วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ้ำขวัญเมือง...ตอนที่หก(จบ)


            

ถ้ำขวัญเมือง...ตอนที่หก(จบ)

 

โดย  สุจิตโต

            

                              ๏ ดามพหัสดีด้วยโซ่     คล้องขา

                   งูใหญ่ย่อมนาคา                     รัดช้าง

                   ดิ้นทุรนทุรายรา-                     คะขับ  เคี่ยวฮา

                   อามิสติดสินจ้าง                      ฉุดรั้งตามมาร.

 

                             ๏ หัสดีสีดามพ์เผือก      ยืนอยู่เชือกใต้ต้นใหญ่

                   โซ่ล่ามขาดำไร                      ยังงูใหญ่อยู่พันกาย

                             ปากอ้าง่างับช้าง           หวังกลืนร่างด้วยแรงหลาย

                   ช้างซนทุรนทุราย                    คล้ายคลับคล้ายมิยินดี

                             ชูงวงหวังจักไล่             เจ้างูใหญ่จากกายี

                   นาคาหรือจักหนี                      ยิ่งรัดแน่นเข้าแทนถอย

                             หมดแรงก็ล้มดิ้น           ลงกับดินลงยับย่อย

                   พลังเจ้ายังน้อย                      ฤๅจักสู้งูราคะ

                             อามิสฤทธิ์เป็นโซ่         ฉุดช้างโตไม่ให้ละ

                   ยิ่งดึงก็ยิ่งจะ                          ยุดรั้งเหนี่ยวเกี่ยวเอาไว้

                             ตรงตามนิมิตท่าน          ตัวฉันพานทุกสิ่งไส้

                   อกโอ้อนาถใจ                        ใจเราแท้ต้องแพ้มาร

                             ๏ ราคะเสียบแทงจิตเจ้า   หรือไร

                   ใยมิดับเสียใย                        ปล่อยเหล้า

                   มันขวางปิดทางไป                   สู่นิพ-  พานนา

                   จุ่งรักษายาเข้า                        ดับเพี้ยงพิษถอน.

 

                             ๏ ราเอ๋ยราคะ               หากไม่ละออกแล้วช่างร้ายเหลือ

                   มันจะพาไหลหลงเหมือนลงเรือ    เวียนในอ่างไม่เบื่อหรืออย่างไร

                   ใจก็ฟุ้งซ่านไปเป็นไฟเผา           ไหม้เสียจนมัวเมาไม่รู้ไส้

                   รักหนอรักความรักนี่แหละไฟ       ดับเสียใยใยปล่อยให้เผาเอย.

 

                             ๏ ร้อนราคะเร่าร้อน         เป็นไฟ

                   โหมฮึกลุกไหม้ไป                   ปวดร้าว

                   โลดแล่นบ่อยู่ใน                      ศีลนั่น

                   นึกดับให้เป็นเถ้า                     สงบทั้งใจกาย  นะเธอ.

 

                   ๏ ร้อนราคะเร่าร้อนนอนผวา      คิดถึงแต่ดวงหน้าสาวบ้านใกล้

                   ปิดไฟก็ยังเห็นเป็นไรไร           ถ้าคว้าได้จะดอมดมให้สมทรวง

                   นอนดูเดือนเด่นเป็นสาวรัก       ใจจะหักให้ได้แล้วเดือนสรวง

                   คว้าแล้วก็ไม่สมแต่ลมลวง        พุ่มพวงทรมานนักกานดา.

 

                   ๏ ราคะมันร้อนเพราะฟอนไฟ     เผาใจมันเจ็บเสียจริงหนา

                   มันไหม้เปลวไฟลุกทุกเวลา      ยังขืนช้ามันจะไหม้จนหมดตัว

                   ดับเสียให้ได้ด้วยพระธรรม       เป็นน้ำทิพย์ชุ่มฉ่ำไปทั่วทั่ว

                   ให้หมดเชื้อสิ้นไฟไม่เมามัว      สงบตัวสงบใจไม่ร้อนรน  นะเธอนะ.

                             ๏ นาคราชรัดเกี่ยวรั้ง     ราญใจ

                   ดิ้นยิ่งดิ้นมิใย                       จักดิ้น

                   แน่นยิ่งแน่นเข้าไป                 อกอ่อน  รอนรา

                   ขับฆ่าเสียให้สิ้น                    ซากด้วยอุบายธรรม.

 

                             ๏ งูใหญ่ตัวยาวยาว      มัดหนุ่มสาวสิ้นอิสระ

                   อ้าปากงับศีรษะ                    หมายจะขืนกลืนทั้งเป็น

                             ดิ้นไปยิ่งแน่นเข้า        รัดใจเราช่างลำเค็ญ

                   โดดออกก็อกเต้น                 ใครเขาเห็นกลับช่วยหาม

                             รักมันอยู่ที่ใจ             ดับให้ได้อย่าไปตาม

                   ถึงยากพยายาม                    มองให้เห็นเป็นอนิจจัง

                             ไม่แท้ไม่แน่นอน        กลับทุกข์ร้อนไม่หยุดยั้ง

                   สุขขีไม่จีรัง                         วนในวังวัฏสงสาร

                             ฆ่าขับนาคราช           ไม่บังอาจมาหักหาญ

                   สิ้นสรรพกระแสมาร               เสียด้วยแรงแห่งปัญญา

 

                             ๏ รักกันไกลสุดหล้า    ฟ้าเขียว

                   เหมือนอยู่ใกล้นิดเดียว           หนึ่งได้

                   ชังกันสิฉุนเฉียว                   ชังต่อ  กันนา

                   เคียงอยู่ก็เหมือนให้              ห่างตั้งขอบฟ้า.

