วันที่ พุธ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมปืเปี้ยน ลีก : All - English Final แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ เชลซี


     หลังจากที่โรมรันพันตูกันมา  8  เดือน และแล้วก็มาถึงนัดชี้ชะตาว่าสโมสรใดที่จะได้เป็นจ้าวยุโรป โดยวันนี้เวลา 01.30 น. ตามเวลาในบ้านเรา  ศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก นัดชิงชนะเลิศ ที่สนาม ลุซนิกิ สเตเดี้ยม กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย  เป็นการพบกันของ 2 สโมสรจากอังกฤษ ระหว่าง “สิงห์โตน้ำเงินคราม”  เชลซี กับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ซึ่งนับว่าเป็นการพบกันครั้งแรกของสโมสรจากอังกฤษ ในถ้วย ยูโร เปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก  โดยก่อนหน้านี้มีเพียง อิตาลี่ กับ สเปนเท่านั้นที่ได้เข้าชิงกันเอง

    สำหรับ เชลซี ถือเป็นการเข้าชิงในถ้วยใบนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนหน้านี้เคยแค่เฉียดเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศถึง 3 ครั้งด้วยกัน แต่ก็ตกม้าตายมันทั้ง 3 ครั้ง

       ครั้งนี้พวกเขาหวังจะสร้างประวัติศาสตร์บนพื้นแผ่นดินเกิดของเจ้าของสโมสรที่ชื่อ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐี  top 50  ของโลกชาวรัสเซีย ที่ลงทุนกับเชลซีไปเกือบ  300 ล้านปอนด์ แต่เพิ่งได้เข้าชิงถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

       นอกจากนี้แล้วยังจะเป็นการตัดสินชะตากรรมของ อัฟราม แกรนด์ ผู้จัดการทีมชาวยิวอีกด้วยว่าจะอยู่หรือจะไป หากเขาพาทีมคว้าแชมป์ได้ แน่นอนว่า สัญญาฉบับใหม่จะต้องถูกยื่นเข้ามาให้ทำทีมต่อ แต่ถ้าผลเป็นอย่างอื่นก็คงไม่มีที่ว่างในถิ่น สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ สำหรับเขาอีกต่อไป

       ทางด้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่นำโดย ท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็หวังจะนำทีมคว้าถ้วย ยูฟ่า แชมป์ เปี้ยน ลีก เป็นครั้งที่ 3 โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้แชมป์ เมื่อปี 1968 และ ปี1999 

       ซึ่งแน่นอนว่าแค่ 2 ครั้ง มันยังน้อยไปสำหรับสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ซึ่งเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยออกมาให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ ว่า แมน ยู คว้าแชมป์ ลีกอังกฤษ ถึง 17 สมัย แต่กลับคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ท่านเซอร์ ไม่ยอมวางมือจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเสียที เขาหวังที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้เทียบเท่าคู่แข่งตลอดกาล อย่าง ลิเวอร์พูล ที่คว้าแชมป์ลีก 18 ครั้ง แต่ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมป์ เปี้ยน ลีก / ยูโรเปี้ยน คัพ  ถึง 5 ครั้ง ไม่แน่ถ้าเขาทำได้ ท่านเซอร์อาจจะลาออกไปเลี้ยงหลานที่บ้านก็เป็นได้

 

เรามาดูความพร้อมกันดีกว่าครับ

 

