วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เ ก า ะ แ ก ร์ … น ค ร ห ล ว ง ที่ ถู ก ลื ม (2)


May 22, 2008

เกาะแกร์ … นครหลวงที่ถูกลืม (2)

กลุ่มปราสาท .. แห่งเกาะแกร์ ..

กลุ่มปราสาทที่อยู่บริเวณเกาะแกร์มีอยู่หลายปราสาท ตอนกลางของกลุ่มปราสาทเป็นบารายใหญ่เรียกว่า ราฮาล เรื่องราวของเกาะแกร์ยังไม่ค่อยมีผู้รู้กันมากนัก รอบอาณาบริเวณปราสาทปกคลุมด้วยป่ากว้างใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน .. ที่นี่จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะเห็นบรรยากาศเปลี่ยวร้างของโบราณสถานกลางป่าใหญ่ เหมือนที่เคยเป็นมาร่วมพันปี

จากปราสาทธม วกกลับมาในตัวกำแพงเมือง ซึ่งถ้ามองจากปราสาทธม จะเห็นปรางค์ปราสาทซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ดูลึกลับ

กลุ่มปราสาทที่อยู่ในบริเวณเกาะแกร์มีมากมายจนนับไม่ถ้วน เหตุที่สนับสนุนการนับไม่ถ้วนอีกประการหนึ่งก็คือ พื้นที่แห่งนี้ยังมีระเบิดที่ยังไม่ได้กู้อีกมาก สังเกตจากป้ายอันตรายรูปหัวกะโหลกไขว้สีแดง ดังนั้นในการเดินชมไม่ควรออกนอกเส้นทางไปจากพื้นที่ ที่เปิดให้เที่ยวชม

สำหรับปราสาทที่สำคัญ และเป็นต้นแบบศิลปะสมัยเกาะแกร์ ได้แก่ปราสาทกรอฮอม ปราสาทกรอจับ ปราสาทลึงค์ ปราสาทเนียงขมา ฯลฯ

ปราสาทกรอฮอม (ปราสาทแดง) .. ก่อสร้างด้วยอิฐแดงทั้งองค์ ภายในยอดปราสาท.. ยังคงความสวยงาม และความขลังผ่านกาลเวลา

หน้าบันเป็นรูปพาลีประลองกำลังกับสุครีพ ด้านในเป็นองค์ปราสาทโล่งกว้างขนาดใหญ่ พบเพียงเศษซากเทวรูปที่มองไม่เห็นเค้าเดิม .. นักวิชาการสันนิษฐานว่า ที่นี่เป็นเทวสถานที่เคยประดิษฐานเทวรูปของพระศิวะห้าเศียร แปดกร ในท่าร่ายรำที่เรียกว่า ศิวะนาฏราช ที่น่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ปัจจุบันเหลือพียงบางส่วนให้คาดเดา เมื่อก่อนคาดว่าคงมีคนมาขโมยตัดองค์เทวรูปไป

พลัน .. จิตแว่วในมโนนึกถึง .. ขบวนเหล่าเสนาบดี นางสนม กำนัลใน ที่ตามเสด็จมาบูชาเหล่าเทพที่เทวสถานแห่งนี้ .. กลิ่นธูป ควันเทียน ลอยอ่อยอิ่งสู่หลังคาเทวสถาน พร้อมคำสวดสรรเสริญองค์เทพกระหึ่มทั่วพงไพร

ร่องรอยที่เหลือมีรู)สลักลอยตัวของวัวขนาดใหญ่มาก เชื่อว่าคงเป็นโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ

ทับหลัง ศิลปะยุคเกาะแกร์ .. นอนบนผืนดิน เหมือนเชลยศึกที่พ่ายแพ้แก่สงครามและกาลเวลา

เสา และส่วนประกอบของซุ้มประตู มีจารึกโบราณที่คงจะบอกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรือศาสนา รอให้ผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจและอ่านความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ เป็นที่น่าสนใจของผู้มาเยือน ..

