วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อำผวา...อัมพวา ตอน1


คำว่า “อัมพวา”  กับคำว่า “อัมพวัน”

มีความหมายเหมือนกันคือ หมายถึง “ป่ามะม่วง”

ซึ่งผมก็เป็นนักปัจจุบันคดีซะด้วย  เลยไม่รู้ที่มาของคำว่าอัมพวา

อันเป็นที่ตั้งของอำเภออัมพวา

ทั้งที่แต่ก่อนในสมัยอยุธยา  ย่านนี้เรียกว่า “แขวงบางช้าง”

จนภายหลังเป็นต้นของสกุล “ณ บางช้าง”

 

แต่นักปัจจุบันคดีอย่างผมฟันธงว่า

คำว่า “อัมพวา”  ควรจะเพี้ยนมาจาก “อำผวา” อย่างแน่นอน

เดี๋ยวค่อยเฉลยว่าทำไม

 

ผมไปอัมพวารอบนี้เพื่อเปลี่ยนที่กินเหล้าครับ

แค่อยากจะปลดปล่อยเรื่องอะไรออกไปกับความเมา

โดยเอาหัวไปราน้ำเล่น  ด้วยการ “เริงเมรัย”

น้องไก่ และน้องก้อย ผู้ไปมาก่อนหน้าบอกว่ารีสอร์ทริมคลองผีหลอกโอเค

ผมเชื่อคนง่าย..จองเลยน้อง..อาทิตย์กลับจันทร์คนน้อยดี

ผม น้องไก่ น้องก้อย และพี่เอ้ 4 หน่อจึงมุ่งหน้าอัมพวา

 

ตลาดน้ำยามเย็น  หิ่งห้อย  ไปกันเยอะแล้ว

ผมก็ไปมาแล้ว  หาของกินบันเทิงลิ้นเพื่อร่ำสุราดีกว่า

ดังนั้นทัวร์ของเราจึง  กินเป็นหลัก  เล่นไพ่เป็นรอง

 

เปิดฉากมื้อเที่ยงวันอาทิตย์ด้วยไก่ต้มน้ำปลา  ที่มากันแบบไม่เกรงใจ

มาทั้งตัวครับ  ร้านช้างเผือก  อยู่ตรงข้ามวัดบางพรหม  เลยอุทยาน ร.2เข้าไปพอสมควร

ร้านนี้เจ้าของร้านชื่อเจ้ติ๋ว  แกเป็นคนอารมณ์ดีครับ

ขายไป  พูดไป กึ่งขำ กึ่งโวยลูกและสามีสลับกันไป

แต่ที่แน่ๆแกหูไวจนนึกว่าติดเครื่องดักฟังเอาไว้ใต้โต๊ะ

เพราะนินทาแค่เบาๆก็ได้ยิน

 

(ไก่ต้มน้ำปลามานอนสงบนิ่งทั้งตัว)

(ข้าวผัดปูใส่ปูแบบหนำใจ)

อาหารเมนูที่มาแนะนำลูกค้ายังมีข้าวผัดปู  ที่ใส่ปูทั้งกรรเชียง

ใส่มาขนาดว่า 4 คนเกี่ยงกันกินล่ะครับ

อีกเมนูที่ดูจะสมฐานะรายได้ต่ำรสนิยมสูงแบบพวกเรา

นั่นคือ “ปลาโจรสลัด”

ปรุงจากปลาจาระเม็ดเทา  ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pampus argenteus(Euphrasen)

