วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระธรรม หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ม.๕


 

พระธรรม

 

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

 

พระรัตนตรัย

ความหมายของพระธรรม

                พระธรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ) ความหมายของพระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วยคำสั่งสอน 2 ส่วน คือ

          หลักความจริง (สัจธรรม) เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เช่น การรักษาศีล 5 , อิทธิบาท 4 และพรหมวิหาร 4 เป็นต้น

คุณค่าแห่งธรรมะ

          หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีคุณค่าต่อมนุษย์ ดังปรากฏในบทสวดสรรเสริญธรรมคุณ 6 ประการ ดังนี้

          1.  เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

          2.  ผู้ปฏิบัติจะเห็นผลได้ด้วยตนเอง

          3. เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (อกาลิโก) ไม้ล้าสมัย

          4. เชิญชวนให้มาพิสูจน์ตรวจสอบได้

          5.  บุคคลควรน้อมรับนำมาปฏิบัติ

          6. วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน เมื่อลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจึงจะเข้าใจและรู้ผลที่ได้รับ

อริยสัจ 4

          1.   ทุกข์  ธรรมที่ควรรู้  ได้แก่  โลกธรรม 8 และขันธ์ 5

          2.   สมุทัย ธรรมที่ควรละ  ได้แก่  กรรมนิยาม , กรรม 12 และมิจฉาวณิชชา 5

          3.   นิโรธ  ธรรมที่ควรบรรลุ  ได้แก่  วิมุตติ 5

          4.  มรรค  ธรรมที่ควรเจริญ  ได้แก่ ปาปณิกธรรม 3 ,ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4,โภคอาทิยะ 5,อริยวัฑฒิ 5 , อปริหานิยธรรม 7 และมงคล 38 (ศึกษาเฉพาะเรื่อง จิตไม่เศร้าโศก จิตไม่มัวหมอง และจิตเกษม)

อริยสัจ 4

ความหมายของอริยสัจ 4

          อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาชีวิตของชาวพุทธ มีดังนี้

          1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความโศกเศร้าเสียใจ (สภาวะที่ต้องกำหนดรู้)

          2.  สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ส่วนใหญ่เกิดจากตัณหา (สภาวะที่ต้องละเว้น)

          3.  นิโรธ คือความทุกข์ สภาวะที่ทุกข์หมดสิ้น  (สภาวะที่ต้องบรรลุ)

          4.  ข้อปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์ดับ เรียกว่า มรรคมีองค์ 8 (สภาวะที่ต้องเจริญหรือทำให้มี)

ทุกข์ : ธรรมที่ควรรู้ มีดังนี้

โลกธรรม 8

          ความหมาย โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องธรรมดาของโลกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หรือสิ่งที่ครอบงำมนุษย์ 8 ประการ

สาระสำคัญของโลกธรรม 8 สรุปดังนี้

          โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ (มนุษย์พอใจ)              

          1. ได้ลาภ                

          2. ได้ยศ

          3. มีสรรเสริญ           

          4. มีสุข 

          โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ (มนุษย์พอใจ)

          1. เสื่อมลาภ             

          2. เสื่อมยศ

                3. มีนินทา                

          4. มีทุกข์

สมุทัย  :  ธรรมที่ควรละ มีดังนี้

กรรมนิกาย

                กรรมนิกาย คือ กฎแห่งการกระทำของมนุษย์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กฎแห่งกรรม”ซึ่งชาวพุทธมักสรุปหลักคำสอนเรื่องนี้ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว”

กรรม 12

          กรรม 12 คือ กรรมที่จำแนกตามผลที่ได้รับ มี 12 ประเภท ดังนี้

          1. กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา 4 กรรม ได้แก่ กรรมที่ให้ผลในชาตินี้ กรรมที่ให้ผลชาติหน้า กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป และกรรมที่เลิกผล (อโหสิกรรม)

2. กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ 4 กรรม ได้แก่ กรรมที่ชักนำให้เกิด กรรมสนับสนุน กรรมตัดรอน  และกรรมบีบคั้น

