วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปราสาทอิฐดินเผาเล็กที่สุดในโลก ภูมิปัญญาจากบรรพชน


ปราสาทอิฐดินเผาเล็กที่สุดในโลก  ภูมิปัญญาจากบรรพชน

เรื่องปราสาทอิฐดินเผาขนาดเล็กนี้  เคยนำเสนอแล้วในบล็อกนี้    http://www.oknation.net/blog/yongyoot/2007/07/26/entry-1           สืบเนื่องมาจากความหลงใหลในความงามของปราสาทหินเขมรสมัยโบราณ  ที่ข้าพเจ้าเองมีความหลงใหลและสนใจกระทั่งศึกษาเรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์   รูปภาพ   ต่างๆ  และส่วนประกอบที่เกี่ยวโยง   การได้สัมผัส   ได้ทำในสิ่งที่รักนั้นมันเป้นสิ่งที่ช่างมีความสุขอย่างสุดแสนจะพรรณา   ความสำเสร็จที่เกิดจากผลงานเช่นนี้  เมื่อได้นั่งชมผลงานท่วมกลางธรรมชาติแล้ว  มันช่างมีความสุขเหลือแสน    แต่ในทางกลับกันสังคมชนบทกลับมองว่าสิ่งที่กระทำอันเกิดจากผลงานชิ้นนี้เป็นเพียง  วัตถุที่ทำขึ้นมาทำไม  เพื่ออะไร  เป็นบ้าหรือ  แม้กระทั่ง คนใกล้ตัวยังมองว่า  ทำไปทำไมไม่เห็นจะขายได้จะขยันทำไปเพื่ออะไร    แต่นี่เป็นสิ่งที่คนอย่างนักสร้างผลงานเช่นนี้เจอแต่ความเข้าใจในการที่จะสร้างผลงานที่สื่อออกมาถึงความรักและความคลั่งในอารยธรรมแห่งบรรพชน     จนเป็นเหตุ ทำมาซึ่งผลงานชิ้นนี้   

           ผลงานชิ้นนี้มิใช่เพียงผลงานชิ้นแรกที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นโดยใช้ระยะเวลาและกระบวนการสร้างแต่ละครั้งนานหลายเดือน หรือร่วมปี   ผลงานเช่นนี้    ถูกคิดค้นศึกษาเทคนิค  ภาพ  จากที่ต่างๆมากมาย  จนออกมาเป็นปราสาทอิฐขนาดเล็กที่สุด   ปราสาทอิฐที่ข้าพเจ้าสร้างมาแล้วมากมายหลายหลัง   แต่ด้วยกรรมมวิธีการประสานอิฐที่ใช้โคนในการประสานซึ่งไม่ทนต่อฝนเมื่อโดนฝนและไม่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีปราสาทเหล่านี้จึงพังทลายลงไป  

            ก่อนจะมีปราสาทหลังนี้เคยมีปราสาทที่ข้าพเจ้าสร้างมาในลักษณะนี้มาแล้วนับกว่าห้าสิบหลังเท่าที่จำได้ซึ่งส่วนใหญ่ จะสร้างเเล้วดูแลรักษาไม่ดีพังบ้างแล้วสร้างใหม่  โดยเพาะหน้าฝนถ้าดูแลไม่ดีโดนฝนก็พัง   ปราสาทที่เป็นชิ้นโบแดง  เหลือแค่ซากซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงสองแห่งคือปราสาทที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อว่า ปราสาทเกรียง  และปราสาทสนอลึงค์หรือ ปราสาทวรภัทรหลังจากนั้นได้วางมือจากการสร้างไปเกือบ  6  ปี   และเมื่อสองปีให้หลังได้กลับมาสร้างปราสาทสนอลึงค์หลังจากนั้นปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงปีถัดมาปี  2551 ได้กลับมาสร้าง ปราสาทวรภัทรทับที่เดิมที่เคยสร้างปราสาทสนอลึงค์อันเป็นปราสาท  ปราสาทอิฐขนาดเล็ก  ที่ถูกคิดค้นเทคนิคเลียนแบบการสร้างการมาแล้วกว่า  10  ปี   ที่สวยงามดังปัจจุบัน   

