วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปกา - ผกา ในบทปฏิพากย์เจราภาษากันตรึม


 ปกา - ผกา ในบทปฏิพากย์เจราภาษากันตรึม

        เรื่องราววันนี้ขอนำพี่น้องชาวบล็อก ที่มีความสนใจติดตามเรื่องราววัฒนธรรมพี่น้องเชื้อสายเขมรอีสานใต้ในประเทศไทย   เข้ามาทำความเข้าใจในปกาพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่ปรากฏใน บทปฏิพากย์เจราภาษากันตรึม   หรือที่เรี่ยกว่าบทเจรียง หรือจำเรียง   ที่หมายถึงการร้อง  

    "  ปกา , ผกา "  เป็นภาษาเขมร  แปลว่า   ดอกไม้  

              การปรากฏชื่อดอกไม้ ใน บทปฏิพากย์เจราภาษากันตรึมนั้นนักประพันธ์บทเจรียงได้หยิบยกดอกไม้ที่มีความโดดเด่นเรื่องความหอมและความงามซึ่งมีเอกลักษณ์สามารถนำมาเปรียบเปรยความงามของผู้หญิงดุจดังความงามและความหอมของ "ปกา - ผกา "   ซึ่งเท่าที่ได้ยินได้ฟังมา   ปกา(ดอกไม้)ที่ปรากฏในบทเจรียง นั้นส่วนใหญ่มีเฉพาะดอกไม้ที่ให้ความหอมและความงามซึ่งปรากฏในบทเจรียงกันตรึมในวัฒนธรรมเขมรอีสานใต้ของไทย  มีไม่มาก 

              ชื่อดอกไม้ที่ปรากฏในบทเจรียงกันตรึมที่ปรากฏในบทร้องและใช้ตั้งเป็นชื่อบทร้องที่ถือว่ามีความเก่าแก่ใช้เจรียงกันมา   คือ " บทปการันเจก "  

                   บทร้องนี้เป็นการตัดพ้อเปรียบเปรยหญิงสาวประดุจดอกลำเจียกที่กำลังบานแล้วจากไกลไปกับคนอื่นคนไกล

                               

        ที่มาภาพ :  http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php? user=maipradab&id=30

              ปการันเจก   หรือ   ดอกลำเจียก  ที่ออกดอกดอกสุกงอมเต็มที่กลีบเกสรจะแตกกออก  ละอองเกสรจะส่งกลิ่นหอมตลบอบอวนหลายร้อยเมตร   ปการันเจกนั้นจะออกดอกเฉพาะปการันเจกป่าหรือที่ขึ้นในป่าเท่านั้นแตกต่างกับต้นรันเจกที่ปลูกเพื่อนนำใบมาทอเสื่อ

                 

 ที่มาภาพ :   http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=maipradab&id=30

                :  http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=watpo&id=38

          ลูกของปการันเจกที่ออกผลสีเขียวและสุกส้มเหลืองหลังจากสลัดทิ้งละอองเกสร และเกสรดอกลำเจียกที่ รุ่ยร่อนเกสรคนเขมรนิยมนำมาอบผ้าไหมติดทนนานและทำขนมที่เรี่ยกว่า นมปการันเจก(ขนมดอกลำเจียก)

      ปการันเจกนี้ที่ปรากฏในบทเจรียงกันตรึมอันเก่าแก่เข้าใจว่ามีมาก่อนการปรากฏชื่อดอกไม้อื่นในบทเจรียง   เเสดงให้เห็นว่า  ดอกไม้ชนิดนี้มีความหอมมากๆๆซึ่งปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้จะออกดอกยากมาก   และหายากในปัจจุบัน                         

 

                                                              ที่มาภาพ :http://www.pantown.com/board.php? 

ปกาโปเปียล  หรือ  ดอกพยอม  ก็เป็นหนึ่งในชื่อดอกไม้ที่ปรากฏในบทเจรียงบทหนึ่ง  มีเนื้อความที่ว่า  

                   "สรอเน้าะปกาโปเปียล         สรอเน้าะปกาโปเปียล

                 เธลือบสะเตียบอังแอล         บองสมเลียปกาเต็อว

                 เมียนสัจกะเด็ยปดำ             ปรับเตือนบองเน็อว

                 บองสมเลียปกาเต็อว            สร็อกบองเน็อวฉงาย ฯ"

               (  สงสารเจ้าดอกพยอม          สงสารเอยเจ้าดอกพยอม

                  พี่เคยลูบโลมประนอมขวัญ   ต้องจากเจ้าไปเสียเเล้ว

                  มีสิ่งใดที่จะฝากคำ              ขอให้บอกพี่ขณะที่ยังอยู่

                  พี่ต้องลาเจ้าไปแล้ว              เพราะบ้านพี่อยู่ไกล )