 

                             ๏ รักกันตัวไกลไม่อยู่   ห่างคู่คนละขอบฟ้า

                   แต่ใจเรานั้นสัญญา                คิดถึงเหมือนว่าใกล้กัน

                   โกรธกันสิไม่มองหน้า             แค่ฝ่ามือหนึ่งเท่านั้น

                   แต่ดูเหมือนว่าไกลกัน            ฟากฟ้ามากั้นทีเดียว

                              ๏ ยี่สิบสามกรกฏนั้น    บรรพชิต

                   ยี่สิบสามตุลาทิด                   สึกแล้ว

                   สามเดือนเคลื่อนสนิท             ครบหนึ่ง  พรรษา

                   เอิบอิ่มให้ผ่องแผ้ว                 สุขแท้สุขธรรม.

 

                             ๏ ยี่สิบสามกรกฎานั้น  พระขวัญเดินเข้าวัด

                   ร่มเงาพระโพธิสัตว์               ธรรมปฏิบัติที่ศรัทธา

                             ตื่นเต้นก็ตื่นอยู่         แต่อยากรู้ก็หนักหนา

                   ฝนพร่ำฉ่ำอุรา                    ขวัญเดินฝ่าแต่เย็นใจ

                             นาคอื่นเขาวิ่งอ้าว      เข้าร่วมเงาที่ใกล้ไกล

                   ขวัญคิดผิดวิสัย                  เหตุไฉนวิ่งหนีฝน

                             ฝนเปียกแล้วเป็นไร    เปียกมากไปแล้วเป็นผล

                   ฝนเปียกละลายคน               ฤๅเจ็บจนไม่อาจเจอ

                             ฝนเปียกไม่แห้งหาย   เปียกแล้วตายหรือไงเธอ

                   ชีพนี้เราพร้อมเจอ                อดทนฝึกพระธรรมธาร

                             แล้วใยไฉนเล่า         แค่ฝนเจ้าไม่อาจทาน

                   พระธรรมลึกล้ำท่าน             จะกระทำสำเร็จหรือ

                             สำรวมกิริยา            ทั้งวางท่าอย่าลุกฮือ

                   จงก้าวพร้อมกับถือ              ตั้งสติอยู่กับตน

                             ยี่สิบสามตุลานั้น       เป็นทิดขวัญคืนอีกหน

                   สามเดือนที่ครองตน            บรรพชิตผู้ชี้ธรรม

                             อิ่มเอิบให้ผ่องแผ้ว    สุขแท้แล้วสุขธรรมล้ำ

                   ข้าพเจ้าจะจดจำ                 หลักพระธรรมนำชีวิต

                            

                             ๏ ไตรจีวรค่อยเปลื้อง    ปลดองค์  ออกเอย

                   นับแต่นาทีปลง                     เปลี่ยนผ้า

                   ใจหวิวสั่นเสียงสงฆ์                สวดหมู่  มาเฮย

                   คืนสู่เรือนขวัญข้า                  ขื่นโอ้อาลัย.

 

                             ๏ จีเอ๋ยจีวร             คอยก่อนเถิดหนาอย่าหนี

                   แต่วันนี้ต้องลาที                 ด้วยกิเลสเซ้าซี้กวนใจ

                   หวั่นหวั่นหวาดหวาดเสียงสวด  ไม่เหมือนเมื่อบวชใหม่ใหม่

                   ครั้งนั้นตื่นเต้นดีใจ                ครั้งนี้อาลัยอกเอย.

 

                             ๏ พี่ลาสิกขาบทแล้ว   นงนุช

                   ลาบวชจากพระพุทธ-            ศาสน์ไท้

                   กลับคืนสู่โลกหลุด               พ้นเพศ  บรรพชิต

                   บ่รับขวัญหรือไร้                  รักให้โรยรา.

 

                             ๏ มาแล้วพี่มาแล้ว    น้องแก้วดีใจไหม

                   หัวโล้นอย่างทิดใหม่           หน้าใสมีราศี

                             พี่หล่ออย่างคนสุก    และก็สุกมาอย่างดี

                   สุกอย่างธรรมวิธี                ใช่สุกเอามาเผากิน

                             สามเดือนที่พี่บวช   ใช้เพียงสวดและถือศีล

                   ฤๅคอยรับแต่กฐิน              ผ้าป่าสามัคคี

                             พี่บวชพี่ศึกษา        ตำรับตำราที่พระมี

                   ปฏิบัติตามวิธี                   พุทธองค์ทรงแสดง

                       หลวงพ่อท่านคอยสอน   ทุกขั้นตอนทุกแขนง

                   ส่วนเราจะพลิกแพลง         แล้วแต่ขั้นแห่งปัญญา

                             พี่สึกมาเมื่อวาน      ตาหวานไม่เห็นหน้า

                   รู้ไหมว่าพี่มา                   กานดาอย่าหลบเลย

                             มาแล้วพี่มาแล้ว      น้องแก้วอย่านิ่งเฉย

                   รับขวัญพี่อย่างเคย            นะน้องเอ๋ยน้องกานดา.

 

                                                                   .สุจิตโต.

                                                                      /2526

          

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net