 อัฟราม แกรนด์ ผู้จัดการทีม มีปัญหาใหญ่ เมื่อมีข่าวว่า แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายจอมบุก มีอาการบาดเจ็บจากการซ้อมคงต้องรอเช็คความฟิตจนถึง วินาทีสุดท้ายเลยทีเดียว ส่วนรายอื่นๆ ไม่มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน ในรายของ ดิดิเย่ร์ ดรอกบา และ จอห์น เทอร์รี่ ที่มีข่าวว่ามีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ก็ผ่านความฟิตเรียบร้อย สามารถลงมาเป็น 11 ตัวแรกได้สบาย ส่วนในรายอื่น ๆ ถือว่าพร้อมทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ เช็ก , ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ ,มิคาเอล เอสเซียง,  มาเกเลเล่, แฟร็งค์ แลมพาร์ด , มิคาเอล บัลลัค , ซาโลมง กาลู , โจ โคล , มาลูด้า ,จอห์น โอบี มิเกล  และอเนลก้า  จึงขึ้นอยู่กับ แกรนด์ เองล่ะครับว่า จะจัดทีมแบบไหนดี จะใช้ระบบ 4-3-3 ที่คุ้นเคย หรือเปลี่ยนเป็น 4-4-2 โดยให้ อเนลก้า ลงเลนคู่กับ ดรอกบา และใช้ แลมพาร์ด กับ บัลลัค เล่นตรงกลาง ให้ เอสเซียง ลงไปเป็น แบ็กขวา  หรืออาจจะเป้น ระบบ 4-5-1  เพื่อมาเล่นแบบเพลย์เซฟ  อัดแดนกลางให้แน่น แล้วใช้ ดรอกบา ยืนหน้าเป้าเพียงตัวเดียว แต่เมื่อต้องบุกก็ให้ ทั้ง กาลู และ โจโคล ขึ้นไปช่วย เพื่อไม่ให้ ดรอกบา โดดเดี่ยวจนเกินไป

ดังนันผมจึงมองว่า  ระบบ 4-5-1 ที่ยืดหยุ่นมาจากระบบ 4 – 3 – 3  น่าจะถูกนำมาใช้มากที่สุด เพราะเหมาะกับเกม ที่กดดันอย่างนี้ การเปิดเกมรุก เข้าใส่อาจจะเป็น ดาบสองคมก็ได้กับเกมนัดชิงที่ตัดสินในภายในนัดเดียว พอเข้าสู่ครึ่งหลัง ค่อยเปลียนระบบใหม่ โดยการให้ อเนลก้า ลงมาช่วยไล่

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม มีความพร้อมเต็มที่ กับการลงชิงชัยในวันนี้ นักเตะทุกคน มีความกระหายที่จะลงไล่ล่าความสำเร็จ  ส่วนที่มีข่าวอออกมาก่อนหน้านี้ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกจอมลากเลื้อย มีอาการบาดเจ็บนั้น ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะบาดเจ็บแค่ ชิล ๆ ส่วนในรายอื่น ๆ ก็พร้อมลงทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ , ริโอ เฟอร์ดินาน , เนมันย่า วิดิซ , เวสต์ บราวน์ , ปาทริซ เอวร่า , โอเว่น ฮากรีฟส์ , ไมเคิ่ล คาร์ริค , พอล สโคลส์ , ไรอัน กิ๊กส์ , นานี่ ,อันแดร์สัน , พาร์ค ชี ชอง,รูนี่ย์ และ เตเวซ  ขึ้นอยู่กับเซอร์อเล็กซ์ ว่าจะมาเล่นในระบบใด เพราะตัวผู้เล่นย่อมเปลี่ยนไปตามรูปแบบในการเล่น  แต่ที่แน่ๆ ท่านเซอร์ รับปากว่าวันนี้ยังไงก็ต้องมีชื่อ พอล สโคลส์ อย่างแน่นอน เพราะศิษย์รักคนนี้พลาดหวังจากการลงเล่นนัดชิงเมือ่ ปี 1999 จากการโดนแบน 

ท่านเซอร์น่าจะใช้ระบบ 4-5-1 มากกว่าที่ะใช้ ระบบ 4-4-2 โดยให้ เตเวซ เป็นเพียงตัวสำรอง เนื่องจากนัดชิงชนะเลิศ ที่ต้องเน้นความแน่นอนเป็นอย่างมาก และเป้นไปได้ว่า พาร์ค ชี ชอง อาจจะได้ลงเล่นเป็นนักเตะจากเอเชียคนแรกที่ได้เล่นนัดชิงแชมป์เปี้ยน ลีก

 

ความน่าจะเป็นของเกม

 