               ปราสาทขนาดเล็กที่สุดที่ผมเก็บภาพมานำเสนอพี่น้องชาวบล็อคครั้งนี้เป็นผลงานการสร้างชิ้นสุดท้าย ปี  2551  ทุ่มกำลังเเรงสร้างใช้เวลา  1   เดือนเต็ม ระหว่างเดือนมีนาคม - ปลายเดือนเมษายนตลอดกระบวนการที่ซับซ้อน และอากาศที่ทรหด   และเมื่อเสร็จสิ้น  ปราสาทแห่งนี้ผมได้ขนานนามว่า    ปราสาทวรภัทร   ซึ่งหมายถึง   ปราสาทที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์แห่งภูเขา   โดยจำลองเนินดินเตี้ยๆเสมือนประหนึ่งภูเขา  

           ปราสาทวรภัทร   สร้างทับบนพื้นที่เดิมที่เคยสร้างปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปเมื่อ ปี  2550   ปรางค์ปราสาทถูกสร้างขึ้นใหม่  รูปแบบผังปราสาทซับซ้อนเท่าที่สร้างมา เพราะปราสาทหลังก่อนๆ  สร้างบนพื้นราบมีฐาน มีจำนวนปรางค์หลังเดียวโด่ๆและองค์ประกอบบางส่วนต่อเดิมภายหลัง เช่นระเบียง  ทางเดิน   บรรณาลัย    แต่การสร้างผลงานชิ้นนี้ครั้งนี้สร้างบนเนินดิน   โดยองค์ประกอบที่อยากที่สุดคือการสร้างขั้นบันไดขึ้นสู่ตัวปรางค์ปราสาท   ที่ต้องเผาก้อนอิฐเล็กๆ ถึง 200  กว่าก้อน  

            ปรางค์ปราสาทสร้างด้วยอิฐดินเผากว่า  150  ก้อน สลักและขึ้นรายละเอียดระหว่างก่อและบางส่วนสลักหลังเสร็จสิ้นการสร้างปรางค์ทั้งหลัง    รายละเอียดการสลักบางส่วนสลักบนก้อนอิฐดิบที่ยังไม่เผาจากนั้นจึงนำไปเผาเพราะรายละเอียดที่สลักมากต้องใช้เวลารวดเร็วการเเกะบนอิฐดิบใช้เวลาสั้นและง่ายกว่าการเเกะบนอิฐสุขที่ผ่านการเผาแล้ว    และรายละเอียดที่ประดับตกแต่งเช่น  ทับหลัง  ทวารบาล   สิงห์     พญานาค    โคนนทิ    เสานางเรียง   ใช้การปั้นด้วยมือแล้วนำไปเผา 

                                

                                   ทางดำเนิน(เพลาดำเนิร)ขึ้นสู่ปรางค์ปราสาทวรภัทร

ทางดำเนินด้านล่างที่สร้างด้วยก้อนอิฐปูลาดยาวสองข้างยกไหล่ทางสูงปักประดับด้วย ไนจุมมวล (หลักนางเรียง) 

          

เพลาดำเนิร(ทางดำเนิน)ขึ้นสู่ปรางค์ปราสาทปักประดับด้วยเสานางเรียง(ไนจุมมวล)ข้างละ  14  ต้น

          

ทางเชื่อมต่อระหว่างทางดำเนินและเลียนปกาฉูก(ลานดอกบัว)สองข้างลานดอกบัวขนาบสองข้างด้วยนาคราช(เนี๊ยคเรี๊ยศ)

            

   เปรี๊ยะโก(พระโคหรือโคนนทิ)ที่นำมาจากปราสาทเกรียง    บันไดทางขึ้นทั้ง 7  ชั้นที่เชื่อมระหว่างลานดอกบัวสองข้างบันไดประดับด้วยสิงห์ปั้นหน้าตาคล้ายสุนัข

