วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เจ้าหญิงไทย ผู้ทำให้กุสุมาไม่ได้อภิเษกกับบุเรงนอง


         

          เขียนถึง"ผู้ชนะสิบทิศ"มาหลายตอน
          วันนี้ ขอนำ"เรื่องจริง"มาเปิดเผยเพื่อให้หลายคนรู้ว่า นวนิยายเรื่องนี้ เมื่อ 60-70 ปีก่อน เป็นเรื่องที่คน"ติด"ขนาดไหน
          เพราะมีเรื่องเล่า(แน่นอนว่าผมและหลายคนยังไม่เกิด)ว่ามีคนจำนวนมาก ไป"รอ"ที่จะอ่านเรื่องนี้ถึงโรงพิมพ์ จนมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นว่า"แม้แต่บรรพชิตก็ยังอ่านอย่างไม่กลัวอาบัติ"
          เพราะนวนิยายเรื่องนี้ ถือเป็น"นวนิยายประโลมโลก" ที่ไม่เหมาะกับเพศบรรพชิต

          ใน"ผู้ชนะสิบทิศ" มีหญิงสาวเด่นๆอยู่ 3 คนที่มีชะตากรรมต่างกัน
          "ตละแม่จันทรา" คนนี้เป็น"เมียเอก"ของบุเรงนอง เป็นพระราชมารดาของ"นันทบุเรง" และเป็น"เมียใหญ่"ที่ปกครอง"เมียเล็ก"อีก 5 คนของบุเรงนองอยู่ในเมืองตองอู
          "ตละแม่กุสุมา" ราชธิดาพระเจ้าแปร เป็น"เมียรอง"ที่ว่ากันว่ามีคนจำนวนมาก"สงสาร"ในชะตากรรม แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยดี เพราะให้กำเนิดราชโอรสแก่บุเรงนอง(ในเรื่องไม่เปิดเผยชื่อ) ที่ได้รับราชบัลลังค์เมืองแปรจาก"คุณตา" คือพระเจ้านระบดี
          "นันทะวดี" พระมเหสีของตะเบงชะเวตี้ และหากใครที่อ่าน"ผู้ชนะสิบทิศ"จนจบ จะรู้ว่านางคือคนที่"รักจะเด็ด"มากที่สุด ถึงขั้นยอมสละชื่อเสียงด้วยการเป็นสนม"สมิงสอตุด" ที่ก่อกบถ จนถูกผู้อ่านด่าทั้งบ้านทั้งเมือง ก่อนที่"ยาขอบ"จะมาเฉลยว่านางทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้สมิงสอตุดสั่งยกทัพจากหงสาไปตองอูเพื่อทำร้าย 6 เมียของบุเรงนอง และอีกอย่างคือมุ่งให้สมิงสอตุดหลงไหลจนไม่ทำการทำงาน และเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน นางก็"บวชชี" ซึ่งเป็นวรรณะต่ำสุดของหญิงสาวพม่าในยุคนั้น