          3.  กรรมที่ให้ผลตามลำดับความแรง 4 กรรม ได้แก่ กรรมหนัก กรรมที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชินกรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย และกรรมสักแต่ว่าทำ (ไม่มีเจตนา)

 

 

 

มิจฉาวณิชชา 5

          มิจฉาวณิชชา 5 หมายถึง การค้าขายที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม 5 อย่างที่ชาวพุทธต้องละเว้นหรือไม่ควรทำ ได้แก่ การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ การค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร การค้าของมึนเมา และการค้ายาพิษ (สิ่งเสพย์ติด)

นิโรธ  : ธรรมที่ควรบรรลุ มีดังนี้

วิมุตติ 5

          วิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ไม่มีความทุกข์ ภาวะที่ไร้กิเลส หรือภาวะที่ทุกข์ดับ (ความหมายเดียวกับคำว่า นิโรธ ) มี 5 ประการ  (เรียกย่อ ๆ ว่า สมถะ วิปัสสนา มรรค ผล และนิพพาน ตามลำดับ

          1.  หลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส เป็นการระงับกิเลสด้วยการเจริญสมาธิ (สมถะ)

          2.  หลุดพ้นด้วยธรรมที่ตรงกันข้าม เช่น หลุดพ้นจากความโกรธด้วยการให้อภัย หลุดพ้นจากความตระหนี่และความโลภด้วยการให้ทาน และหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวด้วยการเสียสละ (วิปัสสนา)

          3.  หลุดพ้นอย่างเด็ดขาด คือ การทำลายกิเลสที่มีอยู่ให้หมดไปด้วยญาณขั้นสูงสุด (มรรค)

          4.  หลุดพ้นอย่างสงบราบคาบ คือ หลุดพ้นเป็นอิสระเพราะกำจัดกิเลสที่ครอบงำได้อย่างราบคาบ (ผล)

          5.  หลุดพ้นจนเกิดภาวะปลอดโปร่ง คือ การเข้าสู่ภาวะนิพพาน

 

มรรค  :  ธรรมที่ควรเจริญ มีดังนี้

ปาปณิกธรรม 3

          ปาปณิกธรรม หมายถึง คุณสมบัติของพ่อค้าแม่ค้าที่ดี หรือหลักการค้าขายให้ประสบผลสำเร็จ มี 3 ประการ ดังนี้

          1. ตาดี (จักขุมา) คือ รู้ลักษณะของสินค้าที่ดีมีคุณภาพ รู้ต้นทุน กำหนดราคาขายและคำนวณผลกำไรได้ถูกต้อง

          2. ชำนาญธุรกิจ (วิธูโร) คือ รู้จักแหล่งซื้อขายสินค้า รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด และรู้ถึงรสนิยมความชอบและความต้องการของผู้บริโภค

          3. มีเงินทุน (นิสสยสัมปันโน) คือ รู้จักแหล่งกู้เงินมาลงทุนเพื่อมีเงินทุนหมุนเวียน และได้รับความไว้วางใจจากนายทุนเงินกู้

อปริหานิยธรรม 7

          อปริหานิยธรรม แปลว่า ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ธรรมที่ทำให้เกิดความเจริญทั้งส่วนตนและส่วนรวม หรือหลักปฏิบัติที่นำความสุขความเจริญมาสู่หมู่คณะ เป็นหลักธรรมที่เน้นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ความสามัคคีของหมู่คณะ และการเคารพนับถือซึ่งกันและกัน สรุปได้ดังนี้

          1.  หมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์

          2. พร้อมเพรียงในการประชุม มาประชุม เลิกประชุม และทำภารกิจอื่น ๆ ให้พร้อมกัน

          3.  ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ ๆ ตามอำเภอใจ โดยผิดหลักการเดิมที่หมู่คณะวางไว้

          4.  เคารพนับถือผู้มีอาวุโส และรับฟังคำแนะนำจากท่าน

          5.  ไม่ข่มเหงหรือล่วงเกินสตรี

          6.  เคารพสักการะปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และรูปเคารพต่าง ๆ

