วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เธอ ?...จันทนีย์ อูนากูล


(จากคอลัมน์  Yesterday Revisited    นสพ.กรุงเทพธุรกิจ   17  ก.ย. 2547        no.14)

 

       

            ก่อนนั้นทุกวันโลกเป็นสีเทา                       เปลี่ยวเหงาเฝ้าแต่รอคอยเสมอ

เธออยู่แห่งไหนเมื่อใจฉันพร่ำหาเธอ                       ใครจะเสนอมอบใจรักและต้องการ

            ก่อนนั้นฉันมีชีวิตเพื่อใคร                          ขื่นขมเท่าใดจะกลายเป็นหวาน

ทนอยู่ต่อไปแม้ใจทนทรมาน                                  คืนวันผันผ่านจนเราได้มาพบกัน

            แปลกใจนักหนา เธอมาปลุกชีวิตฉัน           เธอมามอบรักนิรันดร์  เธอมาอดีตพลันมลาย

(*)       บัดนี้ทุกนาทีเป็นแสงทอง                         ที่เคยหม่นหมองกลับมีความหมาย

ฉันเพิ่งได้รู้รักทำให้ความทุกข์คลาย                        ยาอื่นไม่หายไม่เลือนเหมือนเธอเป็นยา

            บัดนี้ฉันมีชีวิตเพื่อเธอ                              ได้เจอคือเธอที่ฉันฝันหา

เธอที่คราวนั้นฉันคอยกลบรอยน้ำตา                      เธอจึงมีค่าตราตรึงหนึ่งดังหัวใจ   (ซ้ำ * )

 

          เธอ...เป็นนักร้องที่ไม่เคยออกแสดงคอนเสิร์ทในที่ใดๆ 

            เธอ...เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่อายุสิบขวบ จากการได้ฟังละครทางวิทยุ

            เธอ...แต่งเพลง ลองรัก ถวายให้ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ทรงนำไปขับร้อง

            เธอ...ถูกชักชวนมาเป็นนักร้อง  หลังจากร้องเป็นเดโมเพื่อเสนอขายเพลงเท่านั้น

            เธอ...ได้รับรางวัลอัลบั้มยอดขายสูงสุดประจำปี 2525 จากเพลงชุด สายชล

            เธอ...มีผลงานสามอัลบั้ม และหลังจากแต่งงานในปี 2527 จึงหยุดร้องเพลงไป

            เธอ...กลับมาแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ให้หนังของวอลท์ดิสนีย์ เช่น มู่หลาน

            เธอ...แต่งเพลง เกิดลูกผู้ชาย จนได้รับรางวัลพระพิฆเนศในปี 2540

            เธอ...ในวันนี้หันมาจัดทำหนังสือนิทานเด็ก เช่นเรื่อง สังข์ทอง นิทานชาดก ฯลฯ

            เธอ...ในปัจจุบันได้ออกอัลบั้มล่าสุดชื่อชุด คิดถึงฉันไหม?

            เธอ...คือ จันทนีย์  (พงศ์ประยูร) อูนากูล

            ทั้งหมดนั่นเป็นสิ่งที่ ‘เธอ’ จันทนีย์ นักร้องสาวผมม้าสวมแว่นตากลมโต  ที่ผมจำได้ว่าแจ้งเกิดในฐานะผู้แต่งเพลงเองร้องเองในอัลบั้มชุด สายชล อันลือลั่น   แม้ในปัจจุบันเธอจะห่างหายไปกว่ายี่สิบปีก็ยังกลับมาทำอัลบั้มใหม่ชุด คิดถึงกันไหม?  ที่ยังได้นำเพลงเอก สายชล กลับมาร้องอีกครั้งซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ 14 หลังจากศิลปินต่างๆนำไปคัฟเวอร์กันบ่อยๆอีกด้วย 

            ส่วนเพลง ‘เธอ’ ข้างต้นนั้นอยู่ในอัลบั้มสายชลเช่นกัน  ถือว่าเป็นเพลงท็อปฮิตเพลงหนึ่ง  นอกจากเนื้อร้องที่กล่าวถึง ความรักล้วนๆแล้ว  การขึ้นต้นเพลงก็ยังเฉียบคม  เพราะไม่บ่อยนักที่มีการขึ้นต้นเพลงด้วยเสียงร้องเลย   โดยไม่มีท่อนอินโทรดนตรีสักโน๊ต ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงก็ขึ้นต้นว่า  “ก่อนนั้นทุกวันโลกเป็นสีเทา...” เลย    แม้เพลง ‘เธอ’ จะเป็นเพลงรัก เกี่ยวกับเธอที่ไม่อิงว่าเป็นหญิงหรือชาย  เนื่องจากในช่วงหลังนักร้องชาย อริสมันต์  พงษ์เรืองรอง ก็เคยนำมาร้อง  ยิ่งทำให้เพลงนี้มีความหมายกว้างขึ้น เป็นเธอได้ทั้งชายและหญิง

            สำหรับ ‘เธอ’ ในความหมายของผมนั้น  กลับทำให้ผมย้อนนึกไปถึง ผู้หญิงสาวไว้ผมม้าวัยยี่สิบกว่าๆคนหนึ่ง  ผมมักเห็นเธอในชุดที่ดูเรียบร้อย ส่วนใบหน้าและผิวพรรณแล้วออกจะมีเชื้อสายจีนด้วยซ้ำไป  ท่าทางยิ้มเก่งและใจดี  เธอมักบอกให้ผมและเพื่อนๆให้พยายามยืนตัวตรงๆ เวลาเคารพธงชาติ    ผมเจอเธอค่อนข้างบ่อยครั้งตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ในหนึ่งสัปดาห์