ทางเดินเข้าไปที่ปราสาทกรอฮอม …ใหญ่โตมโหฬาร ความใหญ่โตของรูปสลักสะพานนาคและเสาท่อมโหฬาร ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาของความเจริญรุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้ในอดีต

นอกจากปราสาทกรอฮอมสีอิฐแดงแล้ว ยังมีเรือนหินทรายหลังคาทรงจั่ว และบรรณาลัยที่เป็นอาคารศิลาแลง 2 หลัง ตั้งรับกับเรือนหินทราย

ด้านในมีทางเดินทอดยาวไปสู่ปราสาทชั้นใน สองข้างทางเป็นซากโบราณสถานที่ชำรุดทรุดโทรม ทว่ายังไม่มีการบูรณะให้เกินจริง

นางอัปสราสมัยปัจจุบัน ที่นั่งเฝ้าปราสาท

ทางเดินรอบปราสาทที่ยังร่มครึ้มด้วยต้นไม่ใหญ่ที่ขึ้นรอบๆเทวสถานและป่าโปร่งในแถบนี้

มหาศิวะลึงค์แห่งเกาะแกร์ … นอกกำแพงออกมาจะพบกลุ่มปราสาทขนาดใหญ่หลายหลัง ตั้งเรียงรายเห็นได้ในระยะไกล และมี 4 หลังที่เป็นปราสาทลึงค์

พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ทรงนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ที่มีการบูชาพระศิวะ ที่เกาะแกร์จึงมีการสร้างปราสาทหลายหลังเพื่อประดิษฐานศิวะลึงค์ เช่นที่ปราสาทลึงค์ มีศิวะลึงค์ขนาดยักษ์ ขนาดรอบวงกว่า 3 เมตร ถือว่าเป็นศิวะลึงค์ขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในเขมร สอดคล้องกับจารึกบางหลักที่เรียกเกาะแกร์ว่า ลึงคปุระ หรือนครแห่งศิวะลึงค์

ที่ปราสาทลึงค์ .. ฐานโยนี ถูกต่อยาวออกมานอกปราสาท ในสมัยโบราณคงเป็นที่ให้น้ำที่พราหมณ์ราดรดศิวะลึงค์ไหลออกมานอกปราสาท เพื่อให้ผู้คนได้รองน้ำไปอาบกิน .. ตามความเชื่อทางศาสนา

ปราสาทเนียงเขมา .. ออกไปด้านนอกอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะพบปราสาทอิฐสีแดง-ดำ ขนาดใหญ่อยู่ริมถนนสีแดง มีจุดสังเกตคือ ผนังอิฐถูกรมจนดำสนิท

เนียงขมา แปลว่า “นางดำ” เป็นขื่อที่ชาวบ้านเรียกขานปราสาทแห่งนี้ เพราะที่ตัวปราสาทส่วนหนึ่งจะมีสีดำคล้ายถูกเผา แต่ยังไม่มีนักวิชาการมาพิสูจน์ว่าสีดำนั้นเป็นรอยไหม้ หรือดำเพราะอะไร

ที่นี่คงเป็นปราสาทของชุมชนโบราณ .. พบฐานโยนีอยู่ภายในปราสาท แต่ไม่พบศิวะลึงค์

ปราสาทชลับ .. หมู่ปราสาท 3 หลังที่มีสถาพเหมือนปราสาทโดนผ่าซีก ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

ปราสาทกระจับ .. ปราสาทที่ดูมีเค้าโครงคล้ายกับศิลปะยุคบันทายสรี ที่เป็นแบบหลังคาเตรื่องไม้มุงกระเบื้อง แต่มีการสลักเสลาน้อยกว่า

หน้าบันสลักเป็นรูปพระยายมทรงกระบือ ซึ่งเป็นเทพประจำทิศใต้

มีจารึกสันสกฤตด้วยภาษาขอมโบราณ ทั้งบนเสาหินทรายที่ตั้งอยู่บนพื้นดินและตามเสาประตู และมีซุ้มประตูที่ทรุดโทรม รอวันที่จะมีการบูรณะให้งดงามดังเช่นในอดีต

อาจารย์เจี๊ยบสนใจภาพสลักพระพุทธเจ้ายืน มีประชาชนชาย หญิง อยู่ทางด้านซ้ายและขวา … ซึ่งบอกว่าหาดูได้ยาก เพราะส่วนมากจะพบรูปสลักพระพุทธเจ้าที่อยู่ในท่านั่งเป็นส่วนมาก

Note : ขอบคุณบทความบางส่วนและรูปบางรูปจาก หนังสือ คู่มือนำเที่ยวนครวัด นครธม

บทความบางส่วนจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์จุดประกาย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 และ

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E3519836/E3519836.html

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net