          7. ให้ความคุ้มครองพระสงฆ์ผู้ทรงศีลและนักบวชอื่น ๆ ให้อยู่ในชุมชนอย่างปลอดภัย

โภคอาทิยะ 5

          โภคอาทิยะ (หรือโภคาทิยะ) หมายถึง หลักธรรมที่สอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้หรือแนวทางในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ (ทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค)มี 5 ประการ ดังนี้

          1.  ใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูตนเอง บิดามารดา และครอบครัว ให้อยู่ดีมีสุข

          2.  ใช้จ่ายเพื่อบำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงานเป็นครั้งคราว

          3.  ใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเก็บออมไว้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย

          4. ใช้จ่ายเพื่อทำพลี 5 อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ,ต้อนรับแขก,บำรุงราชการ (เสียภาษี), บำรุงเทวดา (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีของสังคม) และทำนุบำรุงให้บุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว

          5. ใช้จ่ายเพื่ออุปถัมภ์บำรุงนักบวช พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล และกิจการพระศาสนา

อริยวัฑฒิ 5

          อริยวัฑฒิ หมายถึง หลักปฏิบัติที่นำไปสู่ความเจริญงอกงาม หรือความเป็นอารยชน 

          หรือความเป็นคนดีในอุดมคติ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้

          1.  ศรัทธา (งอกงามด้วยศรัทธา) หมายถึง มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อด้วยปัญญาและเหตุผล เช่น เชื่อว่าบุญบาปมีจริง เชื่อในผลของกรรม และเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

          2.  ศีล (งอกงามด้วยศีล) หมายถึง รักษากายและวาจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ ในทางปฏิบัติคือการรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ของชาวพุทธทั่วไป

          3. สุตะ (งอกงามด้วยสุตะ)  หมายถึงความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษาหาความรู้ด้วยการฟังซึ่งรวมถึงการอ่านหนังสือและใช้สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการแสดงหาความรู้อีกด้วย

          4. จาคะ (งอกงามด้วยจาคะ) หมายถึง รู้จักเสียสละ แบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อื่น

          5.  ปัญญา (งอกงามด้วยปัญญา) หมายถึง มีความรู้อย่างกว้างขวาง รู้ชัดเจน และรู้จริง เป็นความรู้ทั้งในวิชาชีพ วิชาสามัญ หรือรู้เท่าทันโลก

ทิฏฐธัมิกัตถประโยชน์

          ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักปฏิบัติที่จะอำนวยประโยชน์สุขแก่บุคคลมี 4 ประการ คือ

          1. ความขยันหมั่นเพียร (อุฏฐานสัมปทา) มีความขยันหมั่นเพียรในกิจการงาน

          2.  การเก็บรักษา (อารักขาสัมปทา) หรือประหยัด ใช้จ่ายพอดี รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้

          3.  การคบคนดีเป็นมิตร (กัลยาณมิตร)รู้จักเลือกคบคนดี คนมีคุณธรรม และมีความรู้

          4.  การดำรงชีพที่เหมาะสมพอดีหรือตามกำลังทรัพย์ ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินฐานะของตน

 

 

 

มงคล 38 ประการ

          มงคล 38 ประการ เป็นหลักธรรมที่นำไปสู่ความเจริญ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะ 3 มงคล ดังนี้

จิตไม่เศร้าโศก (มงคลที่ 36)

          1.  วิธีระงับจิตไม่ให้เศร้าโศก คือ เจริญสมาธิเพื่อระงับอารมณ์เศร้าโศก และพิจารณาชีวิตของ มนุษย์ว่าต้องเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

          2.  ประโยชน์ของการมีจิตไม่เศร้าโศก คือ ชีวิตมีความสุขสงบ หน้าตาแจ่มใส สุขภาพจิตดี และมีความเจริญก้าวหน้าในการเรียนหรือการงาน

จิตไม่มัวหมอง (มงคลที่ 37)

          1.  จิตไม่มัวหมอง คือ สภาพจิตที่ใสสะอาดปราศจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว

          2.  สาเหตุที่ทำให้จิตมัวหมอง คือ ราคะ (กำหนัด อยากได้) ,โทสะ (ความโกรธ) และโมหะ (ความหลง)

