดหลายแสนล้านบาท มีธุรกิจย่อยเป็นสถานีเติมไฟฟ้าที่มีขนาดพื้นที่พอๆกับธุรกิจบริการล้างรถเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ และถ้าประสบผลสำเร็จก็จะเป็นต้นแบบของประเทศอื่นๆ สามารถขายระบบเปลี่ยนสลับแบตเตอรี่ได้เป็นเงินมหาศาล และยังเป็นชื่อเสียงของประเทศ ได้คาร์บอนเครดิตที่จะมีผลต่อการส่งออก โดยเฉพาะเมื่อสหภาพยุโรปมีการใช้ภาษีศุลกากรพิเศษทางมลพิษอีกด้วย ประชาชนก็ยังมีชีวิตที่ดีขึ้นจากมลพิษที่น้อยลง

เรื่องที่น่าสังเกตุคือ โครงการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศของอิสราเอลนี้จะเริ่มใช้ได้ในปี 2010 และในประเทศเดนมาร์กในปี 2011 ถ้าโครงการนี้ประสพความสำเร็จจนประเทศต่างๆนำไปใช้ จะทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ(หลังจากรัฐบาลอุดหนุน)เท่ากับหรือถูกกว่ารถยนต์เบนซินแถมยังเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางน้อยกว่าค่าน้ำมันรถแบบเดิม

ประเทศไทยจะขาย Eco car ที่จะผลิตออกมาไม่ต่ำกว่าปีละกว่า 7 แสนคัน ให้กับใคร?

สหรัฐฯก็ไม่มีตลาดรถขนาดจิ๋วแบบนี้ (ไม่เหมือนรถกระบะที่สหรัฐฯใช้มากที่สุดในโลก) ยุโรปก็จะมีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและรถลูกผสมรุ่นใหม่ของตัวเองและของญี่ปุ่นลงตลาดภายในสองปีหน้า ส่วนญี่ปุ่น เกาหลี จีน มาเลเซีย อินเดีย ก็มีรถแบบนี้ที่เป็นแปรนด์ระดับโลกและผลิตในประเทศของเขาเองแล้วทั้งนั้น แถมถูกกว่ามาก และยังมีรถยนต์ไฟฟ้าด้วย ทีนี้เราก็อาจจะขายได้บ้างในบางประเทศ เข่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อีกสองปี คงต้องรอดูกันว่าจะเป็นยังไง

พอถึงเวลานั้นอาจต้องรื้อโครงการทิ้งแล้วเริ่ม(ตามหลังคนอื่น)ใหม่ ก็เป็นผีตายซ้ำตายซาก ไม่ได้ผุดได้เกิดกันเสียที !

ดูเหมือนการคิดโครงการระดับชาติโดยการคำนวณจากตัวเลขทางธุรกิจเป็นหลัก จะไม่สร้างสรรค์ ล้าหลังและอาจจะล้มเหลวได้ เมื่อเทียบกับโครงการที่คิดล่วงหน้าถึงเรื่องการแก้วิกฤติของโลกและคุณภาพชีวิต ที่สามารถขยายเป็นโครงการระดับโลกได้

Eco Car ที่ตั้งโจทย์ด้วยเรื่องของ cc & Size (ที่โต้เถียงกันเอาเป็นเอาตายว่ารถจะยาว 3.5 หรือ 4 เมตร เครื่องยนต์จะเป็น 1200 หรือ 1500 cc.) เป็นวิธีคิดแบบเก่าและล้าสมัยไปแล้ว
Eco Car สำหรับปัจจุบันและอนาคต ต้องวัดด้วย Energy & Emission เท่านั้น

แต่ทั้งสองโครงการขนาดยักษ์ที่ยกมานี้ มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ จะเริ่มเกิดขึ้นได้ ต้องผ่านการเห็นชอบและสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้บริหารประเทศเท่านั้น ส่วนใครจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอะไร ก็ขึ้นกับวิสัยทรรศน์ ความฉลาด และอาจมีเรื่องของความต้องการส่วนตัวเป็นปัจจัยชี้ขาด !!

โดย mr.zakkman

 

กลับไปที่ www.oknation.net