วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราเป็นคนอย่างไรและจะเป็นคนข่าวที่ดีได้อย่างไร


ได้รับโจทย์จากซุปเปอร์โค้ชโครงการสานฝัน (พี่จอย สุนันทวดี) ให้เขียนบล็อกหัวข้อ “เราเป็นคนอย่างไรและจะเป็นคนข่าวที่ดีได้อย่างไร” มาตั้งเกือบเดือนแล้ว เพิ่งจะมีเวลาได้ฤกษ์เขียนซะที ช่วยอดทนอ่านเรื่องราวส่วนตั๊วส่วนตัวของผมหน่อยนะครับ......

เราเป็นคนอย่างไร ?

ผมขอเขียนเรื่องนี้โดยแบ่งเรื่องราวชีวิตเป็นสามส่วน (วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน) ซึ่งส่งผลให้ผมเป็นผมทุกวันนี้อย่างมากพอๆ กันอย่างแยกไม่ออกเลยนะครับ

Episode I – วัยเด็ก

ผมเริ่มห้าขวบแรกของชีวิตที่ต่างจังหวัดครับเพราะย้ายตามคุณพ่อซึ่งเป็นข้าราชการที่ต้องย้ายไปประจำต่างจังหวัด ก่อนมาเข้า ป.1 ที่กรุงเทพฯ ผมเลยโตที่สุพรรณฯ ประจวบฯ และกาญจนบุรีอย่างละปีสองปี

ชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่างจังหวัดเลยทำให้ติดนิสัยซน ชอบผจญภัย ชอบเที่ยว อยู่ไม่ติดที่ ชอบมีเพื่อนเยอะๆ ทำกิจกรรมเยอะๆ ห่ามๆ แผลงๆ (ใครที่ยังไม่สนิทไม่เชื่อแน่ข้อนี้เพราะหน้าไม่ให้) ชอบแกล้งชาวบ้าน ชอบธรรมชาติ ชอบภูเขามากๆ (สงสัยเพราะอยู่กาญจน์) แต่ก็ชอบทะเลมากไม่แพ้กัน (เพราะประจวบแน่เลย)

การอยู่ต่างจังหวัดมาทำให้ผมได้รับอิทธิพลที่เข้าใจว่า (ไม่กล้าสรุปเองว่าใช่) กลายเป็นนิสัยด้านดีมาจนโต คือ การให้เกียรติคน รู้จักเกรงใจ (จนบางทีมากไป) ติดดิน ไม่ติดวัตถุนิยม ไม่เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมหรือการเอารัดเอาเปรียบใดๆ (ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมเกลียดนักการเมืองกลุ่มไหนบ้าง ฮิ ฮิ) ต่อต้านความไม่จริงใจ ชอบครอบครัวใหญ่หรือการมีเพื่อนฝูงเยอะๆ แต่ก็รักอิสระ นึกออกแค่นี้ล่ะครับ มาต่อกันที่วัยรุ่นดีกว่า

Episode II – วัยรุ่น

ผมไม่ค่อยมีปัญหาในการปรับตัวจากเด็กต่างจังหวัดมาเป็นเด็กเทพนะครับ (ยกเว้นว่าตอนแรกพูดเหน่อมาก) แต่มีปัญหาที่สุดเรื่องการเรียนครับ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพราะต้องยอมรับว่ามาตรฐานของโรงเรียนต่างจังหวัดกับในกรุงเทพฯสมัยนั้นต่างกันมาก (แล้วย้ายมาเข้าอัสสัมชัญซะด้วย...หักอารมณ์ได้อีก) ทำให้ตอนแรกชีวิตการเรียนผมเกิดอุปสรรคอย่างมากเพราะต้องเรียนพิเศษอย่างหนัก กว่าจะตามเพื่อนทันก็เรียนกันข้ามปีเลยครับ แต่นี่ก็เป็นบทเรียนที่สอนให้ผมกลายเป็นเด็กที่รักเรียนพอสมควรและทำให้รู้ว่าการจะได้มาหรือประสบความสำเร็จกับอะไรซักอย่างต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน

ต่อมาผมเข้าเรียนมัธยมที่สาธิต ปทุมวัน (ไฮโซซะ) ก็อีกแบบเลยครับ ผมกลายเป็นคุณหนู (ทั้งๆ ที่จริงๆ แบ๊คกราวน์ครอบครัวไม่ใช่เลย) เพราะที่บ้านมารับมาส่งตลอด นอกเวลาเรียนไม่เคยไปไหนเลยเพราะเรียนพิเศษตลอดเวลาทั้งวันธรรมดาตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์ แต่ยังทำกิจกรรมตลอดนะครับ เป็นสต๊าฟเชียร์ สต๊าฟลีด พี่เลี้ยงค่ายวิทยาศาสตร์ ชมรมนาฏศิลป์ (อายนะเนี่ยข้อนี้ เพราะเพื่อนบางคนคบกันมาเป็นสิบปีมันไม่เคยรู้เลย)

ถึงชีวิตช่วงนี้สีสันไม่มากเท่าไรแต่ก็มีข้อดีคือ ทำให้เริ่มแบ่งเวลาเป็น (เรียน+กิจกรรม) และที่สำคัญรู้หน้าที่ของตัวเอง อีกอย่างการเรียนโรงเรียนไฮโซเนี่ยถึงแม้มันจะคุณหนูไปนิด (เพื่อนในกลุ่มทำท่าตกใจตอนผมชวนขึ้นรถเมล์ไป World Trade Center (ที่ตอนนี้เป็น Central World) ซึ่งห่างจากโรงเรียนสองป้ายแต่มันจะนั่งแท๊กซี่) แต่ก็ดีมากที่ว่าสิ่งแวดล้อมมันดีครับ เรื่องเที่ยวสำมะเลเทเมา ยาเสพติด ยกพวกตีกัน ทำตัวเป็นแก๊งแว๊นก๊อยบ้าบออะไรเหมือนเด็กสมัยนี้ (บางกลุ่ม) หรือกระทั่งมั่วอย่างว่านี่อยู่ไกลตัวผมมากเลยครับ ผ้าขาวโคตรๆ เลยตอนนั้น

พอช่วงมหาวิทยาลัย (ยังวัยรุ่นอยู่ครับเพราะตอนนั้นมีสอบเทียบ ผมเลยเข้าเรียน ม.เกษตรฯ ตั้งแต่อายุ 16) นี่ลืมภาพตอนมัธยมไปเลยนะครับ ผ้าไม่ค่อยขาวแล้ว คือด้วยความที่ตอนมัธยมอยู่ในกรอบทุกอย่าง พอมาเจอสีสันเมามันแบบ ม.เกษตรฯ เลยซ่าส์ซะ ผมเริ่มกลับบ้านไม่เป็นเวลา โดดเรียน เที่ยวกลางคืน กินเหล้า บุหรี่ (มากสุดมีลองกัญชาด้วยแต่ไม่ได้ติดหรือเล่นต่อเนื่องหรอกครับ) เขม่นกับรุ่นพี่คณะอื่นบ้าง (รุ่นเดียวกันไม่เอาครับ คณะเดียวกันก็ไม่ เขม่นทั้งทีต้องแบบนี้) แต่ก็ยังทำกิจกรรมนะครับ เยอะ (จนบางทีมากเกินไป) ด้วย

ชีวิตนิสิต ม.เกษตรฯ เป็นช่วงชีวิตวัยเรียนที่ผมชอบมากที่สุดเลยครับเพราะมันทำให้ผมกลับมาเป็นคนติดดิน (เกษตรฯไม่มีดาวมีแต่ดิน..เคยได้ยินไหมครับ) รักอุดมการณ์และรู้จักมีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง รักสังคม รักประเทศชาติ (ประชาชนคือเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์คือภาษีของประชาชน...ยังฝังหัวอยู่ครับ) และที่สำคัญมากๆ รู้จักเสียสละต่อส่วนรวม การทำงานเป็นรองนายกสโมสรนิสิตของคณะและการได้ออกค่ายอาสาทุกปีตอนเรียนสอนผมมหาศาล (ไว้จะมาเล่าให้ฟังตอนเขียนบล็อคเรื่องค่ายกระป๋องในความทรงจำนะครับ แน่ะ...อยากรู้ล่ะสิว่าทำไมต้องค่ายกระป๋อง ต้องติดตามนะครับ อิ อิ) เกษตรฯ ทำให้ผมได้คบเพื่อนรวมทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่มาจากต่างจังหวัดมากกว่าคนกรุงเทพฯ (หรือเป็นคนกรุงเทพฯก็เป็นคนกรุงที่มีนิสัยต่างจังหวัดคล้ายๆ ผม) ได้โบกรถไปเที่ยว (โบกจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ เที่ยวแล้วโบกกลับมากรุงเทพฯ) ได้เที่ยวดอยนู้น ภูนี้ เขานั้น เกาะโน้นแบบแบกเป้เซอร์ๆ (ซึ่งไม่เหมือนเด็กมหาลัยไฮโซบางกลุ่มที่เที่ยวพัทยาและนอนคอนโดหรูๆ ราคาหลายๆ ล้านของที่บ้าน) ผมพอใจที่ได้ใช้ชีวิตปิดเทอมนอนดูดาวข้างกองไฟบนดอยมากกว่าการนอนมองโคมไฟระย้า (แชนเดอร์เลียร์) ราคาเป็นล้านในคอนโดสุดหรูหรือการไปเที่ยวต่างประเทศมากมายนัก