          3.  วิธีทำให้จิตไม่มัวหมอง ได้แก่

                   - ควบคุมตนเอง ทั้งกาย วาจา และใจ ให้มีความอดทน และอดกลั้น

                   -  มีสติไตร่ตรอง ใช้ปัญญาหาสาเหตุ และแก้ไขด้วยปัญญา

                   - ปรึกษาขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อลดภาวะจิตมัวหมองให้น้อยลง

          4.  ผลจากสภาพจิตไม่มัวหมอง คือ มีอารมณ์สดชื่นเบิกบานแจ่มใส ชีวิตมีความสุขสงบ ไม่เร่าร้อน และหลุดพ้นจากความทุกข์

จิตเกษม (มงคลที่ 38)

       จิตเกษม คือ จิตที่ปราศจากโยคะ สภาพจิตที่สุขสบาย ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ ห่างไกลจากกิเลส เป็นจิตของพระอรหันต์โดยแท้ และเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

       วิธีสร้างจิตเกษม คือ ตัดโยคะออกไปให้หมดสิ้น โยคะ คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในห้วงความทุกข์ไม่จบไม่สิ้น เช่น

- กามโยคะ ความยินดีในกามคุณทั้ง 5 จากรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

- อวิชชาโยคะ  ความไม่รู้ ความเข้าใจ และไม่นำปฏิบัติในหลักธรรมอริยสัจ 4

        ประโยชน์ของการมีจิตเกษม ทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์และมีสุขอย่างแท้จริง

 

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

          การบริหารจิตและเจริญปัญญา หมายถึง การฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจนเกิดสมาธิ เมื่อจิตเกิดสมาธิแล้วก็เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดการพัฒนาปัญญาได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการบริหารจิตกับการพัฒนาปัญญาจึงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน โดยการบริหารจิตเป็นพื้นฐานในการพัฒนาปัญญา

          การบริหารจิตและเจริญปัญญาในทางพระพุทธศาสนามีได้หลายแนวทาง ในที่นี้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติที่นิยมมาก และการเจริญปัญญาพัฒนาการเรียนรู้ด้วยวิธีคิดแยกแยะส่วนประกอบและวิธีคิดแบบวิภัชวาทตามหลักโยนิโสมนสิการ

1. สติปัฏฐาน

    สติปัฏฐาน หมายถึง ฐานหรือที่ตั้งของสติทำให้เกิดสมา๔ธิซึ่งเป็นอุบายในการบริหารจิตจำแนกตามฐานได้เป็น 4  ฐาน ได้แก่

          ฐานที่ 1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงเป็นอารมณ์

          ฐานที่ 2 เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ (ความรู้สึกสุข ทุกข์ เป็นต้น)

          ฐานที่ 3 จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาจิตเป็นอารมณ์

          ฐานที่ 4 ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

2. โยนิโสมนสิการ

          โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระบบ รู้จักคิด วิเคราะห์ ไม่มองสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้น ๆ ผิวเผิน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างปัญญา เมื่อมีปัญญาก็จะทำให้สมารถแก้ไขและช่วยตนเองได้ ซึ่งจะนำไปสู่จุดหมายสูงสุดของพุทธธรรมได้อย่างแท้จริง

การฝึกโยนิโสมนสิการมีหลายวิธี ในชั้นนี้กำหนดเรียน 2 วิธี คือ

          1. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ การรู้จักความคิดแบบวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้ชัดเจน ขุดคุ้ยหาข้อเท็จจริงไม่เชื่ออะไรเพียงผิวเผินแต่ภายนอก

          2. วิธีคิดแบบวิภัชวาท คือ การรู้จักคิดแบบแยกแยะ จำแนกสิ่งต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุม

 

พระไตรปิฎก

 

การจัดรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่

          1.  สมัยพุทธกาลยังไม่มีพระไตรปิฎก ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพ หลักคำสอน ของ พระพุทธองค์ (หรือพระธรรม) ยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ ใช้วิธีถ่ายทอดโดยการบอกปากเปล่าและท่องจำ ต่อ ๆ กันมา ยังไม่มีการจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