 คัดบางตอนจาก สงบ  บุญคล้อย." กันตรึม, ดนตรี ".สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน  ฉบับต้นแบบ (2538) หน้า 19

จากบทเจรียงดังกล่าว  เป็นการเจรจาฝากฝังคู่รักที่อีกฝ่ายต้องจากไกล  การใช้ดอกพยอม  เปรียบเปรียบในบทดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึง  การเปรียบหญิงงามประดุจดอกไม้ที่ขาวบริสุทธิ์ ที่ชูช่อสูงส่งบนที่สูง  เมื่อชายใดหมายหรือห่างไกลต้องใช้ความสามารถในการเอื้อมเด็ด  และเมื่อได้มาแล้วต้องดูแลทนุถนอมอย่างดีแม้จะแห้งเฉา

         

                                                                                  ที่มาภาพ :http://www.pantown.com/board.php? 

ปกาโปเปียล หรือ  ดอกพยอม  ที่ออกดอกชูช่อเป็นพวงพู่ระย้าขาวสวยงาม  ยืนต้นสูงใจพื้นดินมาก  ผมเองเคยเห็นในทุ่งนายืนต้นนับสิบต้นในช่วงประมาณปลายเดือนมกราคม ถึงปลายเดือน มีนาคม  ดอกพยอมจะบานสะพรั่งขาวไปทั้งพุ่มบนต้นสวยงาม  และส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ   ชาวเขมรในบางพื้นที่อีสานใต้ของไทยนิยมนำดอกไม้ดังกล่าวมาประดับปะรำพิธี  ปัญโจลมม็วต (พิธีการเข้าทรงเเม่มด)

      ปการันดูล หรือ  รันนูล   หมายถึง   ดอกลำดวน  เช่นเดียวกับชื่อดอกไม้ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นที่ปรากฏและนำมาใช้ประพันธ์ในการเปรียบเปรียบหญิงในบทเจรียงกันตรึมในวัฒนธรรมเขมรอีสานใต้ ซึ่งเป็นที่นิยมและปรากฎในบทร้องทั้งเก่าและใหม่ที่ได้เเต่งขึ้นสำหรับร้องกันตรึม

               เช่นในบทร้องทำนองกั๊จปกา(เด็ดดอกไม้)  ตอนหนึ่ง  ปรากฏเนื้อร้องกันตรึม 

    

                ที่มาภาพ : http://sunflower05.multiply.com/photos/album/95#4  

    การนำดอกลำดวนนำมาเปรียบเปรยถึงการทนุถนอมดอกไม้ที่มีค่า ทั้งความงามและความหอมกับหญิงที่ตนรักที่ชายคนหนึ่งต้องพลัดพราก  จากคนรักที่ตนหมายปอง 

            การนำดอกลำดวนหรือปการันดูลมาใช้ในบทเจรียงนี้เป็นที่นิยมมาก  เเสดงให้เห็นว่า เป็นดอกไม้ทรงคุณค่าในเรื่องความหอม  ความงามของกลีบดอกที่เเข็งแรง   ทนทานต่อสภาพแวดล้อม  แม้จะพลิดอกในช่วงฤดูร้อน แต่ ความหอมและความงามต่างเป็นที่หมายปองของคนทั่วไปที่ต้องการจะเด็ด  มาเป็นเจ้าของ   เปรียบได้กับความงามของหญิงที่มีกิจติศัพท์เรื่องความงามเฉกเช่นกลิ่หอมของดอกลำดวน ที่ฟุ้งขจรไปทั่ว   ถึงผู้ที่ได้พบเห็น  ต่างสรรเสริญหมายบอกให้มาเป็นเจ้าของหรือคู่ครองแก่บุตรหลานตน

          

                                    ปกากำพลึง     หรือ  ดอกพลับพลึง

          ที่มาภาพ : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?

                        ; http://www.fujifilm.co.th/forum/showthread.php?t=196

        เช่นเดียวกันในบทกั๊จปกา ที่ปรากฏชื่อปการันดูล ในเนื้อร้อง นอกจากนั้นยังปรากฏชื่อดอกไม้ในบทเดียวกันนี้  ชื่อว่า  ปกากำพลึง  หรือ  ดอกพลับพลึง                      

      

 ปกาโดง     หรือ   ดอกมะพร้าว    ปรากฏในบทร้องเพลงแซนการ์(เเต่งงาน)ของศิลปินกันตรึมพื้นบ้านอีสานใต้    ปกาโดงเป็นดอกไม้ที่ต้องใช้ในพิธีกรรมการแต่งงานของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่จะขาดมิได้