เป็นเกมที่มีความกดดันสูงทีเดียว ในครึ่งแรกเราอาจจะไม่ได้ดูบอลที่เปิดเกมรุกเข้าใส่กัน แต่กลับจะเป้นไปอย่างระมัดระวัง แมน ยู คงต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวของ โรนัลโด้ ในการลากจี้บอลเพื่อเข้าทำ เกมในครึ่งแรกน่าจะเป็นของ แมน ยู ที่มีความหวือหวามากกว่าในเกมรุก ส่วนเชลซี น่าจะตั้งรับและเน้นการครองบอล ไม่บุกอย่างผลีผลาม แต่พยายามหาช่อง เพื่อจ่ายบอลให้ ดรอกบา พลิกเข้าทำอย่างรวดเร็วเมื่อมีโอกาส โดยเน้นการขึ้นบอลตรงกลางจาก บัลลัค และแลมพาร์ด

เกมน่าจะตัดสินกันที่แดนหลังครับ ระหว่างคู่ของ ริโอ กับวิดิซ และเทอร์รี่  กับ คาร์วัลโญ่ ว่าใครจะเหนียวกว่ากันในการรับมือกับเกมรุกที่ดุดันและรวดเร็วไม่แพ้กัน

ถ้า เชลซี ขาด แอชลี่ย์ โคล ไปจริง ๆ ก้เดือดร้อนแน่นอนครับ เพราะผมคิดว่านอกจากเขาแล้วไม่มีใครรับมือ โรนัลโด้ ได้ดีเท่าเขา เห็นได้จากการเจอกันที่ผ่านมา

แต่ผมมีสถิติที่น่าตกใจสำหรับแฟน ผีแดง คือ โรนัลโด้ ยังไม่เคยยิงประตู เชลซี ได้เลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมน ยู  แต่นั่นเป็นเพียงสถิติครับ เพราะปกติ โรนัลโด้ ก็ไม่ค่อยยิง พวกบิ๊กโฟร์ อยู่แล้ว ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะยิง ลิเวอร์พูลไปเพียง 1-2 ประตู ส่วน อาร์เซนอล น่าจะเพิ่งยิงได้ในปีนี้นะครับจากลูกจุดโทษ นี่แหละ  แต่ทุกอย่างย่อมมีครั้งแรกครับ

ยังไงผมมองว่านัดนี้สภาพจิตใจมีความสำคัญเป็นอย่างมากครับ สำหรับ แมน ยู นั้นผมว่าเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว จากการที่พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์ ลีกมาหมาด ๆ ทำให้ความกดดันอาจจน้อยกว่าทางฝ่าย เชลซี อยู่บ้าง

ส่วน เชลซี ถ้าหากพวกเขาเก็บเอาความพ่ายแพ้ ในลีก มาเป็นพลัง หรือ ความหื่นกระหาย ที่จะเอาชนะ ปลดปล่อย แพสชั่น ที่มีในตัว แล้วรีดมันออกมาในเกมนี้ได้ ก็ย่อมเป็นผลดีครับ และผมคิดว่าพวกเขามักจะทำได้ดีด้วย เห้นได้จากการที่พวกเขา พ่ายแพ้ให้กับลิเวอร์พูล มา 2 ปีติดแต่ก็สามารถรวบรวมจิตใจจนเอาชนะได้ในที่สุด

 

ฟันธง : เสมอในเกม 1- 1

ที่เหลือแล้วแต่โชคชะตาจะกำหนด

 

...................................................

ป.ล.1 มีสถิติมาฝาก ทั้ง 2 ทีมเคยเจอกันทั้งหมด 150 ครั้ง แมน ยู ชนะ 65 ครั้ง เชลซี ชนะ 41 ครั้ง เสมอกัน 44

แต่ถ้านับเฉพาะ 5 ปีล่าสุดที่เจอกัน 14 ครั้ง  กลับเป็น เชลซี ที่ทำได้ดีกว่า โดยชนะ ไปถึง 7 ครั้ง แมนยู ชนะ 2 ครั้ง เสมอกัน 5 ครั้ง

ป.ล. 2 ผมขออนุญาตไปแปลงร่างเป็น สิงห์บลู ก่อนนะครับ ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบขี้หน้า ดรอกบา ก็เถอะ 

 

 

 

      

    

 

 

โดย phiroj

 

กลับไปที่ www.oknation.net