วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระบบบเสริมคุณความดี..ดีกว่าคานอำนาจชั่ว


 

ระบบบเสริมคุณความดี..ดีกว่าคานอำนาจชั่ว

 

(บทความนี้เขียนไว้แต่เมื่อพศ. ๒๕๔๘ ช่วงนี้ลมดี เลยเอามาปัดฝุ่นปรับสำนวนเล็กน้อย แล้วเอาขึ้นกินลมดูอีกที)

 

 

ที่ผ่านมาคนไทยเราถูกจำกัดกรอบการคิดเพียงแค่ว่าต้องมีพรรคการเมืองแบบตะวันตกจึงจะเป็นปชต.ได้  ยิ่งมีน้อยแบบ สรอ. เท่าไรก็ยิ่งดี (สองพรรค) คิดได้แต่เพียงว่าจะถ่วงดุลอำนาจกัน เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างก็เลวด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องถ่วงดุลกันเพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด แต่ ปชต.แบบภูมิปัญญาไทยระบบนี้คิดตรงข้ามว่าผู้แทนแต่ละคนมา”เสริมความดี” ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ “ถ่วงดุลความชั่ว” แบบปชต. ฝรั่ง แนวคิดปชต.ฝรั่งนั้นสอดคล้องกับความเชื่อในหลักศาสนาของพวกเขาที่ว่ามนุษย์ทุกคนมี “บาปดั้งเดิม” (original sin) ระบบปชต.ของเขาจึงสะท้อนความเชื่อนี้ด้วยการสร้างระบบแบบถ่วงดุลบาป แต่ไทยเราเชื่อตามหลักศาสนาของเราว่ามนุษย์ทุกคนมีบุญญาบารมีและความบริสุทธิ์แห่งตนเท่าเทียมกันหมดมาแต่ดั้งเดิม (original saint?) หรืออีกนัยหนึ่งมีความเป็นพุทธะ ความประภัสสร (เจิดจ้า) ฝังอยู่ในแก่นชีวิตของทุกคนอยู่แล้ว เราจึงควรสร้างระบอบปชต. ที่เสริมความดีกัน มากกว่าการคานความเลวแบบฝรั่ง น่าจะทำให้ระบบของเราไปได้โรจน์เร็วกว่าเอาระบบฝรั่งมาใช้

  1. ห้ามนักการเมือง (ผู้แทนราษฎร)  สังกัดพรรคการเมือง เหตุผลคือ มองไม่เห็นประโยชน์พรรคการเมืองนอกจากเป็นแกงค์อันธพาลทางความคิดที่จะหาทางใช้เสียงข้างมากของตนให้เป็นประโยชน์ต่อพรรคพวกตนให้มากที่สุด (เสริมความชั่ว) ซึ่งบ่อยครั้งขัดต่อประโยชน์สังคมชาติ สรุปคือผู้แทนต้องเป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่ใช่ผู้แทนพรรคการเมือง ปชช. จะไม่ถูกจำกัดตัวเลือกโดยพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคอีกต่อไป (ตัดตอนระบบ”เสนียดไปจัญไรมา”)

  2. ให้มีรัฐสภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร(มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน)  และสภาผู้ชำนาญการประเทศไทยจำนวนเท่ากับสส.  สมาชิกสภานี้ให้มาจากการกำหนดโดยกฎหมาย (ไม่ต้องสรรหา) จำนวน 50 คน เช่น ประธานสมาคมอาชีพต่างๆ ปลัดกระทรวงเกษียณอายุที่อายุไม่เกิน 65  และมาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 26 คน ที่ต้องสรรหา (โดยคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนดเช่น คณะปลัดกระทรวงรวมกับผู้พิพากษาศาลฏีกาและอธิการบดีม.ของรัฐจำนวน 24 แห่ง) จะเป็นสภาที่กะทัดรัด แต่มีความหลากหลาย และมีพลังสูง จังหวัดใหญ่เล็กมีผู้แทนเท่ากัน เพื่อความกะทัดรัด อย่ามองเพียงเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพด้วย จังหวัดใหญ่ย่อมมีตัวเลือกมากกว่าก็ย่อมได้คุณภาพมากว่า อีกทั้งยังจะได้ผู้แทนโดยอ้อมมากกว่าจากผู้ชำนาญและผู้ทรงคุณวุฒิอยู่แล้ว