การมาอยู่ที่เกษตรฯ ทำให้ตอกย้ำนิสัยความเป็นเด็กต่างจังหวัดแบบที่ผมเขียนใน Episode I ในตัวผมให้ลึกขึ้นไปอีก ดีจังครับ ขอบคุณเกษตรศาสตร์ครับ ทุกวันนี้ผมยังขนลุกและน้ำตาคลอ (จริงๆ ไม่ได้เวอร์) ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงพระราชนิพนธ์เกษตรศาสตร์ (เพลงประจำมหาวิทยาลัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้) ยกมือไหว้และรู้สึกหัวใจพองทุกครั้งที่ขับรถผ่านประตูมหาวิทยาลัยย่านบางเขน เคยพูดกับเพื่อนสนิทครับว่าชีวิตนี้นอกจากภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกพ่อลูกแม่และเกิดเป็นคนไทยใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวงแล้วก็มีอีกอย่างคือ....ภูมิใจที่ได้เป็นลูกเกษตรฯนี่ล่ะครับ

Episode III – วัยทำงาน

ผมเริ่มชีวิตการทำงานในสายอุตสาหกรรมและก็เปลี่ยนงานมาหลากหลายพอประมาณจนมาถึงงานปัจจุบัน (ผมทำอะไร....กลับไปอ่านได้ในบล๊อคแรกที่ผมเปิดบ้านนะครับ) ซึ่งการที่ทำงานมาหลากหลายพอสมควร อยู่ในสังคมการทำงานที่หลากหลายรวมทั้งทำงานกับคนหลายประเภทหลายลักษณะนิสัยสอนเรามากที่สุดเรื่องการปรับตัวครับ (สมรรถภาพในการปรับตัวคือความสำเร็จในชีวิต...คติพจน์สาธิต ปทุมวัน) ล้มบ้างลุกบ้าง ลองผิดลองถูกบ้างกับการทำงาน สนุกดีครับ

ผมยังคงมีนิสัยรักอิสระชอบผจญภัยเหมือนเดิมเลยทำให้ผมกล้าทดลองงานใหม่ๆ (แต่ก็ไม่ใช่คนเปลี่ยนงานบ่อยหรือพวกจ๊อบฮ๊อปเปอร์หรอกครับ เคยทำงานที่เดียว 7-8 ปีไม่เรียกว่าบ่อยหรอกเนอะครับ) และเมื่อผมทำงานมาได้ 3 ปีผมก็เข้าเรียนต่อ ป.โทที่ธรรมศาสตร์ (สาขาอะไร...อ่านในบล็อกเก่านะ อีกแล้ววววว) โดยยังทำงานประจำไปด้วยตามปกติ นั่นเป็นช่วงที่สอนอะไรให้ผมมากๆ อีกช่วงหนึ่ง ชีวิตเหนื่อยบ้าเลือดช่วงนั้นสอนให้ผมต้องรับผิดชอบ แบ่งเวลา (แบ่งจนไม่เหลือก็ยังต้องแถกันไปต่อ) และดูแลตัวเอง (ทั้งตัวทั้งใจ) ตลอด ช่วงนั้นงานก็ไม่เป็นใจครับ ผมต้องเดินทางต่างประเทศเดือนเว้นเดือน (ตอนนั้นทำงานด้านขายต่างประเทศ) เล่นเอาเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องวิ่งไปให้หมอฉีดสเตียรอยด์แล้วเช้าอีกวันจับเครื่องบินไปสุราบายา (อินโดนีเซีย) ติดต่อธุรกิจวันเดียวแล้วค้างหนึ่งคืนอีกวันกลับมาสอบ โอ้วววว สุดยอด (ไม่ได้เสียวครับแต่เหนื่อย)

การเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ นี่ดีกับผมมากเลยครับ ทำให้ผมกลายเป็นคนรักการเรียนรู้ ช่างสังเกต ชอบพบปะผู้คน ชอบการสื่อสารและปลดปล่อยความรักอิสระในทางที่ถูกต้อง จนปัจจุบันถ้าผมเข้าใจไม่ผิดทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ผมเป็นคนทำงานที่ใช้เหตุผล รับฟังคนอื่น อดทน ให้เกียรติทุกคน (ไม่ได้ตอแหลแต่ผมไม่เคยรู้สึกอายเลยเวลายกมือไหว้พี่แม่บ้าน น้ายามหรือลูกค้าที่มีอายุน้อยกว่า) ผมไม่ใช่คนขยันสุดโต่งแต่ก็อึดไม่แพ้ใคร งานเอเจนซี่โฆษณาเป็นงานที่ทำให้ต้องอยู่ตีสามตี่สี่หรือบางทีเจ็ดโมงเช้า (โดยต้องไปพรีเซนท์งานต่อเลยตอนเช้า) บ้าง (แต่ที่นี่เรียกว่าบ่อย) ผมไม่เคยรู้สึกว่าเป็นปัญหาครับ น้องที่ออฟฟิศหลายคนเคยถามว่าทนได้ไง ผมบอกว่าได้เพราะไม่เคยรู้สึกว่าต้องทน ผมทำโดยอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่ามันคือการเรียนรู้ ไม่เห็นมีใครทำงานมากๆ ทำงานหนักๆ แล้วโง่ลงซักคนเลยนี่ครับ ยิ่งเรายังมีประสบการณ์ด้านนี้น้อยยิ่งต้องทำให้เยอะใช่ไหมครับ

ผมดีใจนะครับที่ไฟในการอยากเรียนรู้ของผมยังอยู่ มันทำให้ผมมีความอดทนในแบบที่ไม่ต้องรู้สีกว่าต้องทนเพราะเราก็จะเลือกทำสิ่งต่างๆด้วยใจ และการที่ได้ทำอะไรมาเยอะพอสมควรก็ทำให้เรามีเซ้นส์พอที่จะวิเคราะห์ตัวเองเป็นว่าเราเหมาะกับอะไรและควรจะทำอะไร

เราจะเป็นคนข่าวที่ดีได้อย่างไร ?

ผมไม่มีประสบการณ์งานข่าวหรือใกล้เคียง ไม่มีประสบการณ์ทีวีด้วย แต่ผมคิดว่าตัวตนของผมที่กล่าวมาทั้งหมดในแง่การรู้จักตัวเอง เข้าใจคนอื่น ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอื่น มีอุดมการณ์ ไม่ชอบการเอาเปรียบหรือถูกเอาเปรียบ ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม ใส่ใจสังคม รักและหวงแหนประเทศชาติจะทำให้ผมเป็นคนข่าวที่มีจิตวิญญาณที่ดีและแข็งแรงได้ ในด้านทักษะหรือประสบการณ์ผมคิดว่าความเป็นนักการตลาดที่รู้จักวิเคราะห์ผู้รับสารที่เราสื่อสารด้วย รู้จัก design การนำเสนอให้เข้าใจง่ายแต่น่าสนใจ ที่สำคัญสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ การจดจำและความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดกับกับผู้บริโภค (ในที่นี้คือบริโภคข่าว) นั่นคือคนข่าวในแบบของผมครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะครับ ยาวไปหน่อยแต่เรื่องแบบนี้ผมว่าเขียนสั้นๆ ไม่ได้อรรถรสครับ แล้วคุณเป็นคนอย่างไร เล่าให้ฟังบ้างนะครับ

ปรัสถา สิโรรส (ป้อง)

23-05-51

โดย newswanderer

 

กลับไปที่ www.oknation.net