วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอย หัวจักรรถไฟสายปากน้ำ ทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย


ตามรอย หัวจักรรถไฟสายปากน้ำ ทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย

องดีสมุทรปราการมีอยู่มากมาย สังเกตได้จากคำขวัญจังหวัดสมุทรปราการ ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัวครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม อ่ะ!อ่ะ! ยังไม่หมดนะครับ แม้คำขวัญจะจบเท่านี้ แต่ประวัติอันยาวนานของจังหวัดสมุทรปราการหาได้จบเท่านี้ไม่ เพราะที่ใดก็ตามที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานย่อมมีเทคโนโลยี วรรณกรรม สถาปัตยกรรมและอื่นๆเกิดขึ้นมากมาย จังหวัดสมุทรปราการก็เช่นกันยังมีของดีอีกเยอะครับ และที่จะนำเสนอในวันนี้คือทางรถไฟสายแรกของไทย

           ย้อนไปเมื่อสมัยรัชกาลที่4 ในปี พ.ศ.๒๔0๒ มีชาวอังกฤษ คือนายไวซ์ แห่งบริษัทลอยด์สนใจเข้ามาลงทุนสร้างรถไฟในประเทศไทย ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ด้วยความที่ชาวอังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศ  ที่มีนโยบายขยายอาณานิคมในเอเชีย รัชกาลที่4จึงทรงไม่ตกลงด้วย

จนกระทั่ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีชาวต่างประเทศได้เข้ามาขออนุญาต สร้างทางรถไฟสายปากน้ำ โดยเริ่มต้น ที่บริเวณหน้าสถานีหัวลำโพง ไปสิ้นสุดที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ทางรถไฟสายนี้จึงเป็นทางรถไฟสายแรกในเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นโดยเอกชน ในรูปแบบของบริษัท เรียกกันในสมัยนั้นว่า “กอมปานีรถไฟ ” หรือ “บริษัทรถไฟปากน้ำ”   โดยมีการทำสัญญาการสร้างรถไฟสายปากน้ำเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๙ มีผู้แทนพระองค์ (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ) และ แอลเฟรด ยอนลอบเตอด เยฟอานีเอช (พระนิเทศชลธี ช่างทำแผนที่ทะเล) กับ อังเดร เดอ ริเชอลิเออร์ ชาวเดนมาร์ก  (พระยาชลยุทธโยธิน กับตันเรือพระที่นั่งเวสาตรี) โดยฝ่ายสยามได้ทำการคัดเลือก ผู้ถือสัมปทานอย่างระมัดระวัง ด้วยเหตุผลดังนี้ ผู้ถือหุ้นเป็นชาวยุโรปชาติที่เป็นกลางไม่มีนโยบายการขยายเมืองขึ้น และเมืองสมุทรปราการอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก หากมีเหตุร้าย ฉุกเฉินทางระบบขนส่งรถไฟใดๆ ก็สามารถเดินทางมาระงับได้ทันท่วงทีตามสัญญาที่ทางฝ่ายสยามได้เปรียบ ในกรณีหากเกิดภัยสงครามใดๆ ฝ่ายสยามสามารถใช้รถไฟสายนี้เป็นประโยชน์ในการขนส่งใดๆก็ได้ ตามพระราชอัธยาศัย และกอมปานีรถไฟ หรือบริษัทรถไฟปากน้ำ จะต้องเก็บโบกี้รับเสด็จพิเศษ สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงษานุวงค์ทุกพระองค์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

  ในช่วงแรกของการดำเนินการก่อสร้างรถไฟสายปากน้ำนั้น เกิดปัญหามากมายในเรื่องการสำรวจพื้นที่ จนในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ จึงได้มีการเริ่มต้นลงมือก่อสร้าง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงแซะพื้นที่ซึ่งได้กำหนดเป็นทางรถไฟพระฤกษ์พอสังเขป โดยได้ดำรัสพระราชทานในที่ประชุมด้วยว่า

“……การซึ่งได้ลงมือทำครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะพึงขึ้น และ การนี้เราได้หวังใจมาช้านานว่า ถ้าการสำเร็จแล้วคงจะเป็นประโยชน์เจริญขึ้นแก่บ้านเมืองเป็นอันมาก เพราะฉะนั้นเราจึงขอแสดงความยินดี แลขอบใจกอมปนีที่ได้ช่วยกันในการนี้……”

“กอมปนี” อ่านเป็น กอม-ปา-นี มาจากคำ Company  ในที่นี้หมายถึง  “บริษัทรถไฟปากน้ำ”   

          วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.  ๒๔๓๖ (.. ๑๑๒)  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน  โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี กลับจากการแปรพระราชฐาน ณ เกาะสีชัง ทอดเรือเพื่อทรงสักการบูชา องค์พระสมุทรเจดีย์ แล้วเสด็จทางเรือกรรเชียง เพื่อทรงประกอบพิธีเปิด บริการรถไฟสายปากน้ำ ทรงเจิมที่หัวจักรรถไฟ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนขบวนรถไฟพระที่นั่ง  

 “……พอเวลา ๕ โมงเช้า นายกล เปิดหวูดใช้รถจักร แล่นรถไฟจูงรถพระที่นั่ง ขึ้นมาตามทางรางเหล็ก จากสะเตชั่นปากน้ำ ถึงสะเตชั่นที่พักหัวลำโพง เวลาเช้า ๕ โมง ๔๕ นิมิต…”