  3. ให้กลุ่มผู้ผู้ทรงคุณวุฒิในสภาแห่งชาติสรรหาคนเก่งคนดีขึ้นมา 3 คน เพื่อคัดสรรให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จากนั้นแถลงวิสัยทัศน์แล้วให้สภาผู้แทนลงคะแนนเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายกฯเสนอชื่อ ครม. ให้สภาฯรับรองเป็นรายบุคคล ถ้าไม่รับรองบุคคลใดก็ให้เสนอชื่อบุคคลใหม่ วิธีการนี้จะทำให้ได้คนเก่งคนดีเป็นนายกฯและรมต.กระทรวง โดยยังคงเป็นปชต. เต็มรูป (ปชช. มีส่วนร่วมในการคัดสรร) รวมทั้งสามารถตัดตอนการซื้อเสียง การฮั้ว การถอนทุน และการประชานิยม ลงได้อย่างสิ้นซาก

  4. ยกเลิกระบบคณะกรรมาธิการในรัฐสภา (ซึ่งเราลอกแบบตะวันตกมา) แต่ให้โยกไปเป็นสภากระทรวงหรือสภาสำนักงานต่างๆ (เช่นสำนักงบประมาณ) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกระทรวงและยกร่างกฎหมายพร้อมกันไป วิธีนี้จะทำให้ได้นกหลายตัวด้วยกระสุนนัดเดียว เช่น การเชื่อมโยงฝ่ายนิติบัญญัติเข้ากับฝ่ายบริหารซึ่งจะทำให้การร่างกฎหมายมีประสิทธิภาพขึ้นมาก และยังกำกับดูแลการบริหารกระทรวงอีกด้วย เหมือนดังที่สภาแห่งชาติกำกับดูแลรัฐบาลในภาพรวม

  5. คณะรัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศให้เป็นไปตามแผนและนโยบายของสภาแห่งชาติเท่านั้น ห้ามสร้างนโยบายใหม่ ยกเว้นนำเสนอและได้รับอนุมัติจากสภา วิธีนี้จะทำให้การบริหารประเทศมีความรอบคอบ ไม่ขึ้นลง ลุ่มดอน ตามแต่ความนึกคิดของผู้บริหารประเทศ วิธีนี้เหมือนกับการบริหารบริษัท ที่ผู้จัดการใหญ่หรือซีอีโอต้องบริหารตามนโยบายของกก.บริหาร (บอร์ด) เท่านั้น ที่ผ่านมาเราได้กำหนดแผนพัฒนาชาติเสียดิบดี แต่รัฐบาลกลับไม่นำไปปฏิบัติ เช่น แผน9 กำหนดให้ใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง แต่รัฐบาลทักษิณกลับทำตรงข้าม จากนี้ไปสภาพัฒน์ฯ ต้องเป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อสภาแห่งชาติ แผนพัฒนาชาติต้องได้รับการรับรองจากสภาแห่งชาติด้วย

 

วิธีนี้เป็นระบบเสริมความดีงามกัน เพราะไม่มีพรรค(พวก)ให้มาแบ่งฝ่ายแบ่งพวก (และแบ่งเค้ก) เพื่อทะเลาะต่อรองผลประโยชน์ แต่เป็นระบบที่เสริมความฉลาดมวลรวมสะสมของชาติ (GWP = Gross Wisdom Product) ให้มาช่วยดูแลประเทศชาติให้รุ่งเรืองก้าวหน้า

เงื่อนไขทางสังคมของเราต่างจากฝรั่ง จะใช้ระบบฝรั่งไม่ได้ ถ้ายังเห่อระบบฝรั่งอยู่อย่างนี้รับรองได้ว่าการเมืองไทยจะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว มันอาจจะเลวร้ายกระทั่งนำสังคมไทยสู่ความหายนะได้ ดังที่เราได้เห็นอัตราการเดินสู่หายนะได้เกิดอย่างรวดเร็วมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ (แต่หลายคนก็ยังพร่ามัวหาว่าหายนะคือดอกบัวไปก็มี)

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net