          2.  แนวคิดในการจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัย เกิดจากพระจุนทะ น้องชายของพระสารีบุตรเป็นผู้เสนอให้รวบรวมพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์เข้าไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งพุทธเจ้าทรงสนับสนุนให้พระจุนทะเป็นผู้เริ่มต้นจัดทำ ดังกล่าว

การสังคายนาและจัดทำไตรปิฎก

          การสังคายนา คือ การร้อยกรองพระธรรมวินัย หรือจักระเบียบคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมวดหมู่โดยหารพิจารณาจากที่ประชุมคณะสงฆ์ ประวัติการสังคายนาเฉพาะที่สำคัญ มีดังนี้

                1. การสังคายนา ครั้งที่ 1 ภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน (พ.ศ.1) พระมหากัสสปะเป็นประธานสังคายนาพระธรรมและพระวินัยสงฆ์เป็นครั้งแรก ณ ถ้ำแห่งหนึ่งใกล้กรุงราชคฤห์ แต่ยังไม่มีคำว่า “ไตรปิฎก” เพราะมีเพียงพระธรรมกับพระวินัยเพียงสองหมวดใหญ่ ๆเท่านั้น โดยวิธีท่องจำและบอกเล่าปากต่อปากเหมือนเดิม

          2. การสังคายนา ครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อประมาณ พ.ศ. 235 โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเป็นประธาน จากการสังคายนาในครั้งนี้ได้แบ่งพระธรรมวินัยเป็น 3 ปิฎก คือ พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม จึงเกิดเป็น “พระไตรปิฎก” ตั้งแต่บัดนั้นแต่ยังไม่มีการจดเป็นตัวหนังสือ

3. การสังคายนา ครั้งที่ 5  เกิดที่ประเทศศรีลังกา ประมาณ พ.ศ. 433 เพื่อจารึกพระไตรปิฎกให้เป็นลายลักษณ์อักษร (ใช้ใบลาน) จึงถือเป็นครั้งแรกที่พระไตรปิฎกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร

          4. ประเทศไทยมีการทำสังคายนารวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทำที่นครเชียงใหม่ สมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. 2020 และครั้งที่ 5 ทำที่กรุงเทพฯระหว่าง พ.ศ. 2528 -2530 ในรัชกาลปัจจุบัน

          5. การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 8 มีการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาและเป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการสังคายนา

          พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ทั้งหมด การบูชาพระรัตนตรัยของชาวพุทธที่ถูกต้อง ควรมุ่งเน้นที่การศึกษาพระไตรปิฎกให้เข้าใจถึงแก่นอย่างแท้จริง ในที่นี้จะสรุป ความสำคัญของพระไตรปิฎก ดังนี้

          1.  เป็นการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างครบถ้วน และจัดระเบียบให้เป็นหมวดหมู่

          2.  แก้ไขความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการใช้วิธีการท่องจำและบอกด้วยตาเปล่า

          3.  เป็นตำราศึกษาพระธรรมวินัยที่ถูกต้องของพุทธบริษัท ซึ่งผ่านชำระตรวจสอบแล้ว

4. เป็นปัจจัยรักษาพระรัตนตรัยให้ยั่งยืน (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)

การเผยแพร่พระไตรปิฎก

                การเผยแพร่พระไตรปิฎกที่ดีที่สุดที่ชาวพุทธพึงกระทำ คือ

          1.  การศึกษาพระไตรปิฎกให้เข้าใจ

2. การนำไปใช้อ้างอิง เผยแพร่ หรือ อธิบายความรู้ในการสนทนาธรรม

3. การนำหลักธรรมในพระไตรปิฎกไปปฏิบัติให้ถูกต้อง

เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก

          คนครองเรือนที่ดีและร้าย 10 ประเทศ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสอนลักษณะของคนให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดังนี้

คนครองเรือนที่ดี 10                                                                 

          1. เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต)

          2. เป็นผู้เว้นจากการลักขโมย (อทินนาทาน)

          3. เป็นผู้เว้นจากการประพฤติผิดในกาม (กามเมสุมิฉาจาร)

          4. เป็นผู้เว้นจากการพูดโกหก (มุสาวาท)