          ในหนังสือ"ยาขอบ ชีวิตและงานของผู้แต่งอมตะนิยาย ผู้ชนะสิบทิศ"  โดย ส.พลายน้อย เขียนถึงเรื่อง"ตละแม่กุสุมาไม่ได้แต่งงาน"ว่า...
          ตามเรื่องเดิมนั้น “ยาขอบ”ได้เขียนโดยกำหนดให้จะเด็ดแต่งงานกับตละแม่จันทราและตละแม่กุสุมาพร้อมกันทีเดียว 2 คน
          เมื่อเรื่องเขียนมาถึงตอนนี้ ก็มีผู้อ่านท่านหนึ่งเดือดร้อนเป็นที่สุด และไม่ประสงค์จะให้มีเรื่องบัดสีเช่นนี้เกิดขึ้น จึงเสด็จไปพบ“ยาขอบ”ที่สำนักงาน
          ในหนังสือ "ชีวิตและงานของยาขอบ" มีข้อความที่"ยาขอบ"เขียนเล่าถึงพระองค์หญิงเฉิดโฉมว่า
          "..เป็นหญิงร่างใหญ่ ท่วงทีสง่า ผมดัด แต่งกายเรียบแต่สะอาดภาคถูมิ สวมเสื้อขาวเกลี้ยงๆ แบบผู้ใหญ่ นุ่งผ้าโจงกระเบนสีเทาดังที่เรียกกันว่าสีนกพิราบ สวมรองเท้าคัทชูส์อย่างที่ผู้ชายนิยมสวมกับกางเกงในสมัยนั้น แต่ที่ประหลาดก็คือสวมถุงสั้นครึ่งน่องด้วย ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงนุ่งผ้า สวมถุงสั้นเป็นครั้งแรก มือขวาถือพัดด้ามจิ้ว และเมื่อเดินมาหาข้าพเจ้า ก็ควงพัดด้ามจิ้วในมือเล่น คล้ายควงกระบอง ทำให้ดูไหล่ผาย หลังตรงผ่าเผย ผิดคนในปูนนั้น สิ่งสำคัญที่บอกชาติตระกูลหญิงผู้นี้ก็คือที่คอเสื้อ เห็นเข็มทองคำลงยาขนาดใหญ่ ทำเป็นลายเซ็นด้วยตัวหนังสือเอนๆ ยาวราวสักสี่นิ้วว่า “พระปิ่นเกล้า”
          เมื่อพบ"ยาขอบ" พระองค์เจ้าเฉิดโฉมตรัสว่า
          “ไม่มีใครเขาจะพิเรนทร์หรอกพ่อเอ๋ย จะได้เอาผู้หญิงที่ถูกฉุดถูกคร่าจนเนื้อตัวเสียไปเข้ามาสู่พิธีแต่งงานเชิดหน้าชูตาพร้อมกับผู้หญิงที่เป็นพรหมจารีและดีเสียเหลือแสนอย่างตละแม่จันทราฯ"
          พระราชดำรัสของพระองค์หญิงนั้น เบื้องต้น“ยาขอบ”ไม่ยอม เพราะได้วางพล็อตเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว และการจะเปลี่ยนแนวเรื่องใหม่ที่กุสุมาอดแต่งงานต้องเขียนแนบเนียนและคงต้องใช้เวลา 
          ในที่สุด พระองค์เจ้าเฉิดโฉมตรัสว่า
          “พ่อยาขอบ อย่าให้เสื่อมความจำเริญเสียเพราะความหัวรั้นเลยเอายังงี้เถอะ อย่าเถียงกันเลยว่าอย่างฉันว่าควรหรืออย่างที่พ่อว่าจะสมควร เอาเพียงว่าพ่อดูฉันซิ ว่าป่านนี้แล้วจะอยู่ไปได้อีกสักกี่ปี อีกไม่ช้าก็คงตาย พ่อยาขอบช่วยฉันหน่อยได้ไหม นึกว่าเหมือนหลานช่วยย่า ให้ตายด้วยมีความสุข ว่าลูกหลานไม่ได้ทำความผิดหรือพอจะทำความผิดฉันเตือนเขาก็ยกให้ไม่ทำเอ้าใครผิดใครถูกไม่ต้องพูดกันเอาแต่เพียงพ่อเปลี่ยนตามฉัน นึกว่าทำบุญให้คนแก่ตายสบายใจได้ไหม”

พระองค์เจ้าหญิงเฉิดโฉม

          ใครที่อ่าน"ผู้ชนะสิบทิศ"ถึงตอนนี้ ก็จะ"สงสารกุสุมา" เพราะเมื่อถึงเวลาเตรียมอภิเษก และ"ทุกคนเห็นด้วย" ตั้งแต่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ตละแม่จันทรา มหาเถรกุโสดอ แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยน
          โดย“ยาขอบ”จำต้องยอมแก้เหตุการณ์ในเรื่องไม่ให้กุสุมาได้แต่งงานพร้อมกับตละแม่จันทราตามที่คิดไว้แต่เดิม ด้วยการให้"แม่นางเลาชี" มารดาของจะเด็ดออกมาห้าม โดยขู่ว่า หากตละแม่กุสุมานั่งเสมอกับตละแม่จันทราเมื่อใด นางก็จะผูกคอตายเมื่อนั้น..กุสุมาจึงเป็นสะใภที่"แม่ผัว"รังเกียจตั้งแต่ยังไม่เจอหน้า
          ตละแม่กุสุมา เลยอดเข้าพระราชพิธีอภิเษกกับบุเรงนอง...เพราะเจ้าหญิงของไทย นั่นคือ
          พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉิดโฉม พระราชธิดาในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

