วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธนบัตรกับประวัติศาสตร์ชาติไทย


ธนบัตร เป็นเงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า สามารถนำไปชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เงินกระดาษ ขึ้นใช้แทนเงินพดด้วง เรียกว่า "หมาย" เพื่อความสะดวกในการชำระหนี้จำนวนมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประชาชนไม่เคยชิน  ในต้นรัชกาลที่ 5 จึงไม่มีการผลิตเงินกระดาษขึ้นใช้ แต่เมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนเงินปลีกขึ้นใน พ.ศ.2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) ก็โปรดให้แก้ปัญหาด้วยการพิมพ์อัฐกระดาษขึ้นใช้เป็นการชั่วคราว จึงนับได้ว่าการนำเงินกระดาษหรือธนบัตรเข้ามาใช้ในระบบการเงินของไทย

 
ธนบัตรแบบ 2 (แบงค์ไถนา)
เป็นธนบัตรที่รัฐบาลไทยได้จ้างให้บริษัท โทมัส เดอ ลา รู ประเทศอังกฤษเป็นผู้พิมพ์ เทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์ธนบัตรเปลี่ยนจากการพิมพ์ด้วยหมึกระบบเส้นราบเป็นเส้นนูน โดยด้านหน้าเป็นรูปลายรัศมี ๑๒ แฉก โดยภาด้านหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ใช้รูปพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงนิยมเรียกธนบัตรแบบนี้ว่า ธนบัตรแบบไถนา ออกใช้เมื่อ พ.ศ. 2468  มี 6 ชนิดราคา คือ 1 บาท 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท และ 1,000 บาท 

ธนบัตรแบบพิเศษชนิด 50 สตางค์ (พิมพ์แก้)
เป็นธนบัตรที่รัฐบาลญี่ปุ่นพิมพ์ให้ประเทศไทยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์ธนบัตร เกาะชวา ด้วยเทคนิคและเนื้อกระดาษคุณภาพต่ำ ต่อมาในช่วงปลายสงคราม ทางการไทยนำออกมาใช้เมื่อขาดแคลนธนบัตรอย่างรุนแรง โดยพิมพ์แก้จาก 10 บาท เป็น 50 สตางค์ 

ธนบัตรแบบบุก (ONE BAHT)
ในปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการประเทศอังกฤษได้พิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 1 บาทขึ้น เพื่อเตรียมไว้ให้ทหารอังกฤษใช้จ่ายเมื่อเข้ายึดประเทศไทยได้แล้ว เรียกกันว่า"ธนบัตรแบบบุก" แต่สงครามยุติลงเสียก่อน รัฐบาลไทยจึงติดต่อขอนำธนบัตรนี้มาใช้เพื่อแก้ไขความขาดแคลนธนบัตรในขนะนั้น โดยพิมพ์ภาษาไทย หมวดเลข และลายมือชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงไป
 

ธนบัตรพิมพ์เองยามสงคราม (แบงค์กงเต๊ก)
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแบบและพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองโดยใช้กระดาษเยื่อไม้ไผ่ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศจากโรงงานการดาษ จังหวัดกาญจนบุรี และให้กรมแผนที่ กองทัพบก เป็นผู้จัดพิมพ์ โดยที่เนื้อกระดาษหยาบ มีคุณภาพต่ำ ลดลายไม่ละเอียดเหมือนธนบัตรที่เคยใช้ ประชาชนจึงเรียกธนบัตรแบบนี้ว่า "แบงค์กงเต๊ก"
 

 ธนบัตรแบบที่ 7 (แบงค์จิ๋ว)
พิมพ์โดยโรงพิมพ์ของราชการและเอกชนบางแห่ง โดยการแยกพิมพ์ตัวธนบัตร หมวดหมายเลข และลายเซ็นคนละแห่งกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมการพิมพ์ขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉิน เพื่อใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนธนบัตรในยามสงคราม มีขนาดเพียง 6.5 * 12.7 เซนติเมตร เป็นการประหยัดกระดาษในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นธนบัตรที่ใช้กระดาษคุณภาพต่ำในการพิมพ์ มีลักษณะลวดลายเหมือนกับธนบัตรแบบที่ ๔ ที่สั่งพิมพ์จาก บริษัทโทมัส เดอ ลา รู ประเทศอังกฤษ แต่มีขนาดเล็กกว่า มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลที่เจริญพระชันษาแล้วมาพิมพ์บนธนบัตร เริ่มใช้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 มี 4 ชนิดราคา คือ 1 บาท 5 บาท 10 บาท และ 50 บาท

ทำไมจึงใช้ "รัถบาล" แทน "รัฐบาล" ในธนบัตรแบบ 7 ถึงแบบที่ 7
ธนบัตรดังกล่าวเป็นธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นในระหว่างที่ญี่ปุ่นเข้ามาเป็น "พันธมิตร" กับรัฐบาลไทย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ผู้นำยุค "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" ได้สั่งให้มีการปรับปรุงการใช้ภาษาไทย เมื่อปี พ.ศ. 2485 ซึ่งนักอักษรศาสตร์หลายท่านเรียกยุคนั้นว่า "ยุคอักขระวิบัติ" ทั้งนี้ท่านได้อ้างถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการใช้ภาษาไทยในขณะนั้นว่า เพื่อให้ชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาไทยได้ง่ายขึ้น และเพื่อที่ญี่ปุ่นจะได้ไม่บังคับให้คนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่นแทนภาษาไทย
การปรับปรุงดังกล่าวทำโดยการประกาศลดจำนวนตัวอักษรไทยให้น้อยลง อักษรตัวใดมีเสียงซ้ำกันให้ตัดออก ทำให้อักษรไทยในสมัยนั้นเหลือเพียง 31 ตัว แล้วให้ใช้อักษรที่เสียงพ้องกันที่เหลือแทน เช่น "ส" แทน "ศ ษ" "น" แทน "ณ" "ด" แทน "ฎ" เป็นต้น คำว่า "ควร" จึงเขียนเป็น "ควน" หรือคำว่า "หญิง" ก็เขียนเป็น "หยิง" เป็นต้น

 ***ยังไม่มีรูปแบงค์เนื่องจากยังไม่ได้ถ่ายรูปหรือแสกน และจะปรับปรุงข้อมูลต่อไป

โดย เงินตรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net