                                                    ที่มาภาพ : http://www.tourthai.com

  

  ที่มาภาพ : http://www.pharm.su.ac.th/thai/Public_relations/Areca/picture/F7.jpg

ปกาสลา  หรือ  ดอกหมาก   เช่นเดียวกัน  ดอกไม้ดังกล่าวยังปรากฏในบทร้องเพลงแซนการ์(เเต่งงาน)ของศิลปินกันตรึมพื้นบ้านอีสานใต้    ปกาสลายังเป็นดอกไม้ที่ต้องใช้ในควบคู่กันกับปกาโดงในพิธีกรรมการแต่งงานของชาวไทยเชื้อสายเขมร

                   

 ที่มาภาพ :  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ambulance&month=07-  2007&date=11&group=12&gblog=1

                        ปกาสะตราว  -  ปกา ตะตราว   หรือ   ดอกกันเกรา

              ปกาสะตราว   เป็นดอกไม้ที่    ถูกนำมาใช้เปรียบเปรยผู้หญิง ปรากฏในบทร้องของนักร้องศิลปินอีสานใต้   เป็นภาษาเขมรที่ถูกแต่งขึ้นในบทร้องประกอบทำนองเพลงกั๊จปกาอย่างไพเราะ   โดยมีเนื้อร้องปรากฏ   ชื่อดอกไม้ในท่อนท้ายบทเพลง   

                 บทร้องที่ปรากฏชื่อดอกไม้ชนิดนี้ เป็นการนำดอกไม้ที่มีความหอม  ที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ดอกไม้แบ่งบาน   เวลาที่ดอกไม้ต้องกลับมาเจอเจ้าของตามที่ให้คำสัญญาไว้   เปรียบเสมือนสาวที่ไปทำงานต่างถิ่นต่างแดนที่ให้คำสัญญาแก่คู่รักเมื่อถึงเวลาต้องกลับมาเจอหน้ากัน   

                ซึ่งการนำ  ปกาสะตราว  มีใช้ประพันธ์บทเจรียงนี้  เป็นสิ่งที่บอกถึง  ฤดูกาลที่ได้ที่ที่ปกาสะตราวแบ่งบานเต็มที่  ถึงเวลาแล้วที่ความงามของสาวเจ้าจะกลับมาพบกับคู่ใจที่หมายปอง

               ปกาสะตราว    เป็นไม้ พุ่มยืนต้นสูงใหญ่   ถึงต้นเดือน มีนาคม   ถึงปลายเดือนพฤษภาคมปกาสะตรวจะแบ่งบานเต็มที่    ส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรรอนแรมไปไกล  โดยเฉพาะช่วงเช้าๆที่ต้องน้ำค้างดอกสะตราวจะส่งกลิ่นหอมไปทั่ว      ในวัฒนธรรมคนเขมรนิยมนำมาร้อยมาลัย  หรือนำดอกไม้ไปลอยน้ำตลอดจนนำไปถวายพระและที่สำคัญนิยมไปกั๊จปกาในพิธีกั๊จปกาซ่งพนมกระซั๊จ(เด็ดดอกไม้ปักเจดีย์ทราย)ในเทศกาลสงกรานต์

                                   

ส่วนภาพดอกไม้ข้างล่างสองภาพนี้  ไม่เกี่ยวกับ  ดอกไม้ที่ปรากฏหรือนำมาใช้ประพันธ์เปรียบเปรยความงามหญิงในบทร้องกันตรึมแต่อย่างใด   แต่เห็นว่า  สวยดี  และไม่ค่อยเป็นที่รู้จักชื่อ ในภาษาเขมร  จึงนำมาให้ชมความงามและรู้จักชื่อในภาษาเขมรอีสานใต้ของไทย

                     

                           เขมรเรี่ยก    ปการันเดง  ไทยเรี่ยก   ดอกข่า 

                                                    ที่มาภาพ :   http://static.flickr.com

                       เคยกั๊จ(เด็ด)มาเล่น   ปลูกไว้ในสวน   ดอกสวยแปลกดีไม่ค่อยเห็น

  

                           ปกาตรอตึงทงัย - ตะตึงทงัย     ดอกกล้วยไม้ 

ที่มาภาพ : http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=4725

           เคยเห็นของจริงแถวบ้าน   ต้นดอกไม้ชนิดนี้ขึ้นบนกิ่งต้นไม้ใหญ่และสูงราวๆตึก  10   ชั้น   น่าฝนความชื้นเหมาะๆ  ต้นแตกใบเท่าหวีกล้วย    แถมยังออกดอกสีขาวแกมม่วงสวยงาม      สวยอย่างกะดอกไม้สวรรค์

โดย บรรณาลัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net