หรือชื่อเล่นว่า “เต๋าเต้ย”  บางคนเรียก “เก๋าเต้ย” ก็พอจะเคยได้ยินอยู่บ้าง

ทอดโรยกระเทียม  และมีน้ำซีฟู้ดมาด้วยอีกจานเบ้อเริ่ม

ไม่อยากเรียกว่าน้ำราดปลา

เพราะเครื่องเป็นซีฟู้ดชนิดว่า  ปลาหมึกเป็นปลาหมึก  กุ้งเป็นกุ้ง

เกี่ยงกันกินเหมือนเดิม

อย่างที่บอกว่ารายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง

เลยไม่รู้ว่าปลาเต๋าเต้ยวิธีกินที่ถูกต้องทำอย่างไร

พวกเราฟาดเนื้อซะเรียบ  แล้วเรียกเด็กมาเก็บจาน

เจ้ติ๋วกระโดดเข้าขวาง  เอาจานมาคืน  พร้อมนิทานสอนใจ

“คนจีนคนหนึ่งนะ  ยอมขายที่ดินมากินปลาเต๋าเต้ย

เขามาเพื่อกินจมูก และครีบเท่านั้น  แต่นี่พวกคุณทิ้ง...”

น้าน..ประไร  เรื่องโง่ล่ะฉลาดนักเรา

ต้องยอมเอามานั่งเลาะครีบและจมูก

พยายามจะก้างด้วย  แต่เคี้ยวไม่ออกจริงๆ

หลังจากอาหารคาวถูกขจัด  คุณลูกเจ้ติ๋วก็พาวรี่พรีเซนต์ของหวาน

“ไอศกรีมกะทิสด”

แม้ไก่ต้มน้ำปลาจะยังคาลิ้นปี่  แต่เหมือนข้าศึกมาร้องท้าอยู่หน้าบ้าน

ว่ามีของหวานแสนอร่อย..

“เอามา..”

ผมลั่นวาจาแบบพร้อมจุกตาย

อีก 3 คน หันมามองเป็นตาเดียวกัน  ว่ามันจะขย้อนลงไปได้อีกหรือ

รู้จักขุนรินน้อยไป  งานนี้เจ้ติ๋วอาสาตักไอศกรีมให้เอง

บอกแบบเอาใจลูกค้าว่ามีตักไว้แล้ว  แต่อยากให้กินแบบตักใหม่ๆ

ไม่หนำใจแกแถมสาเกและมันเชื่อมมาประชดกระเพาะ

นั่งผึ่งพุง..รอดจากการจุกตายคาร้านเจ้ติ๋ว

มุ่งหน้าไปวัดอัมพวันเจติยาราม

สถานที่จอดรถสำหรับคนไปเที่ยวตลาดน้ำยามเย็น

ซึ่งวันเสาร์อาทิตย์อย่าคิดไปตอนเย็น

รถติคกว่ากรุงเทพฯ  พอๆกับขับรถฝ่าดงม็อบเลยล่ะครับ

เป้าหมายคือ น้องไก่จะไปทำบุญ “ให้หมา”

เพราะป้าแกอุปการะหมาจนหน้าหมอง

นั่งเหม่อมองหาคนมาช่วยทำบุญ

ใครผ่านไปก็ช่วยแกหน่อยนะครับ..สงสารแก

ก่อนที่จะโดนกองทัพรถปิดล้อม

พวกเรารีบหนีออกจากวัดอัมพวันฯเสียก่อน

เข้าที่พักชื่อ “กนกรัตน์รีสอร์ท”

อยู่ติดคลองผีหลอก  บรรยากาศใช้ได้เลย

......

ยังไม่ได้เฉลยว่าทำไมชื่อ “อัมพวา”

ถึงควรเพี้ยนมาจาก “อำผวา”

รอสักครู่เดี๋ยวอ่านต่อตอน 2 นะครับ

ขออนุญาตไปเอาไก่ต้มน้ำปลาออกก่อนครับ....

(บรรยากาศที่รีสอร์ท ติดคลองผีหลอก สงบ รื่นรมย์)

 

(ป้าผู้อุปการะหมากว่า 50 ตัว)

(แม้อาหารจะมากแต่ก็ฟาดกันเรียบ  เหลือเปลือกเป็นอนุสรณ์)

 

(เจ้ติ๋วเจ้าของร้านตักไอศกรีมเสริฟให้ผม)

 

 (ปลาเต๋าเต้ย และน้ำราดซีฟู้ด)

โดย khunrin

 

กลับไปที่ www.oknation.net