วันที่ พุธ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เ ก า ะ แ ก ร์ … น ค ร ห ล ว ง ที่ ถู ก ลื ม (1)


May 21, 2008

เกาะแกร์ … นครหลวงที่ถูกลืม (1)

ย้อนอดีตเมืองพระนคร

เมืองพระนคร เป็นยุคสมัยหนึ่งของกัมพูชาที่ถือว่ารุ่งเรืองที่สุด (..812 - 1219) ในสมัยนี้มีการสร้างศิลปะขึ้นมากมาย แบ่งตามสมัยการปกครองของกษัตริย์แต่ละองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีศิลปะเกาะแกร์แทรกอยู่ด้วย

ผู้สถาปราราชวงศ์เมืองพระนครคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้ทรงประกาศอิสรภาพเขมรจากการยึดครองของชวา เมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษี่ 19

ใน ประชุมอรรถบทเขมร ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรุณศรี วรศะริน กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ว่า เป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชสกุลเจนละน้ำ ซึ่งในระหว่างการจราจลที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 เสด็จไปประทับที่ชวา และเสด็จกลับมาเพื่อครองราชย์ที่นครอินทรปุระ

“เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระราชอำนาจก็ค่อยๆแผ่ขยายขึ้น ทั้งนี้ สังเกตุได้จากการที่ทรงย้ายเมืองหลวงไปตามที่ต่างๆ เมื่อเริ่มเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ประทับที่อินทรปุระ ซึ่งน่าจะอยู่ทางทิศตะวันออกของกำพงจาม …

หลังจากที่ประทับอยู่ที่อินทรปุระได้ระยะหนึ่ง พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็ทรงเปลี่ยนไปประทับที่เมืองๆหนึ่ง น่าจะอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบ และหลังจากนั้น แม้พระองค์จะยังคงเปลี่ยนที่ตั้งเมืองหลวงอยู่เรื่อยๆ แต่ก็มักอยู่บริเวณทะเลสาบ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บริเวณที่คือมาเป็นเมืองพระนคร”

หริหราลัย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณอำเภอโลลั๊วะ จังหวัดเสียมเรียบในปัจจุบัน คือเมืองหลวงแห่งสุดท้ายในแถบนั้น ภายหลังจากทรงหวั่นเกรงการรุกรานจากชวา จึงเสด็จกลับจากหริหราลัยไปสถาปนาเมืองหลวงแห่งใหม่บนเขาพนมกุเลน โดยให้ชื่อเมืองหลวงใหม่ว่า “มเหนทรบรรพต”

เนื้อความบอกไว้อีกว่า ขณะที่ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ทรงสถาปนาเทวราชาขึ้นพร้อมกัน ทั้งนี้เพื่อสลัดกัมพูชาให้หลุดพ้นจากอำนาจของชวาชัดเจน นอกจากเหตุผลทางการเมืองแล้ว การสถาปนาเทวราชา ยังสื่อถึงความหมายของการเป็นใหญ่แต่พระองค์เดียวในจักรวรรดิ เป็นสมมุติเทพเทียบองค์พระศิวะอีกด้วย

ภายหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระราชโอรสชัยวรมันที่ 3 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทน โดยยังประทับอยู่ที่หริหราลัยจนสิ้นรัชกาล ซึ่งไม่มีผู้สืบราชบัลลังก์ต่อ ราชสมบัติจึงตกแก่พระเจ้าอินทรวรมัน ผู้เป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา

การปกครองสมัยพระเจ้าอินทรวรมัน ถือว่ามั่งคงสมบูรณ์มาก โดยเป็นกษัตริย์ที่รวบรวมอาณาจักรกัมพูชาได้อย่างเป็นปึกแผ่น ทั้งยังผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศใกล้คียง ตลอดจนโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างมากมาย ดังจะเห็นได้จากเศษซากโบราณสถานหลายแห่งในปัจจุบัน

เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ หริหราลัยก็ได้ผู้ปกครององค์ใหม่ เป็นพระโอรสของพระเจ้าอินทรวรมัน พระนามพระเจ้ายโศวรมันที่ 1