            ส่วนการบริการประชาชนคิดค่าโดยสารรถไฟไปกลับ ๑ บาท ตลอดระยะทางมี ๑๐ ระยะ (๑๐ สถานี) คิดระยะละ ๑ เฟื้อง จากสถานีหัวลำโพง รถจะหยุดรับส่งผู้โดยสารที่ศาลาแดง บ้านกล้วย พระโขนง บางนา สำโรง ศีรษะจระเข้ บางนางเกรง มหาวงษ์ แล้วก็ไปสิ้นสุดปลายทางเป็นโรงสังกะสีขนาดใหญ่ที่ปากน้ำ
          ความสำคัญของทางรถไฟสายแรกนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศด้วย ในช่วงแรกของการก่อสร้างทางรถไฟสายปากน้ำ  บริษัทรถไฟยังได้เกิดปัญหาทั้งทางการระดมทุน และการเวนคืนที่ดิน ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุวิกฤติ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (ร.ศ. ๑๑๒) รุนแรงขึ้น รัชกาลที่ ๕ จึงต้องทรงเร่งรัด และทรงช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ด้วยทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า จะต้องตระเตรียมรถไฟไว้สำหรับการขนส่งกำลังพล และยุทธปัจจัย ไปตั้งมั่นที่ปากน้ำเจ้าพระยา และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปดังที่พระองค์ท่าน ทรงคาดการณ์ไว้ หลังจากที่มีการเปิดบริการรถไฟสายปากน้ำได้ ๓ เดือน ฝรั่งเศสก็ส่งเรือรบบุกเข้ามา จนเกิดการสู้รบกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา (๑๓ ก.ค. ๒๔๓๖) การรบที่ปากน้ำเป็นไปอย่างดุเดือด จนเมื่อเรือรบฝรั่งเศสเลยเข้ามาถึงหน้าเมืองสมุทรปราการ ก็เกิดการยิงต่อสู่กัน ระหว่างป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีปากน้ำ กับเรือรบฝรั่งเศส ปรากฏว่าหัวจักรรถไฟขบวนสุดท้ายในคืนนั้น ถูกลูกหลง จากปืนไม่ทราบว่าของฝ่ายไทย หรือฝ่ายฝรั่งเศส มีผู้โดยสารเสียชีวิตหนึ่งราย บาดเจ็บหนึ่งราย และมีแม่เฒ่าหัวใจวาย เสียชีวิตไปอีกหนึ่งราย               
         บริษัทรถไฟปากน้ำ ได้รับสัมปทานรถไฟสายปากน้ำ เป็นเวลา ๕๐ ปี โดยสิ้นสุดการดำเนินการในปี ๒๔๗๙ ช่วงระยะเวลา ๕๐ ปี มีรายงานการล้ม (ตกราง) เท่าที่มีหลักฐานจากหนังสือจดหมายเหตุอย่างต่ำ ๓ ครั้ง  จากหนังสือ “The Railways of Thailand” เขียนโดย R. Ramer จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ White Lotus ผู้เขียน (R. Ramer) เคยเข้ามาทำงานในเมืองไทยในช่วงปี ๒๕๐๐ ให้ข้อมูลเรื่องหัวจักรรถไฟสายปากน้ำ ไว้ว่า หัวจักรรถไฟปากน้ำนั้น มีทั้งหมด ๔ เครื่อง แต่ทราบเพียงว่าหัวจักรเครื่องที่ ๓ ชื่อ บางจาก ส่วนหัวจักรเครื่องที่ ๔ ชื่อ สำโรง ที่สามารถติดตามได้ ก็เห็นจะเป็นหัวจักรที่ ๔ "สำโรง"  เพราะจากข้อมูลคุณ Ramer มีอยู่ว่าหลังจากหมดสัญญา บริษัทรถไฟปากน้ำได้ขายหัวจักรไอน้ำ "สำโรง" ให้กับ บริษัทฮิปเส็ง (Heip Seng) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเลื่อย ไว้ขนส่งไม้จากภาคเหนือ  หัวจักร "สำโรง" ถูกใช้งานอย่างหนัก จากที่เคยขนส่งผู้โดยสารวันละ ๖ เที่ยว ต้องมาขนส่งท่อนซุง และไม้ต่างๆ จากภาคเหนือตลอดทั้งวันทั้งคืน จนหมดป่า จนกิจการลากซุง และขนซุงถูกยกเลิกไป สำโรง จึงถูกโละขายต่อไปให้กับโรงงานน้ำตาล ที่จังหวัดอุตรดิตถ์  

           สำโรงถูกใช้งานอย่างหนักอีกครั้ง คราวนี้ สำโรงถูกโรงงานน้ำตาล ใช้นำไปลากอ้อย ซึ่งแต่ละโบกี้ มีอ้อยเรียงกันสูง และหนัก กว่าพวกรถสิบล้อขนอ้อย ในปัจจุบันเสียอีก  สำโรง ถูกนำไปใช้งาน ในกิจการโรงงานน้ำตาลอีกหลายสิบปี จนได้รับการปลดระวาง  

            เรื่องราวของ “หัวจักรสำโรง” ถูกเก็บเงียบ โดยไม่มีใครทราบมาตลอด ๗๐ ปีที่ผ่านมา จนกระทั่ง มีชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย คือ คุณริชาร์ต บาร์โรว ให้ความสนใจ และติดตามค้นคว้า ทำให้เราได้ภาพหัวรถจักรโบราณ “สำโรง” มาให้ชมกัน

           

 

 

 

 

 

โดย tung699

 

กลับไปที่ www.oknation.net