        

นาคที่ราวบนลานดอกบัวข้างซ้ายและสิงห์ที่หน้าตาคล้ายสุนัขเลียนแบบสิงห์แบบสมโบร์ไพรกุก   เป็นรูปปั้นที่มีมาตั้งแต่สร้างปราสาทสนอลึงค์

           

ลานดอกบัวบนลานบันไดชั้นที่เจ็ดเป็นที่ตั้งศิวะลึงค์เจ็ดองค์นำมาหอศิวะจากปราสาทเกรียง และอัฒจัฒน์รูปดอกบัวบริเวณฐานบันไดปราสาทสนอลึงค์ปัจจุบันได้ขยายฐานปราสาทวรภัทรและทับรอยสลักอัฒจัฒน์ดังกล่าวไปแล้ว

          

ปรางค์ปราสาทวรภัทรแทนที่ปรางค์ปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปและฐานบันไดชั้นแรกซึ่งเป็นฐานเก่าของปราสาทสนอลึงค์

                   

กรอบประตูและเสากลมรองทับทับหลังและวงโค้งหน้าบันที่ใช้การสลักลงบนอิฐสุขของปรางค์เลียนแบบศิลปะเขมรสมโบร์ไพรกุก

          

หน้าบันวงโค้งรูปพวงมาลัยที่เชื่อมจรตขอบเชิงชายยอดปราสาทและยอดปราสาทแต่ละชั้นจะสลักเลียนแบบเสาเครื่องไม้และที่มุมยอดปราสาทปั้นทำเป็นทรงปราสาทขนาดเล็กประดับมุม

      

ปรางค์ปราสาทวรภัทรมุมตะวันตกและเหนือและตัวปรางค์ด้านทิศเหนือสลักเป็นช่องรับระบายอากาศและสลักเป็นประตูหลอก

                                   

                        ปรางค์ปราสาทที่เป็นสีอิฐเข้มเกิดจากการทากรวดฝน

     

ยอดปรางค์ปราสาทวรภัทรที่ใช้ยอดปรางค์เดิมของปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปที่ยอดนำตะกั่วมาหล่อทำเป็นยอดฉัตรและปราสาทประดับมุมยอดปราสาทวรภัทร

                      

ผนังตัวปรางค์ทางด้านทิศตะวันออกเจาะสลักเลียนแบบเอาอย่างหน้าต่างเครื่องไม้และฐานใหม่บนฐานที่เคยเป็นฐานเดิมของปราสาทสนอลึงค์มีการเพิ่มเติมเปลี่ยนรูปเป็นฐานสี่เหลี่ยม

                        

สันและผนังปรางค์ปราสาทที่สลักแต่ละด้านไม่เหมือนกันและมองลงไปด้านล่างเห็นทางดำเนิน

        ในที่สุดปราสาทวรภัทรผลงานชิ้นนี้ก้ไม่ต่างอะไรกับปราสาทหลังก่อนๆ  ที่ต้องจบฉากลงด้วยการขาดการเลียวแลเพราะภาระกิจหน้าที่.......และแล้วปราสาทชิ้นงานนี้ขาดการดูแลที่ดีจึงจบลงด้วยการพังทายลงเหลือทิ้งไว้แค่ซากในอีกเวลาอันใกล้นี้ 

             ปราสาทอันเป็นภูมิปัญญาความบ้าคลั่งหลงใหลในอารยาธรรมของบรรพชนหลังนี้คงเป็นหลังสุดท้ายที่ข้าพเจ้าคงจะมิได้รังสรรค์ขึ้นมาอีก   เฉกเช่นความดับเเละเสื่อมแห่งผลงานความยิ่งใหญ่ของบรรพชนที่ถูกทิ้งร้างและเป็นเพียงอณุสรน์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชม

โดย บรรณาลัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net