ในรัชสมัยนี้ได้มีการตั้งราชธานีแห่งใหม่ โดยจัดสร้างให้สอดคล้องกันทั้งความหมายทางศาสนาและการปกครอง มีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพนมบาแค็ง ชื่อเมืองยโศธรปุระ ซึ่งภายหลังการตั้งราชธานี การปกครองเป็นไปอย่างราบรื่นตลอด กระทั่งส่อเค้าว่าจะมีปัญหา เมื่อพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 1 และพระเจ้าอิศานวรมันที่ 2 พระโอรสในพระองค์เถลิงขึ้นครองราชย์สืบมา ทว่าเหตุใดทั้ง 2 พระองค์จึงทรงมีระยะการครองราชย์เพียง 8 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ

บุคคลผู้น่าสงสัยเห็นจะเป็น พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ที่ไปทรงสร้างศูนย์การปกครองแห่งใหม่ไกลถึงเกาะแกร์

นครหลวงเกาะแกร์

ว่ากันว่า ขณะที่พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 1 ขึ้นตรองราชย์นั้นยังทรงพระเยาว์นัก พระเจ้าชัยสิงวรมัน หรือพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของพระโอรสหรรษาวรมันที่ 1 และอิศานวรมันที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน การสะสมอำนาจและส้องสุมผู้คนจึงค่อยๆก่อตัวขึ้น

เมื่อเห็นว่ามั่นคงพอ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 จึงประกาศพระองค์เป็นอิสระ และเสด็จไปสร้างเมืองของพระองค์เอวที่เกาะแกร์ จากนั้นเพียง 2 ปี พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 แห่ง ยโศธรปุระ ก็เสด็จสวรรคต

บทความเรื่อง Losy City Revisited ของ Moul Vong เล่าว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ทรงเริ่มสร้างเกาะแกร์ราวปี ค..921 และตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทับซ้อนอำนาจส่วนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ “นครโฉกครรยาร์” หรือในบางตำราเรียก “เมืองโฉกเกยร์” หมายถึงเกาะแห่งความรุ่งโรจน์ ต่อมาเรียกในภาษาเขมรปัจจุบันว่า เกาะแกร์ จวบจนกระทั่งปี ค..928 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าอิศานวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 จึงมีอำนาจเพียงผู้เดียว

จารึกที่พบในปราสาทกระวันกล่าวถึงเมืองโฉกเกยร์ไว้ว่า “ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยอำนาจของพระองค์เอง (หมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 4) เป็นนครที่มั่งคั่งเฟื่องฟูของจักรวรรดิ”

ณ ช่วงเวลานั้น พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เพิ่มพูนอำนาจของพระองค์ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังสร้างศาสนสถานเป็นจำนวนมาก โดยโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานซากโบราณสถานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปราสาทธม เทวรูปพระอิศวร หรือศิวะลึงค์ขนาดมหึมา

ความเจริญรุ่งเรืองของเกาะแกร์ถึงขีดสุด จวบจนกระทั่งสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ราวปี ค..941 หรือประมาณ 20 ปีแห่งการครองบัลลังก์ หลังจากนั้นพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 พระโอรสก็เสด็จขึ้นครองราชย์ แต่เพียง 3 ปี ก็เสด็จสวรรคต โดยอำนาจเปลี่ยนมาอยู่ที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 พระญาติผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์

ทว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ได้ทรงย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ยโศธรปุระอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยนครหลวงเกาะแกร์ให้ร้าง ไร้ซึ่งพลังอำนาจเช่นที่เคยผ่านมา … ความเปล่าเปลี่ยวของปราสาทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่รกครึ้ม ทำให้เกาะแกร์กลายเป็นมหานครที่อึมครึมไปด้วยความลึกลับในที่สุด

แม้เกาะแกร์จะเป็นเมืองหลวงไม่นานนัก แต่รุ่งเรืองด้วยศิลปะเขมร จนเรียกรูปแบบศิลปะที่พบที่นี่ว่า “ศิลปะแบบเกาะแกร์” อันมีลักษณะเด่นคือ ขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร ลักษณะบางอย่างที่เกินจริง เหมือนจะเป็นการแสดงออกถึงอำนาจ และประกาศว่าศูนย์กลางของเขมรอยู่ที่เกาะแกร์ หาใช่เมืองพระนครไม่

ดังเช่น ปราสาทธม ซึ่งแปลว่า “ปราสาทใหญ่” มีความสูงเป็นอันดับสองรองจากมหาปราสาทนครวัด แต่เป็นปราสาททรงปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในเขมร

โบราณวัตถุขนาดใหญ่ทั้งหลายที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงพนมเปญ ส่วนมากนำมาจากปราสาทต่างๆในละแวกเกาะแกร์นี่เอง .. และแม้แต่ในปัจจุบัน ก็ยังมีวัตถุโบราณขนาดใหญ่ตกหล่นอยู่ในบริเวณนี้อีกไม่น้อย

เกาะแกร์ในกาลต่อมา

โฉกครรยาร์ หรือเกาะแกร์ ถูกทิ้งร้างจนกระทั่งเมื่อปี ค..1873 หลุยส์ เดอปอร์ต นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ดั้นด้นเดินทางมาพบเกาะแกร์ และนำประติมากรรมบางส่วนออกมาให้สาธารณะชนได้รับรู้ แต่อย่างไรก็ตาม อีกกว่า 20 ปีต่อจากนั้นจึงจะมีการสำรวจโบราณสถานแห่งนี้กันอย่างจริงจัง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ปี ค..1900 – 1901 ลูเนต์ เดอลาจองกิแอร์ ซึ่งเป็นนายทหารนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้เดินทางไปถึงเกาะแกร์ และลงมือสำรวจศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในพื้นที่ เพื่อให้นักวิชาการรุ่นหลังศึกษา

ทว่า การสำรวจต้องสะดุดลง เมื่อสงครามอินโดจีน เปิดฉากรบพุ่งกันอย่างดุเดือด เกาะแกร์จึงกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติอีกครั้ง ความหวังที่จะสืบรากศิลปะแห่งเมืองเกาะแกร์จึงยุติปราบจนปัจจุบัน

กลุ่มปราสาทเกาะแกร์อยู่ในเขตจังหวัดพระวิเฮียร หรือจังหวัดพระวิหาร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองพระนคร เพิ่งจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้เมื่อไม่กี่ปีมานี่เองค่ะ เนื่องจากเดิมระยะทางไปจากเมืองเสียมเรียบเกาะแกร์ไกลถึง 150 กิโลเมตร ไม่สามารถไป-กลับในวันเดียวได้ .. ต้องลองนึกถึงสภาพถนนในเขมรที่แคบๆ โรยด้วยลูกรังสีแดงขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ ตามไปด้วยนะคะ … และยังไม่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณป่ารอบปราสาท

ปัจจุบันถนนเส้นใหม่ที่ตัดจากบันทายสรี ผ่านพนมกุเลน บึงมาลา สู่เกาะแกร์ ช่วยย่นระยะทางให้เหลือราว 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราวๆ 3 ชั่วโมง ส่วนทุ่นระเบิดมีองค์การ CMAC และ Halo Trust เข้ามากู้หลายปราสาทแล้ว และปลอดภัยดีค่ะ

ปัจจุบันแม้ปราสาทใหญ่เล็กกกว่า 100 ปราสาทจะยังอยู่กลางป่าที่แวดล้อมด้วยสนามทุ่นระเบิด แต่สถานที่ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าปลอดภัย ก็เริ่มเปิดให้เข้าชมได้แล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานเกาะแกร์จะเป็นจุดหมายสำคัญอีกแห่งหนึ่งของนักเดินทางที่หลงไหลอารยะธรรมอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ

กลุ่มปราสาทที่อยู่บริเวณเกาะแกร์มีอยู่หลายปราสาท ตอนกลางของกลุ่มปราสาทเป็นบารายใหญ่รียกว่า ราฮาล เรื่องราวของเกาะแกร์ยังไม่ค่อยมีผู้รู้กันมากนัก รอบอาณาบริเวณปราสาทปกคลุมด้วยป่ากว้างใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน .. ที่นี่จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะเห็นบรรยากาศเปลี่ยวร้างของโบราณสถานกลางป่าใหญ่ เหมือนที่เคยเป็นมาร่วมพันปี

สู่หมู่ปราสาทธม .. มหาปิรามิดแห่งเกาะแกร์

พื้นที่ทั้งหมดของเกาะแกร์มีปราสาทกระจายอยู่ทั่วไป แต่ในกลุ่มปราสาทขนาดใหญ่ อยู่ในกำแพงศิลาแลงสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง ยาว 1.2 กิโลเมตร ภายในมีโบราณสถานที่เป็นปราสาทมากมาย แต่ที่โดดเด่นและดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์แห่งเกาะแกร์ คือ ปราสาทธม รูปปิรามิดขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่โล่งกว้างด้านหลังกำแพงปราสาท ซึ่งสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับผู้พบเห็น