          5. เป็นผู้เว้นจากการพูดส่อเสียด

          6. เป็นผู้เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

          7. เป็นผู้เว้นจากการพูดคำหยาบ

          8.เป็นผู้เว้นจากการโลภอยากได้ของของ ผู้อื่น

          9. เป็นผู้เว้นจากการพยาบาทจองผู้ร้ายผู้อื่น

          10. เป็นผู้เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม        

คนครองเรือนที่ร้าย 10

          1. เป็นคนชอบฆ่าสัตว์หรือข่มเหง รังแกผู้อื่น

          2. เป็นคนชอบลักขโมยเอาทรัพย์ของผู้อื่น

          3. เป็นผู้ประพฤติในกาม หลง มัวเมาในกาม

          4. เป็นคนชอบพูดโกหก

          5. เป็นคนชอบพูดส่อเสียด

          6. เป็นคนชอบพูดเพ้อเจ้อ

          7. เป็นคนชอบพูดคำหยาบ

          8. เป็นคนโลภคิดอยากได้ของของผู้อื่น

          9. เป็นคนชอบคิดพยาบาทอาฆาตผู้อื่น

          10. เป็นคนประพฤติผิดทำนองคลองธรรม

 

 

พุทธศาสนสุภาษิต

 

ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฐาตา วินฺทเต ธนํ

คนขยัน เอาการงาน กระทำการเหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้

          1. คำอ่านคำอ่าน ปะ-ติ รู-ปะ-กา-รี, ธุ – ระ –วา , อุต-ถา-ตา,วิน-ทะ-เต, ธะ-นัง

2. คำแปล คนขยัน เอาการงาน กระทำเหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้

          3. จุดมุ่งหมาย ต้องการสอนให้ชาวพุทธมีนิสัยขยัน รักการทำงาน เอาใจใส่ต่อหน้าที่การงาน หรืออาชีพของตน เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนและครอบครัว

          คำว่า “กระทำเหมาะสม” หมายถึง เลือกอาชีพที่สุจริตตามความถนัด ความสามารถ ความชอบ และความสนใจของตน รวมทั้งมีความเหมาะสมกับเวลา (กาลเทศะ) ด้วย จะทำให้ประสบความสำเร็จในการแสวงหารายได้

วายเมเถว ปุริโส ยาว อุตฺถสฺส นิปฺปทา

          เกิดเป็นคนควรพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

          1. คำอ่าน วา-ยะ-เถ-วะ, ปุ-ริ-โส, ยา-วะ, อัต-ถัส-สะ, นิป-ปะ-ทา

          2. คำแปล เกิดเป็นคนควรจะพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

          3. จุดมุ่งหมาย ต้องการสอนให้ชาวพุทธมีความพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือความยากลำบาก

 

 

สนฺตุฏฺฐี  ปรมํ ธนํ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

          1.  คำอ่าน  สัน – ตุด-ถี, ปะ-ระ-มัง, ธะ-นัง

          2.  คำแปล  ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

          3. จุดมุ่งหมาย ต้องการสอนให้ชาวพุทธเห็นโทษของการมีหนี้สิน คนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจะเกิดความทุกข์ ดังนั้น จึงควรใช้จ่ายอย่างประหยัดหรือพอประมาณตามกำลังฐานะ การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนประกอบการค้าใด ๆ ก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับกำลังของตน

อิณาทานํ ทุกขํ โลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก

          1. คำอ่าน   อิ-ทา - นัง,ทุก - ขัง,โล –เก,

                2.  คำแปล    การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก

          3.  จุดมุ่งหมาย  ต้องการสอนให้ชาวพุทธเห็นโทษของการมีหนี้สิน คนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจะเกิดความทุกข์ ดังนั้น จึงควรใช้จ่ายอย่างประหยัดหรือพอประมาณตามกำลังฐานะ การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนประกอบ

 

คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา

 

 

จุดมุ่งของการศึกษาคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา

                คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก เมื่อมีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการศึกษาทางด้านวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนผิดไปจากความหมายเดิม ดังนั้น ชาวพุทธจึงควรศึกษาให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงถูกต้อง

