วันที่ อังคาร มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...ดีใจจึ่งพลัดพราก ลาจากจึ่งยิ้มได้...


...ดีใจจึ่งพลัดพราก   ลาจากจึ่งยิ้มได้...  ยังมีความสุข  ยังมีความอบอุ่น  ยังมีความคุ้นเคย ในช่วงเวลาที่ผมได้รับโอกาสฝึกงาน ณ ที่แห่งหนึ่ง 2 เดือนในการฝึกงาน คือ 37 วัน ที่ผมรู้สึกว่าผ่านไปเร็วเกิน อย่างหนึ่งคงเป็นเพราะผมลางาน  อันนี้เพราะมีธุระจริง  ๆ อีกอย่าง  ก็เป็นเพราะ 2 เดือนนี้มีวันหยุดเยอะมาก แค่วันสงกรานต์ก็ปาไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว(ล้อเล่น)  37  วัน ก็แค่ช่วงเวลาธรรมดาในความคิดคนอื่น ส่วนผม ในความธรรมดาของคนอื่นนั้น  ผมได้ทำความรู้จักกับทุกความรู้สึกในโลกของการทำงานซึ่งเป็นโลกของการปฏิบัติ  ไม่ใช่โลกแห่งจินตนาการหรือทฤษฎีอีกต่อไป  ในโลกแห่งความเป็นจริง  ผมรู้จักกับความสนุก-ความกลัว-ความน่าเบื่อ-ความเซ็ง-ความง่วง-ความเหงา-ความขี้เกียจ-ความขยันและอีกหลาย ๆ ความที่ไม่ได้กล่าว พอทำงานแล้วมีปัญหา หากไม่ทราบจะแก้มันอย่างไร การถามไถ่เอากับคนที่เคยทำมาก่อนอยู่มาก่อนคือวิธีแก้  นั่นแหละก็พอได้คำตอบบ้าง ที่เคยเห็นเคยถึงขนาดที่ คนระดับหัวหน้ากลุ่ม 8 ว ยังต้องลุกจากที่นั่งมาถามเอาความกับคนระดับล่าง อย่าง 5 ว ซึ่งก็ดูตลกไปอีกแบบ  ทำเหมือนกับว่า  5 ว เป็นนักวิชาการประจำกลุ่ม ยังไงอย่างนั้น

ที่นี่นอกจากฝ่ายปฏิบัติการ  งานจะดำเนินไปได้ด้วยดีหรือไม่  การบริหารจะเป็นอย่างไร  ฝ่ายธุรการเป็นตัวสะท้อน  นั่นหมายความว่า  หากกระบวนการทำงานมีการติดขัด  ไม่สะดวก  ขาดการประสานงานที่ดี  ฝ่ายปฏิบัติต้องการสิ่งใด  ฝ่ายธุรการไม่อำนวยการให้ ก็จบข่าว  เท่ากับฝ่ายธุรการกระด้างกระเดื่อง  ทำตัวมีอำนาจคะคานอำนาจของฝ่ายปฏิบัติ  ซึ่งเอาเข้าจริงฝ่ายธุรการไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายลงมือทำ  อย่างนึกง่าย ๆ ถ้าเป็นโรงพยาบาล หมอ พยาบาลต้องมาก่อนฝ่ายอื่น ๆ เป็นธรรมดา ไม่มีใครนึกถึงหรอกสำหรับฝ่ายอำนวยการ  แต่ถึงอย่างไรทุกฝ่ายก็ต้องมีความสำคัญไล่เลี่ยกัน  ไม่ใช่ว่าถือเป็นฝ่ายปฏิบัติแล้วขอไม่เห็นหัวฝ่ายธุรการ อันนี้ก็ไม่ได้ ไม่มีธุรการงานก็ไม่เป็นระบบ เอาง่าย ๆ โดยเฉพาะงานสารบบเอกสาร  งานอำนวยความสะดวก  อย่างนี้จะขาดธุรการไม่ได้เป็นอันขาด  ขาดไปงานดำเนินการก็จบเห่ ไร้ประสิทธิภาพเช่นกัน  และเมื่อทำงานร่วมกันไป  ความกระทบกระทั่งเป็นธรรมดาที่ต้องเจอ  ถ้าต่างฝ่ายต่างเห็นเฉพาะข้อดีของตนไม่เคยมองข้อเสียที่อีกฝ่ายกล่าวถึง ความขัดแย้งระหว่างกันจึงเกิดขึ้น  สิ่งที่เป็นไปได้ในวิธีแก้ คือ  การทำความเข้าใจ  ล้วงความในใจที่มีต่อกันออกมาจากอก  นั่งหาข้อสรุปกัน  แล้วให้ทุกอย่างหยุดเพียงแค่ในห้อง  เป็นไปตามสัญญาว่าเราจะเดินไปด้วยกัน  จะไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน  ยอมรับความจริงของกันและกัน  เมื่อต่างฝ่ายต่างพูดออกมาตามความเป็นจริง ไม่เข้าข้างตัวเอง  การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในที่สุด  สุดท้ายก็จะเห็นร่วมกันว่า  สิ่งที่ได้กลับมา  คือความสามัคคีในหมู่คณะ    แต่ทว่า  ต่างฝ่ายต่างไม่ทำลายอคติที่ไม่ดีในใจและมีต่อกันหลังจากเปิดอกด้วยการทิ้งมันลงในถังขยะแห่งการปลดปล่อยทางอารมณ์แล้วละก็  เชิญเตรียมตัวล้มเหลวกันในตอนจบของเรื่อง  ทั้ง ๆ ที่อุตสาห์หาทางออกร่วมกันแล้วกลับมาขบถต่อสิ่งที่ยืนยันกันไป

ทุกปัญหาที่ต่างฝ่ายมีต่อกัน  ผมในฐานะคนกลางระหว่างบรรทัดของปัญหาที่ไม่ใช่คนก่อก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับทั้งสองฝ่ายที่ยิงอคติต่อกันให้ได้  และไม่เป็นตัวสร้างปัญหาต่อเสียเอง  

สิ่งหนึ่งที่เสียดาย แต่ไม่เสียใจเลย คือการต้องเดินออกจากที่แห่งนี้  ที่ที่เคยทำให้เรามีความสุข มีความสบายใจที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนเหล่านั้นบ้าง  ที่ที่เคยสอนให้ผมลดความเห็นแค่ตัวเองเป็นศูนย์กลางในทุกการกระทำ เหนื่อยก็ไม่ทำ ไม่ใช่งานเกี่ยวอะไรด้วยละ หากแต่ว่า

สิ่งหนึ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำในการฝึกงานครั้งนี้  คือ  ความเป็นกันเอง  ความเป็นพี่น้อง  ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่พี่มีให้น้อง  น้องมีให้พี่ ความไม่ถือว่างานที่ช่วยทำให้อยู่เกินความรับผิดชอบของตน นี่แหละมันสวยงาม  มันงดงามอยู่ในตัวคนทำ  ยิ่งคุณมีมันมาก ความเห็นแก่ตัวก็จะถูกทำลายลงไป  พร้อม ๆ กันนั้นความมีจิตสำนึกสาธารณะก็จะเดินเข้ามาแทนที่ในจิตใจของเราเองโดยไม่ต้องไปเพรียกหามันเลย

ขอบคุณภาพดีดี จาก http://webclass.homeip.net/members/483020375-9/photos/uknow.jpg

 

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net