@@@@@@@@@@@@@

          สำหรับเจ้าหญิงพระองค์นี้ ในหนังสือ "แลวัง หลังตำหนัก" โดย ม.ร.ว.เบญจาภา (จักรพันธุ์) ไกรฤกษ์ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เขียนถึงตอนที่พระองค์ท่านประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ว่า...
          คุณเพ็ญพักตร์ ไกฤกษ์ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าตึกปัญจมราชินี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งพระองค์เจ้าหญิงเฉิดโฉม พระราชธิดาองค์ที่ 47 ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนม์ 90 ชันษา ทรงเป็นเจ้านายที่มีพระชนม์ยืนยาวที่สุดอยู่ในขณะนั้น ทรงประชวรอยู่
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 โปรดเกล้าฯให้ทรงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยโปรดเกล้าฯให้ทรงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งโปรดเกล้าฯให้พระองค์เจ้าเฉิดโฉมเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวังไปเข้ารับการรักษาพยาบาลอยู่ที่ตึกปัญจมราชินี
          ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ถวายการพยาบาลประจำพระองค์เจ้าเฉิดโฉมคือ คุณนิภา ตะละภัฎ
          ในราวปลายเดือนเมษายน พระองค์เจ้าเฉิดโฉมทรงมีเรื่องแปลกๆเล่าให้คุณนิภาฟัง ครั้งแรกทรงพระสุบินว่า
         “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมา และทรงแจ้งเหตุร้ายว่าในหลวงจะถูกปองร้าย ทั้งได้รับพระราชทานคาถาให้แก่พระองค์เจ้าเฉิดโฉมคาถาหนึ่งเพื่อนำไปทูลเกล้าถวายในหลวงโดยทรงย้ำว่าขอให้ถวายกับพระองค์โดยไม่ผ่านผู้ใด”
          พระองค์เจ้าเฉิดโฉมจึงทรงขอร้องคุณนิภาให้นำความไปกราบทูลแก่สมเด็จพระราชชนนีให้ทรงทราบซึ่งคุณนิภาปฏิเสธ
          ต่อมาในปลายเดือนพฤษภาคม พระองค์เจ้าเฉิดโฉมทรงพระสุบินอีกเป็นครั้งที่สอง
          คราวนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเขกพระเศียร แล้วกริ้วว่า “ของแค่นี้ทำไม่ได้”
          เมื่อบรรทมตื่นขึ้นมา พระองค์จึงขอร้องคุณนิภาอีกให้หาทางเล่าเรื่องต่อไปให้ทรงทราบถึงพระกรรณในหลวงให้จงได้ ซึ่งคุณนิภา คิดว่าพระองค์เจ้าเฉิดโฉมอาจจะทรงฟั่นเฟือนเพราะประชวรและทรงพระชรา
          และแล้วหนึ่งวันก่อนสวรรคต พระองค์เจ้าเฉิดโฉมก็ทรงรบเร้าคุณนิภาให้ไปเชิญพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียรมาเฝ้า คุณนิภาจึงปฏิบัติตาม และเมื่อท่านเจ้าคุณฯก็มาเฝ้า พระองค์เจ้าเฉิดโฉมจึงทรงมอบคาถาดังกล่าวให้ท่านเจ้าคุณฯ ไปเพื่อฝากทูลเกล้าฯ ถวายโดยเน้นว่า
          “คาถานี้ใช้ได้แต่กับในหลวงพระองค์เดียวหากผู้อื่นนำไปใช้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด”
          ซึ่งท่านเจ้าคุณอนุรักษ์ก็ได้รับคาถานั้นมาหากเก็บไว้เองโดยมิได้ทูลเกล้าฯ ถวายแต่อย่างใด
          แล้วในเวลาเช้าตรู่ของวันเกิดเหตุที่ 9 มิถุนายน พระองค์เจ้าเฉิดโฉมได้ทรงพระหมดสติไปชั่วครู่ เมื่อทรงฟื้นขึ้นมาก็ทรงร้องเอะอะโวยวายบอกคุณนิภาว่าให้ช่วยด้วย เพราะเกิดเหตุใหญ่ขึ้นในพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงเห็นแมลงวันไฟบินว่อนอยู่เต็มพระราชวังไปหมดเป็นที่น่ากลัว จนเวลาสายของวันเดียวกันนั้นเอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็ได้รับแจ้งข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ทั้งยังขอให้ส่งคณะแพทย์ไปทำการเย็บแผลแต่งพระบรมศพอีกด้วย
          สองวันต่อมาพระองค์เจ้าเฉิดโฉมก็สิ้นพระชนม์ตามเสด็จในหลวงไปในที่สุด โดยมิได้ทรงล่วงรู้เลยว่าในหลวงได้เสด็จสวรรคตไปเสียก่อนแล้ว
          คุณเพ็ญพักตร์ ไกฤกษ์ เป็นผู้เชิญพระศพของพระองค์เจ้าเฉิดโฉมจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง
          โดยพระศพของพระองค์เจ้าเฉิดโฉมถูกตั้งไว้ที่ตำหนักเล็กหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทซึ่งใช้ประดิษฐานพระบรมโกศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเท่าใดนัก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว


          สำหรับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เป็นพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า "เจ้าฟ้าจุฑามณี" หรือ "เจ้าฟ้าน้อย"เป็น พระราชโอรสลำดับที่ 50 และเป็นพระราชกุมารลำดับที่ 27
          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่4) ทรงพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น "พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว" เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ทรงมีศักดิ์สูงเสมอพระมหากษัตริย์เป็น"พระเจ้าประเทศสยามองค์ที่ 2"

++++++++
เรื่องที่เขียนถึง"ผู้ชนะสิบทิศ"
กุสุมา http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/07/entry-2
จันทรา http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/23/entry-1
นันทะวดี http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/10/entry-1
กันทิมา http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/14/entry-1
จะเด็ด http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/20/entry-2
ไขลู http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/15/entry-2
สามทหารเสือ http://www.oknation.net/blog/chai/2008/05/27/entry-1

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net