โพธิปักขิยธรรม 37

          1. ความหมายของ “โพธปักขิยธรรม” คือ ธรรมที่เกื้อกูลการตรัสรู้ หรือเป็นฝ่ายของการตรัสรู้มีรวมทั้งสิ้น 37 ประการ ดังนี้

          (1)สติปัฏฐาน 4 ได้แก่ การตั้งสติพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต และพิจารณาธรรม

เพื่อให้รู้ความจริงว่าเป็นแต่ธรรมะ ไม่ใช่ตัวตนของเขาของเรา

          (2) สัมมัปปธาน 4 ได้แก่ ปิดกั้นอกุศลธรรมไม่ให้เกิด,กำจัดอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว,สร้างกุศลธรรมให้เกิด และรักษากุศลธรรมที่เกิดแล้วให้มั่นคง

          (3) อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ,วิริยะ,จิตตะ,และวิมังสา

          (4) อินทรีย์ 5 และพละ5 (มีข้อธรรมเหมือนกัน) ได้แก่ สัทธา,วิริยะ,สติ,สมาธิและปัญญา

          (5) โพชฌงค์ 7 ได้แก่ สติ,ธัมวิจัย,วิริยะ,ปิติ,ปัสสิทธิ,สมาธิและอุเบกขา

          (6) มรรคมีองค์ 8 ได้แก่ เห็นชอบ,ดำริชอบ,เจรจาชอบ,กระทำชอบ,เลี้ยงชีพชอบ,พยายามชอบ,ระลึกชอบและตั้งจิตมั่นชอบ

 

 

2. ความหมายในปัจจุบัน ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

วาสนา

          1. ความหมายเดิม วาสนา คือ อาการทางกายและวาจาที่เป็นลักษณะพิเศษของบุคคล ซึ่งเกิดจากกิเลสบางอย่างที่ได้สั่งสมติดตัวมา (การอบรมขัดเกลา)เป็นเวลานานจนกลายเป็นนิสัยถาวรของบุคคลนั้นแม้จะตัดกิเลสเหล่านั้นลงได้ แต่อาการที่เคยแสดงออกแบบเดิมก็ยังคงมีอยู่ เช่น พูดจาโผงผาง ใช้คำพูดไม่สุภาพบางคำจนติดปาก และชอบถ่มน้ำลายลงพื้น ฯลฯ

                2. ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป วาสนา คือ อำนาจของบุญเก่า หรืออกุศลผลบุญที่ทำให้บุคคลได้รับความเจริญลาภ ยศ สรรเสริญ และตำแหน่งหน้าที่การงาน

                หรือ บุญหรือบาปที่ได้กระทำมาซึ่งผลต่อชีวิตของบุคคลผู้นั้น ถ้าเป็นบุญก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ เรียกว่า มีวาสนาดี ถ้าเป็นบาปก็จะทำให้ชีวิตมีอุปสรรคหรือตกต่ำ เรียกว่า วาสนาไม่ดี

บารมี

          1. ความหมายเดิม บารมี คือคุณงามความดีที่ได้บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด 10 ประการ (หรือทศบารมี)ได้แก่

          (1) ทาน (การให้)                                                         

          (2) ศีล (การสำรวมกายและวาจา)

          (3) เนกขัมมะ (การออกบวช)                                    

          (4) ปัญญา (ความรอบรู้)

          (5) วิริยะ (ความเพียร)                             

          (6) ขันติ (ความอดทน)

          (7) สัจจะ(การพูดจริง)                             

          (8) อธิษฐาน (ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว)

          (9) เมตตา (ความรักและปรารถนาดี)            

          (10) อุเบกขา (ใจเป็นกลาง ไม่ยินดีต่อกิเลส)

          2. ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป บารมี คือ คุณสมบัติที่ทำให้บุคคลผู้นั้นยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากความเป็นผู้อาวุโส มีความรู้และประสบการณ์ หรือมีตำแหน่งทางสังคมที่ทำให้ผู้คนยอมรับนับหน้าถือตา

 

โดย Duplex

 

กลับไปที่ www.oknation.net