            ผมมักพบ เธอตอนขี่จักรยานกลับบ้านบ่อยๆ บางครั้งผมแอบลอบมองเธอ ที่จริงเรื่องราวของเธอ ก็เนิ่นนานมากแล้ว  จนผมไม่น่าจำเธอได้   ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์หนึ่งใน...ครั้งนั้น

            “ ผมถูกเธอกล่าวหา...ครับ ”

                        วันนั้นเธอบอกกับผมและเพื่อนๆว่า  ถ้าใครส่งเสียงดังในวันนี้  เธอจะจัดการ...โดยให้ความไว้วางใจแก่ผมให้ช่วยคอยดูแทนเธอด้วย  แล้วเธอก็หายไปพักใหญ่

                        หลังจากนั้นก็เริ่มมีเสียงค่อยๆดังขึ้นทีละเล็กละน้อย  ผมก็เตือนให้เพื่อนให้เบาๆเสียงหน่อย  ในตอนแรกก็มีเพื่อนบางคนบอกผมว่า เขาลืมตัวไป เดี๋ยวจะไม่ทำเสียงดังแล้ว          แต่เนื่องจากเธอหายไปนาน  จนผมและเพื่อนๆลืมไป  แม้กระทั้งคำกำชับของเธอ ก็เริ่มเกิดเสียงดังขึ้นมาอีก

จนเมื่อเธอกลับมา  ด้วยใบหน้าเรียบเฉยของเธอ  แล้วกล่าวขึ้นเรียบๆว่า

“ ไหน...ใครทำเสียงดัง”

            เงียบกริบไม่มีเสียงใครตอบ  แล้วเธอก็มองไปรอบๆห้อง  มาหยุดมองที่ผม  กล่าวถามขึ้นว่า

            “ ไหน...หัวหน้าห้อง  บอกครูมาซิ ใครส่งเสียงดัง”

            ผมจำได้ว่า หันไปมองเพื่อนๆแวบหนึ่ง  รู้สึกเริ่มอึดอัดจนออกอาการมาหนักอยู่ที่ริมฝีปาก ยากที่จะเอ่ยคำใดออกมา เพราะที่จริงแล้วเพื่อนๆเกือบทั้งห้องแหละครับ  แต่ผมก็ไม่รู้จะเอื้อนเอยว่าอย่างไรดี  ไม่รู้อะไรดลใจ   เลยตอบไปอย่างอ่อมแอ้มว่า  “เอ้อ...ไม่มีครับ”

            เธอมองหน้าผม  แล้วพูดขึ้นว่า  “โกหก...หัดโกหกแต่เด็กเลยนะ ”

            หลังจากนั้น  ก้นของผมก็ต้องกระทบกับไม้เรียวจากคุณครูคนสวย  ณ หน้าชั้นเรียนพร้อมกับเพื่อนที่มาสารภาพว่า ได้ส่งเสียงดังอีกสองสามคน

            ไม่น่าเชื่อว่าผมจำเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี   อาจจะเพราะนับครั้งได้เลยว่าผมจะเคยโดนตีหรือโดนทำโทษ  แต่สิ่งที่ผมจำจนขึ้นใจ คือคำว่า ‘โกหก’ จากปากของ ‘เธอ’  ที่ทำให้ผมต้องเลิกทำตัวในแบบนั้นอีก  ถ้าเป็นคำพูดของคนอื่นอาจจะไม่ทำให้ผมรู้สึกรู้สาหรือให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก  ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดจากปากคนที่เราให้ความสนใจหรือเฝ้ามอง จะส่งผลทางจิตใจได้มากเพียงนี้   เพราะหลังจากนั้นผมก็พยายามหลบหน้าหลบตาคุณครู เนื่องด้วยความละอายทางใจ...

ผมนึกถึง ‘เธอ’ ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์  ผมลองเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับเวปที่ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ทั่วประเทศ   ไม่รู้ว่ามีอะไรมาดลใจ  ผมพิมพ์ชื่อ และนามสกุล ของ‘เธอ’ในช่องค้นหาเบอร์โทรศัพท์  

ไม่น่าเชื่อครับผมพบว่า มีชื่อ นามสกุลเดิมของคุณครู ‘เธอ’ อดีตในวัยเยาว์ของผม  ถ้านับอายุตอนนี้ ‘เธอ’ คงเข้าวัยเกษียณแล้ว   แต่จังหวัดที่ระบุนั้นไม่ใช่จังหวัดที่ผมเคยอยู่เสียแล้ว

แม้ใจหนึ่งผมก็คิดไปว่า  ครูคงแต่งงานเปลี่ยนนามสกุลไปแล้วก็ได้   หรืออาจจะย้ายที่อยู่อย่างที่ผมค้นเจอ   หรืออาจจะเป็นคนที่มีชื่อนามสกุลซ้ำเหมือนกันก็ได้   หรือ...ซึ่งผมก็ได้เพียงแต่คิดเท่านั้น

นั้นแหละ   ‘เธอ’...ในความทรงจำของผม

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net