ปราสาทธมแห่งนี้สร้างด้วยวิธีการเรียงหินทรายขึ้นประกอบเป็นรูป กว้าง ยาว ด้านละประมาณ 63 เมตร สูง 35 เมตร รูปทรงเป็นปิรามิดมีฐาน 7 ชั้น ด้านบนเชื่อว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานศิวะลึงค์สำริดขนาดใหญ่สูงถึง 4.5 เมตรที่ปลายปราสาท .. แต่เนื่องจากทำด้วนสำริด จึงโดนฟ้าผ่า และคงเหลือแต่เพียงฐานที่แกะเป็นรูปสิงห์แบกเท่านั้น

หากมองในระดับสายตา อาจเห็นว่ายอดปราสาทอยู่ไม่สูงนัก แต่ดูตารมสเกลของคนในภาพ คงสูงมากทีเดียว

ตอนที่เราไปเยือน .. สะพานไม้ที่ทำเป็นทางขึ้นปราสาทชำรุดค่อนข้างมาก จึงมีการสั่งห้ามนักท่องเที่ยวไม่ให้ขึ้นไปยังส่วนบนของปิรามิด เนื่องจากทางขึ้นสูงชัน อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ง่ายๆ .. หลายคนในหมู่พวกเราจึงบ่นเสียดายมากๆที่พลาดโอกาสที่จะได้วัดใจ .. แต่การซ่อมแซมจะใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็จะแล้วเสร็จ ทริปหน้าคงได้ปีนสมใจ

รูปเหล่านี้ ได้มาจากคุณโอ๋ .. จากคอลัมน์ไกด์เถื่อนพาเที่ยวค่ะ ..

ทางขึ้นไปยังปิรามิดเป็นบันไดหินแคบๆจำนวน 91 ขั้น ซึ่งปัจจุบันใช้บันไดไม้ทำเป็นทางขึ้นลงแทน .. เห็นแล้วทำให้นึกถึงตอนที่ไปปีนปิรามิดที่ประเทศ เม็กซิโก เมื่อหลายปีก่อน .. ปิรามิด ที่นั่นจะมีทางขึ้นเป็นบันไดหิน 4 ด้าน มีบันไดด้านละ 91 ขั้นเช่นกัน รวม 4 ด้าน 364 ขั้น และเมื่อรวมกับบันไดขั้นสุดท้ายที่ใช้รวมกันทั้งสี่ด้าน ก็เป็น 365 ขั้นพอดี ซึ่งจะเท่ากับจำนวนวันใน 1 ปีปฏิทิน .. พวกแอสเท็คโบราณรู้เรื่องปฏิทินและจำนวนวันด้วย น่าทึ่งจริงๆ .. ปืรามิดของปราสาทธมมีทางขึ้นเพียงด้านเดียว จะเกี่ยวโยงกันอย่างไร ก็เหนือความคาดเดาของฉันค่ะ

รูปนี้เป็นแนวกำแพงของฐานแต่ละชั้น สูงประมาณ 5-6 เมตรต่อชั้น และส่วนที่เหลืออยู่ของปิรามิดของเกาะแกร์มีทั้งสิ้น 7 ชั้นค่ะ .. ชวนให้นึกว่า หากยังเป็นปิรามิดที่สมบูรณ์จะสูงสักแค่ไหนหนอ ..

รูปแกะสลักบนยอดปราสาท เหลือเพียงฐานสิงห์แบกให้เห็นเท่านั้น

ตอนปีนลงก็ต้องวัดใจกันอีกแล้ว .. คนที่สุขภาพไม่ฟิต ไม่ควรขึ้นเด็ดขาดค่ะ เดี๋ยวลงไม่ได้

ต้นไม้ประหลาดที่หน้าปราสาทธม .. อยากให้เห็นรูปคุณสายธารที่ปีนขึ้นไปนั่งบนส่วนที่ยื่นออกมา .. โพสต์โชว์ด้วยค่ะ

Note : ขอบคุณบทความบางส่วนและรูปบางรูปจาก หนังสือ คู่มือนำเที่ยวนครวัด นครธม

บทความบางส่วนจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์จุดประกาย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 และ

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E3519836/E3519836.html

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net